‘รักษามะเร็งจะหายอีก 2 เดือน แต่ตายเพราะเชื้อดื้อยา’ ความจริงที่คนไทยไม่ตระหนัก!
ความจริงเรื่อง ‘เชื้อดื้อยา’ พบหากไม่ทำอะไรเลย ในปี 2050 จะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาราว 1 คนในทุก 3 วินาที
KEY
POINTS
- สถานการณ์เชื้อดื้อยาในไทยอยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 38,000 คนต่อปี
- สาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผลของคนไทย เช่น การซื้อยากินเองเมื่อมีอาการเจ็บคอหรือท้องเสีย และความเข้าใจผิดว่ายาปฏิชีวนะคือยาแก้อักเสบ
- ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้เกิดจากการใช้ยาในคนเท่านั้น แต่ยังมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายในภาคการเกษตรและปศุสัตว์ ทำให้เชื้อดื้อยาปนเปื้อนมาในอาหารและสิ่งแวดล้อม
- มีการคาดการณ์ว่าหากไม่เร่งแก้ไข ในปี 2050 ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา 1 คนในทุก 3 วินาที โดยกว่า 4.7 ล้านคนจะอยู่ในทวีปเอเชีย
‘เทคนิคการรักษามะเร็งไปไกลมาก หากเป็นระยะต้นอัตราการรักษาหายอยู่ที่ 95%’
แต่
‘บางรายมะเร็งจะหายแล้วอีก 2 เดือน แต่กลับมาเสียชีวิต อาการติดเชื้อ เพราะเชื้อดื้อยา’
หนึ่งในประโยคบนเวทีเสวนาโครงการ ‘ดื้อยาหยุดได้’ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ให้ความรู้เกี่ยวกับ ‘การใช้ยาจนเกิดพฤติกรรมดื้อยา’ ในสังคมไทย จัดขึ้นที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทำให้ ‘เรา’ ต้องหันกลับมามองปัญหา ‘เชื้อดื้อยา’ ที่มีรายงานตัวเลขสำคัญบ่งชี้ว่า
หากไม่ทำอะไรเลย ในปี 2050
จะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาราว 1 คนในทุก 3 วินาที
คือ กระพริบตา 2 ที ก็มีคนตาย 1 คน
ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะมีผู้เสียชีวิตในเอเชียราว 4.7 ล้านคน
ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เชื้อดื้อยาในไทยมีความรุนแรงและยืดเยื้อมานานนับ 10 ปี
สำหรับปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อดื้อยาราว 88,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 38,000 คนต่อปี
กระทบต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเกิดค่าใช้จ่ายสูงถึง 4 หมื่นล้านต่อปี จนทำให้ระบบสาธารณสุขจึงต้องรับภาระหนักขึ้น
นพ.พิสนธิ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ‘เชื้อดื้อยา’ ว่า
เชื้อดื้อยา คือ เชื้อก่อโรคที่แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้หลายประเภท เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และปรสิต
ในขณะที่ ‘ยาปฏิชีวนะ’ คือ ยาต้านแบคทีเรีย ไม่ออกฤทธิ์ต่อไวรัส ซึ่งยาแต่ละประเภทก็จะใช้กับแบคทีเรียในชนิดที่ไม่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือ การกลายพันธุ์จากแบคทีเรียเป็น ‘Super Bug’ หมายถึง เชื้อแบคทีเรียที่เก่งมากขึ้นและมีความสามารถต้านกับยาที่ใช้ ที่เรียกว่า ‘ดื้อยา’ หลักๆ คือเพราะโดนกระตุ้นด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ โดย Super Bug จะดื้อต่อยาทุกชนิด
ความอันตรายที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ขณะที่การดื้อต่อยานั้นมีอยู่สูงมาก การติดเชื้อบางตัวแทบจะไม่มียารักษาเพราะปัจจุบันมียาที่ไว้ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอยู่น้อย เช่น ยารักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบในปัจจุบันแทบจะต้องใช้ยาฉีดแทบทั้งหมด
“ยาปฏิชีวนะแทบทุกชนิดในประเทศมีอัตราการดื้อยาในอัตราสูงถึงสูงมาก และบางชนิดสูงถึง 83% เช่น Amoxicillin ทำให้ยาที่มีอยู่ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ”
จากภาวะดังกล่าวเรียกได้ว่าอยู่ใน ‘ภาวะวิกฤต’ และขอย้ำเตือนว่า
‘เชื้อดื้อยาสามารถทำให้เกิดการเสียชีวิตได้’
โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 หากมนุษย์ไม่ทำอะไรเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาจะมีผู้ที่เสียชีวิตจากการดื้อยาราว 1 คนใน 3 วินาที คือราว ปีละ 10 ล้านคน และกว่าครึ่งคือ 4.7 ล้านคน อยู่ในทวีปเอเชีย
