posttoday

‘รักษามะเร็งจะหายอีก 2 เดือน แต่ตายเพราะเชื้อดื้อยา’ ความจริงที่คนไทยไม่ตระหนัก!

26 พฤศจิกายน 2568

ความจริงเรื่อง ‘เชื้อดื้อยา’ พบหากไม่ทำอะไรเลย ในปี 2050 จะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาราว 1 คนในทุก 3 วินาที

KEY

POINTS

  • สถานการณ์เชื้อดื้อยาในไทยอยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 38,000 คนต่อปี
  • สาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผลของคนไทย เช่น การซื้อยากินเองเมื่อมีอาการเจ็บคอหรือท้องเสีย และความเข้าใจผิดว่ายาปฏิชีวนะคือยาแก้อักเสบ
  • ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้เกิดจากการใช้ยาในคนเท่านั้น แต่ยังมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายในภาคการเกษตรและปศุสัตว์ ทำให้เชื้อดื้อยาปนเปื้อนมาในอาหารและสิ่งแวดล้อม
  • มีการคาดการณ์ว่าหากไม่เร่งแก้ไข ในปี 2050 ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา 1 คนในทุก 3 วินาที โดยกว่า 4.7 ล้านคนจะอยู่ในทวีปเอเชีย

‘เทคนิคการรักษามะเร็งไปไกลมาก หากเป็นระยะต้นอัตราการรักษาหายอยู่ที่ 95%’

 

แต่

 

‘บางรายมะเร็งจะหายแล้วอีก 2 เดือน แต่กลับมาเสียชีวิต อาการติดเชื้อ เพราะเชื้อดื้อยา’

 

หนึ่งในประโยคบนเวทีเสวนาโครงการ ‘ดื้อยาหยุดได้’ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ให้ความรู้เกี่ยวกับ ‘การใช้ยาจนเกิดพฤติกรรมดื้อยา’ ในสังคมไทย จัดขึ้นที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ทำให้ ‘เรา’ ต้องหันกลับมามองปัญหา ‘เชื้อดื้อยา’ ที่มีรายงานตัวเลขสำคัญบ่งชี้ว่า

 

หากไม่ทำอะไรเลย ในปี 2050

จะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาราว 1 คนในทุก 3 วินาที

คือ กระพริบตา 2 ที ก็มีคนตาย 1 คน

 

‘รักษามะเร็งจะหายอีก 2 เดือน แต่ตายเพราะเชื้อดื้อยา’ ความจริงที่คนไทยไม่ตระหนัก!

 

ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะมีผู้เสียชีวิตในเอเชียราว 4.7 ล้านคน

 

ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เชื้อดื้อยาในไทยมีความรุนแรงและยืดเยื้อมานานนับ 10 ปี

 

สำหรับปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อดื้อยาราว 88,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 38,000 คนต่อปี

 

กระทบต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเกิดค่าใช้จ่ายสูงถึง 4 หมื่นล้านต่อปี จนทำให้ระบบสาธารณสุขจึงต้องรับภาระหนักขึ้น

 

นพ.พิสนธิ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ‘เชื้อดื้อยา’ ว่า

เชื้อดื้อยา คือ เชื้อก่อโรคที่แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้หลายประเภท เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และปรสิต

ในขณะที่ ‘ยาปฏิชีวนะ’ คือ ยาต้านแบคทีเรีย ไม่ออกฤทธิ์ต่อไวรัส ซึ่งยาแต่ละประเภทก็จะใช้กับแบคทีเรียในชนิดที่ไม่เหมือนกัน

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือ การกลายพันธุ์จากแบคทีเรียเป็น ‘Super Bug’ หมายถึง เชื้อแบคทีเรียที่เก่งมากขึ้นและมีความสามารถต้านกับยาที่ใช้ ที่เรียกว่า ‘ดื้อยา’  หลักๆ คือเพราะโดนกระตุ้นด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ โดย Super Bug จะดื้อต่อยาทุกชนิด

 

ความอันตรายที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ขณะที่การดื้อต่อยานั้นมีอยู่สูงมาก การติดเชื้อบางตัวแทบจะไม่มียารักษาเพราะปัจจุบันมียาที่ไว้ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอยู่น้อย เช่น ยารักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบในปัจจุบันแทบจะต้องใช้ยาฉีดแทบทั้งหมด

 

“ยาปฏิชีวนะแทบทุกชนิดในประเทศมีอัตราการดื้อยาในอัตราสูงถึงสูงมาก และบางชนิดสูงถึง 83% เช่น Amoxicillin ทำให้ยาที่มีอยู่ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ”

 

ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล

 

จากภาวะดังกล่าวเรียกได้ว่าอยู่ใน ‘ภาวะวิกฤต’ และขอย้ำเตือนว่า

 

‘เชื้อดื้อยาสามารถทำให้เกิดการเสียชีวิตได้’

 

โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 หากมนุษย์ไม่ทำอะไรเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาจะมีผู้ที่เสียชีวิตจากการดื้อยาราว 1 คนใน 3 วินาที คือราว ปีละ 10 ล้านคน และกว่าครึ่งคือ 4.7 ล้านคน อยู่ในทวีปเอเชีย

 

 

