
วิกฤต “เชื้อดื้อยา” ลามหนักในรพ. เสี่ยง “ติดเชื้อ” ไม่มียารักษาในอนาคต!
เชื้อดื้อยาใน รพ. วิกฤต! กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบแบคทีเรียบางชนิดดื้อยาแรงเกิน 70% เสี่ยงไม่มียารักษาในอนาคต
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยสถานการณ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยจากข้อมูลเฝ้าระวังย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex (อะซินีโตแบคเตอร์ แคลโคอะซีติคัส-เบามันนีไอ คอมเพล็กซ์) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียก่อโรคติดเชื้อ ในโรงพยาบาลที่รุนแรง
เชื้อนี้มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่ม carbapenem (คาร์บาพีเนม) ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย (ยาที่จะสามารถรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย) สูงกว่าร้อยละ 70
ทั้งนี้ หมายความว่า หากผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มดังกล่าว อาจจะไม่สามารถมียารักษาได้ในอนาคตเนื่องจาก แบคทีเรียเหล่านั้นดื้อยาที่แรงที่สุด (คาร์บาพีเนม) แล้วกว่า 70%
ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่ง จาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการ
ทั้งนี้ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2558 – 2568 พบว่า เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็น “ยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย” มีอัตราดื้อยาสูงกว่าร้อยละ 70 และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาชนิดนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะไม่มียาในการรักษา
ขณะที่เชื้อ Klebsiella pneumoniae (เคลบซิลลา นิวโมเนียอี) พบแนวโน้มการดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin (กลุ่มเซฟาโลสปอรินรุ่นที่สาม) ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่สามารถรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ร้อยละ 35–45 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อรุนแรงในอนาคต
ส่วนเชื้อ E. coli (อีโคไลน์) แม้อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อชนิดอื่น แต่พบอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin โดยเฉพาะยา ceftriaxone (เซฟไตรแอ็กโซน) และ Cefotaxime (เซโฟแทกซิม) ในระดับค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จัดกัดอยู่เฉพาะ ในระบบโรงพยาบาลหรือระบบบริการสุขภาพเท่านั้น แต่เริ่มแพร่กระจายสู่ชุมชนแล้ว
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ย้ำว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ถือเป็น วิกฤตด้านสาธารณสุข ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารเพิ่มความตระหนักรู้ ให้เกิดการชะลอการเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาในอนาคต
สำหรับประชาชนหรือผู้ป่วย เพื่อหยุดยั้งเชื้อดื้อยา ควรกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว รวมทั้งห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ห้ามหยุดยาเอง และห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นเด็ดขาด
เชื้อแต่ละตัวมีความสำคัญอย่างไร?
เชื้อดื้อยา 3 ประเภทที่ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พูดถึง ซึ่งมีความน่ากังวลต่อ "ดื้อยา" นั้น จากข้อมูลของ CDC หรือ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา พบว่า เชื้อเหล่านี้มักจะทำให้เกิดอาการ ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แผลติดเชื้อ เป็นต้น
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) เคยระบุไว้ว่า
(อ่านเพิ่มเติม : ‘รักษามะเร็งจะหายอีก 2 เดือน แต่ตายเพราะเชื้อดื้อยา’ ความจริงที่คนไทยไม่ตระหนัก!)
สำหรับปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อดื้อยาราว 88,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 38,000 คนต่อปี กระทบต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเกิดค่าใช้จ่ายสูงถึง 4 หมื่นล้านต่อปี จนทำให้ระบบสาธารณสุขจึงต้องรับภาระหนักขึ้น
นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชนไม่รู้คือ ‘เชื้อดื้อยาสามารถทำให้เกิดการเสียชีวิตได้’
โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 หากมนุษย์ไม่ทำอะไรเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาจะมีผู้ที่เสียชีวิตจากการดื้อยาราว 1 คนใน 3 วินาที คือราว ปีละ 10 ล้านคน และกว่าครึ่งคือ 4.7 ล้านคน อยู่ในทวีปเอเชีย
นอกจากนี้ นพ.พิสนธิ์กล่าวว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นกระทบไปทุกภาคส่วน แม้กระทั่งในผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากผู้ปกครองในปัจจุบันนิยมนำเด็กแม้จะเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ไปสัมผัสเชื้อโรคในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นแหล่งรวมเชื้อสูง ล่าสุดมีการเปิดเผยว่าในแผนกเด็ก แพทย์พบเจอกับเคสเด็กที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อ และบางรายแทบจะไม่มียารักษาให้หาย ซึ่ง ‘หมอเด็ก’ ก็มีการฟีดแบ็คว่าอยู่ในขั้นวิกฤต.