นพ.พิสนธิ์กล่าวว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นกระทบไปทุกภาคส่วน แม้กระทั่งในผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากผู้ปกครองในปัจจุบันนิยมนำเด็กแม้จะเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ไปสัมผัสเชื้อโรคในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นแหล่งรวมเชื้อสูง ล่าสุดมีการเปิดเผยว่าในแผนกเด็ก แพทย์พบเจอกับเคสเด็กที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อ และบางรายแทบจะไม่มียารักษาให้หาาย ซึ่ง ‘หมอเด็ก’ ก็มีการฟีดแบ็คว่าอยู่ในขั้นวิกฤต
สำรวจตัวเองพฤติกรรมแบบไหน ‘เสี่ยง’ ต่อการก่อเชื้อดื้อยา
พฤติกรรมสำคัญที่ทำให้ ‘คนไทยพัฒนาเชื้อดื้อยา’ ในร่างกายตัวเอง คือ การวินิจฉัยโรคเองและซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยไม่จำเป็น เช่น ซื้อในร้านขายยา ร้านชำ ตลาดนัด และช่องทางออนไลน์
ผศ.เภสัชกร ดร.กิติยศ ยศสมบัติ ผู้ช่วยคณบดี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าถึงยาปฏิชีวะง่าย จนประชาชนใช้เกินความจำเป็น
“ ความเข้าใจผิดของประชาชนยังพบได้อย่างกว้างขวาง เช่น ความเชื่อว่า ท้องเสียต้องกินยาฆ่าเชื้อ หรือ เจ็บคอให้ร้านยาจัดยาฆ่าเชื้อให้”
ขณะเดียวกันโรงพยาบาลหลายแห่งยังมีการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น จากทั้งภาระงานที่สูงและความคาดหวังของผู้ป่วยที่อยากได้ ‘ยาแรง’ เพื่อหายได้ทันที
ด้าน นพ.พิสนธิ์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยทำได้ในขณะนี้ คือ คนไทยจะต้องมีความรู้ และกล้าที่จะถามถึงความจำเป็นและความเข้าใจที่จะใช้ ‘ยาปฏิชีวนะ’ กับแพทย์ที่ทำการรักษา หรือกับเภสัชกร นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิด ‘เชื้อดื้อยา’ อื่นๆ เช่น
- เรียกยาปฏิชีวินะอย่างผิดๆ ว่า ‘ยาแก้อักเสบ’ และขอซื้อยาปฏิชีวนะกับเภสัชกรเอง เวลาที่เกิดอาการเจ็บคอ ทั้งๆ ที่อาการเจ็บคอเป็นเรื่องของเชื้อไวรัส ซึ่งยาที่ขอไปไม่ได้รักษาเชื้อไวรัส เป็นต้น
- เรียกยาปฏิชีวนะว่า ‘ยาฆ่าเชื้อ’ แต่ว่าเชื้อนั้นมีหลายชนิด
- ยังไม่เกิดอาการติดเชื้อ แต่จะเอา ‘ยาปฏิชีวนะ’ เช่น ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ พบมากว่ามีการทานยาปฏิชีวนะเอง
- ขอ ‘ยาแรง’ คือการขอยาจากเภสัชกรที่ออกฤทธิ์กว้าง ซึ่งการขอยาออกฤทธิ์กว้าง หมายถึงยาจะไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียส่วนอื่นของร่างกาย จนทำให้เชื้อที่รอดพัฒนาเป็น Super Bug ได้
- กินยาไม่ถูกขนาด ไม่ถูกความถี่ และกินไม่หมดตามที่แพทย์สั่ง อาจจะส่งผลให้เชื้อดื้อยาได้เพราะแบคทีเรียตัวนั้นยังไม่หมดจากร่างกาย เป็นต้น
ฉะนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำได้แก่ การไม่ซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง จะต้องมีการปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง หากพบว่ามีการจ่ายยาปฏิชีวนะควรถามความจำเป็น และหากไม่จำเป็นสามารถขอชะลอได้หรือไม่ รวมไปถึงการไม่ขอยาแรง และต้องรับประทานให้ครบตามเวลาที่ขนาดที่กำหนด
ไม่ใช่แค่พฤติกรรมการซื้อยา แต่ยาปฏิชีวนะกระจายอยู่ในสัตว์-ผัก-ผลไม้
ผศ.เภสัชกร ดร.กิติยศ กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ใช่เฉพาะแค่ปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น แต่มีการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ ภาคการเกษตรและสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเกิดการใช้ยาที่ไม่สมเหตุผล เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคในสัตว์ การฉีดพ่นให้กับผักผลไม้เพื่อฆ่าเชื้อ ส่งผลให้เชื้อดื้อยาหมุนเวียนในอาหาร น้ำ และส่ิงแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
“ทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบของแนวคิด One Health คือการจะควบคุมเชื้อดื้อยาจะสำเร็จได้ จะต้องทำงานบูรณาการกัน เพราะยาปฏิชีวนะมีการกระจายอยู่ในชีวิตเราแทบทุกมิติ”