นพ.พิสนธิ์กล่าวว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นกระทบไปทุกภาคส่วน แม้กระทั่งในผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากผู้ปกครองในปัจจุบันนิยมนำเด็กแม้จะเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ไปสัมผัสเชื้อโรคในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นแหล่งรวมเชื้อสูง ล่าสุดมีการเปิดเผยว่าในแผนกเด็ก แพทย์พบเจอกับเคสเด็กที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อ และบางรายแทบจะไม่มียารักษาให้หาาย ซึ่ง ‘หมอเด็ก’ ก็มีการฟีดแบ็คว่าอยู่ในขั้นวิกฤต

 

 

สำรวจตัวเองพฤติกรรมแบบไหน ‘เสี่ยง’ ต่อการก่อเชื้อดื้อยา

 

พฤติกรรมสำคัญที่ทำให้ ‘คนไทยพัฒนาเชื้อดื้อยา’ ในร่างกายตัวเอง คือ การวินิจฉัยโรคเองและซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยไม่จำเป็น เช่น ซื้อในร้านขายยา ร้านชำ ตลาดนัด และช่องทางออนไลน์

 

ผศ.เภสัชกร ดร.กิติยศ ยศสมบัติ ผู้ช่วยคณบดี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าถึงยาปฏิชีวะง่าย จนประชาชนใช้เกินความจำเป็น

 

“ ความเข้าใจผิดของประชาชนยังพบได้อย่างกว้างขวาง เช่น ความเชื่อว่า ท้องเสียต้องกินยาฆ่าเชื้อ หรือ เจ็บคอให้ร้านยาจัดยาฆ่าเชื้อให้”

 

ขณะเดียวกันโรงพยาบาลหลายแห่งยังมีการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น  จากทั้งภาระงานที่สูงและความคาดหวังของผู้ป่วยที่อยากได้ ‘ยาแรง’ เพื่อหายได้ทันที

 

ด้าน นพ.พิสนธิ์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยทำได้ในขณะนี้ คือ คนไทยจะต้องมีความรู้ และกล้าที่จะถามถึงความจำเป็นและความเข้าใจที่จะใช้ ‘ยาปฏิชีวนะ’ กับแพทย์ที่ทำการรักษา หรือกับเภสัชกร นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิด ‘เชื้อดื้อยา’ อื่นๆ เช่น

 

  1. เรียกยาปฏิชีวินะอย่างผิดๆ ว่า ‘ยาแก้อักเสบ’  และขอซื้อยาปฏิชีวนะกับเภสัชกรเอง เวลาที่เกิดอาการเจ็บคอ ทั้งๆ ที่อาการเจ็บคอเป็นเรื่องของเชื้อไวรัส ซึ่งยาที่ขอไปไม่ได้รักษาเชื้อไวรัส เป็นต้น
  2. เรียกยาปฏิชีวนะว่า ‘ยาฆ่าเชื้อ’ แต่ว่าเชื้อนั้นมีหลายชนิด
  3. ยังไม่เกิดอาการติดเชื้อ แต่จะเอา ‘ยาปฏิชีวนะ’ เช่น ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ พบมากว่ามีการทานยาปฏิชีวนะเอง
  4. ขอ ‘ยาแรง’ คือการขอยาจากเภสัชกรที่ออกฤทธิ์กว้าง ซึ่งการขอยาออกฤทธิ์กว้าง หมายถึงยาจะไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียส่วนอื่นของร่างกาย จนทำให้เชื้อที่รอดพัฒนาเป็น Super Bug ได้
  5. กินยาไม่ถูกขนาด ไม่ถูกความถี่ และกินไม่หมดตามที่แพทย์สั่ง อาจจะส่งผลให้เชื้อดื้อยาได้เพราะแบคทีเรียตัวนั้นยังไม่หมดจากร่างกาย เป็นต้น

 

ฉะนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำได้แก่ การไม่ซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง จะต้องมีการปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง หากพบว่ามีการจ่ายยาปฏิชีวนะควรถามความจำเป็น และหากไม่จำเป็นสามารถขอชะลอได้หรือไม่ รวมไปถึงการไม่ขอยาแรง และต้องรับประทานให้ครบตามเวลาที่ขนาดที่กำหนด

 

‘รักษามะเร็งจะหายอีก 2 เดือน แต่ตายเพราะเชื้อดื้อยา’ ความจริงที่คนไทยไม่ตระหนัก!

 

ไม่ใช่แค่พฤติกรรมการซื้อยา แต่ยาปฏิชีวนะกระจายอยู่ในสัตว์-ผัก-ผลไม้

 

ผศ.เภสัชกร ดร.กิติยศ กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ใช่เฉพาะแค่ปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น แต่มีการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ ภาคการเกษตรและสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเกิดการใช้ยาที่ไม่สมเหตุผล เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคในสัตว์ การฉีดพ่นให้กับผักผลไม้เพื่อฆ่าเชื้อ  ส่งผลให้เชื้อดื้อยาหมุนเวียนในอาหาร น้ำ และส่ิงแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

 

“ทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบของแนวคิด One Health คือการจะควบคุมเชื้อดื้อยาจะสำเร็จได้ จะต้องทำงานบูรณาการกัน เพราะยาปฏิชีวนะมีการกระจายอยู่ในชีวิตเราแทบทุกมิติ”

ข่าวล่าสุด

นายกฯอนุทิน - ประธานฉาย บุนนาคร่วมฉลองความสัมพันธ์170ปีอังกฤษ-ไทย