ก.ล.ต. ยกระดับ 5 มาตรการเข้มสกัดทุนเทา-บัญชีม้า-หลอกลงทุน
ก.ล.ต. ยกระดับ 5 มาตรการสกัดทุนเทา ปราบปัญหาบัญชีม้า และหลอกลงทุน เน้นคุม KYC ตรวจเส้นทางเงิน ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐเพื่อความโปร่งใสในตลาดทุนไทย ย้ำเป็นวาระแห่งชาติเร่งแก้ไขจริงจัง
KEY
POINTS
- ก.ล.ต. ประกาศยกระดับ 5 มาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้น เพื่อสกัดกั้นกลุ่มทุนสีเทา ปัญหาบัญชีม้า และการหลอกลวงลงทุนในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
- มาตรการดังกล่าวเน้นการตรวจสอบตัวตนลูกค้า (KYC/CDD) และผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างเข้มงวด รวมถึงการยกระดับการติดตามเส้นทางการเงินโดยเฉพาะในธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล
- เพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เช่น ปปง. และกระทรวงดีอีเอส เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและติดตามเส้นทางการเงินอย่างครบวงจร สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
จากสภาวการณ์ในปัจจุบันปัญหามิจฉาชีพหลอกลวงการลงทุนทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก และถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและดำเนินการต่าง ๆ ทั้งมุ่งเน้นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และปราบปรามเมื่อพบการกระทำผิด รวมทั้งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง
ก.ล.ต. จึงดำเนินการยกระดับ 5 มาตรการสำคัญ ซึ่งรวมถึงมาตรการที่ดำเนินการผ่านผู้ประกอบธุรกิจทั้งในฝั่งบริษัทหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อสกัดกั้นทุนเทา แก้ปัญหาบัญชีม้าและการหลอกลงทุน (Investment Scam) มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้
1. การรู้จักตัวตนของลูกค้าที่แท้จริง (KYC/CDD) สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ ก.ล.ต. จะยกระดับการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) ให้ครอบคลุมและมีความสอดคล้องของรายได้ อาชีพ พร้อมติดตามพฤติกรรมการลงทุน หากมีข้อสงสัย บริษัทหลักทรัพย์จะต้องตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าอย่างเข้มข้น (Enhanced CDD) และรายงานธุรกรรมต้องสงสัย (Suspicious Transaction Report: STR) ต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
นอกจากนี้ ยังเพิ่มการคุมเข้มการฝากและถอนต้องมีชื่อตรงกับบัญชีลูกค้าเท่านั้น และหน่วงธุรกรรมกลุ่มเสี่ยงสูง รวมทั้งการเพิ่มกลไกตรวจสอบการทำ Enhanced KYC
2. ตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ ผู้มีอำนาจตัวจริงของผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาต ปัจจุบัน ก.ล.ต. มีการกำกับดูแลโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เช่น การพิจารณาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ครอบคลุมผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริงผ่านการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งการที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น อยู่ระหว่างถูกกล่าวโทษหรือถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฟอกเงิน เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อให้การกำกับเท่าทันต่อรูปแบบโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงสะท้อนผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริงได้ ก.ล.ต. จึงจะมีการปรับปรุงให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ครอบคลุมถึงผู้ให้แหล่งเงินทุนแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และปรับลักษณะต้องห้ามให้ครอบคลุมการทำผิดกฎหมายฟอกเงินและกฎหมายการก่อการร้ายทั้งในไทยและต่างประเทศ
3. ติดตามเส้นทางเงิน ป้องกันเงินเทา ปัจจุบัน ก.ล.ต. กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมผ่านระบบ e-Reporting เพื่อรองรับการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานภาพรวมธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย รวมทั้งการคัดกรองธุรกรรมโดยใช้เครื่องมือตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อกเชน (Blockchain Forensic Tool) แต่เพื่อให้การติดตามตรวจสอบเข้มข้นมากขึ้น ในระยะต่อไป ก.ล.ต. จะยกระดับการติดตามเส้นทางการเงินให้แม่นยำและตรงจุดมากยิ่งขึ้น โดยมีแนวทาง ดังนี้
1) ยกระดับเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อติดตามเส้นทางเงินได้ถึงปลายทาง เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและป้องกันธุรกรรมผิดปกติ
2) ยกระดับมาตรฐานธุรกรรมการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลให้สอดคล้องความเสี่ยง โดยให้เทียบเคียงธุรกรรมเงินสด
3) การใช้ Travel Rule โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจัดส่งข้อมูลผู้โอนไปพร้อมธุรกรรมการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล และตรวจสอบข้อมูลในกรณีรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล
4) การกำกับดูแลการซื้อขายและแลกเปลี่ยน stablecoin ให้เทียบเคียงธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ (FX) เพื่อป้องกันการใช้เป็นช่องทางของเงินเทา
5) ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการกำกับดูแลการใช้วงเงินต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและสกัดธุรกรรมที่มีความเสี่ยงในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
4. เปิดเผยข้อมูลสำคัญให้ชัดเจน โปร่งใส และทันเวลา เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน เช่น บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ชัดเจน รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับแรก รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นเมื่อแตะทุก 5% ภายใน 3 วัน นับจากวันที่ทำธุรกรรม (T+3) ในแบบรายงาน 246 กำหนดเกณฑ์การทำคำเสนอซื้อ (Tender Offer) เมื่อถือหุ้นถึงระดับที่กำหนด
รวมทั้งกำหนด Fiduciary Duties ของกรรมการและผู้บริหาร เพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ทับซ้อน โดย ก.ล.ต. จะพัฒนา Data Analytics ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามระบบ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อตรวจจับความผิดปกติ เช่น ความไม่สอดคล้องระหว่างรายชื่อผู้ถือหุ้นกับพฤติกรรมการซื้อขายจริง ข้อมูลผู้ถือหุ้นและการซื้อขายสินทรัพย์
5. ผนึกกำลังหลายหน่วยงาน ปราบทุนเทา ก.ล.ต. ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการปิดกั้นแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย การขยายผลข้อมูลการยึดและอายัดทรัพย์จาก ปปง. และร่วมคณะทำงาน “Connect the Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลใน 3 มิติ ได้แก่ ตัวตน พฤติกรรม และเส้นทางเงิน
พร้อมผนึกกำลังหลายหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูล และไล่เส้นทางเงินเพื่อให้การสกัดทุนเทาได้อย่างครบวงจร เช่น ยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำงานร่วมกับพนักงานสอบสวนและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง (Joint Operation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามตรวจสอบข้อมูลและเส้นทางการเงิน เป็นต้น
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ย้ำว่า การยกระดับทั้ง 5 มาตรการ ทั้งการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูล ตลอดจนการเชื่อมโยงการติดตามเส้นทางเงินอย่างครบมิติจะช่วยให้การสกัดทุนเทาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
โดยในระยะถัดไป ก.ล.ต. จะเร่งติดตามการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคณะทำงาน Connect the Dots ในการเชื่อมโยงข้อมูล ติดตาม และวางแผนตรวจสอบเส้นทางเงินร่วมกันให้เห็นถึงปลายทางของธุรกรรมชัดเจนขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถสกัดบัญชีม้าและธุรกรรมผิดปกติได้ตรงจุด พร้อมยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและสร้างความโปร่งใสให้ตลาดทุนไทยในระยะยาว ซึ่งถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง


