แพทย์ มช.ชี้ ‘มะเร็งปอด’ ภาคเหนือเสี่ยงพุ่ง! มากกว่า 85% เจอระยะลุกลาม
ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มช.ชี้ความเสี่ยง ‘มะเร็งปอด’ ภาคเหนือพุ่งสูง! มากกว่า 85% เจอระยะลุกลาม อัตราการเสียชีวิตจึงสูง
KEY
POINTS
- ภาคเหนือมีอัตราผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่สูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากวิกฤตฝุ่น PM 2.5
- ผู้ป่วยมะเร็งปอดในภาคเหนือมากกว่า 85% ถูกตรวจพบเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ
- คณะแพทย์ฯ มช. แนะให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับการคัดกรองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์รังสีต่ำ (Low-dose CT) เพื่อตรวจหาโรคตั้งแต่เนิ่นๆ
สถิติจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (NCI) ระบุว่า ใน ปี 2568 พบคนไทยป่วยเป็นมะเร็งรายใหม่ราว 140,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง ประมาณ 83,000 ราย โดยเฉพาะ "โรคมะเร็งปอด" ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย และจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด โดยมีผู้เสียชีวิต 15,022 รายต่อปี หรือวันละ 41 ราย
สำหรับภาคเหนือ ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ในปี 2567 ระบุว่า พบผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่เฉลี่ย ประมาณ 2,400–2,500 ราย/ปี เป็นอัตราของผู้ป่วยที่สูงที่สุดในไทยเมื่อแบ่งตามภาค และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย ประมาณ 1,800 ราย/ปี หรือราว 70–75% สะท้อนว่าเจอผู้ป่วยในช่วงที่ระยะของโรคลุกลามแล้ว
สอดคล้องกับตัวเลขที่มีการเปิดเผยล่าสุด โดย ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ชี้ว่า มากกว่า 85% ของผู้ป่วยมักตรวจพบเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว เนื่องจากในระยะแรกไม่มีอาการแสดงใด ๆ
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ ซึ่งต้องเผชิญวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อย่างหนักต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ที่ค่าฝุ่นมักพุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) หลายเท่าตัว มลพิษเหล่านี้เปรียบเสมือนสารก่อมะเร็งขนาดจิ๋วที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรังและทำให้เซลล์ปอดกลายพันธุ์ ส่งผลให้แม้แต่กลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่ก็มีความเสี่ยงสูง
การคัดกรองช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
รศ.พญ. ภัทราพร ตาเจริญเมือง อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงหลักของมะเร็งปอดยังคงเป็นบุหรี่ รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า (E-cigarette) แต่ที่ห้ามมองข้ามคือ มลภาวะทางอากาศอย่าง PM 2.5 และท้ายที่สุดยังมีงานวิจัยรองรับว่า พันธุกรรมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรคได้ ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือมะเร็งปอดระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทั้งนี้ หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ หรือเจ็บหน้าอกเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ทันที
พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการคัดกรองเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีรังสีวินิจฉัย โดย รศ.พญ. จันทิมา เอื้อตรงจิตต์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัยและประธานราชวิทยาลัยรังสีแพทย์ ได้เน้นย้ำว่า การคัดกรองมะเร็งปอดคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ (Low-dose CT)เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหาโรคแต่เนิ่นๆ ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อค้นหารอยโรคตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีอายุ 50-80 ปี ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง เช่น สัมผัสฝุ่น PM 2.5 ควันธูปหรือแร่ใยหินเป็นประจำ หรือผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งปอด
แนวทางการรักษา
ศ.นพ. สมเจริญ แซ่เต็ง ศัลยแพทย์ทรวงอก ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดปอด ได้กล่าวเสริมถึงการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงคือการผ่าตัดปอดด้วยการส่องกล้อง ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สามารถทำการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ช่วยให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวได้ไว และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของคนไข้และสอดคล้องกับแนวทางการรักษาโรคในปัจจุบัน
นอกจากนี้ แนวทางการรักษามะเร็งปอดในปัจจุบันยังมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่อาศัยผลการตรวจยีนของเซลล์มะเร็งมาใช้ประกอบการวางแผนการรักษา ดร.พญ. ทรงภรณ์ โอฬารรัตนชัย อายุรแพทย์สาขามะเร็งวิทยา ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า ปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะแพร่กระจาย อาจตรวจพบความผิดปกติของยีน ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาการรักษาด้วยยามุ่งเป้า การรักษาในกลุ่มนี้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกติเฉพาะจุด ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคได้ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างรับการรักษา ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของยีนที่ตรวจพบ ระยะของโรค และการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล


