กฎใหม่! ใครเรียกรถผ่านแอป ต้องรู้ไว้ เริ่ม 31 มีนาคมนี้
31 มีนาคมนี้ กฎใหม่ "แอปเรียกรถ" มาแล้ว! สิ่งที่จะเปลี่ยนไปสำหรับบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ที่คนขับและผู้โดยสารต้องรู้
KEY
POINTS
- ผู้ขับขี่รถผ่านแอปพลิเคชันต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะและผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม
- รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ให้บริการต้องจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างสาธารณะให้ถูกต้องตามกฎหมาย (รย.17 และ รย.18)
- แพลตฟอร์มผู้ให้บริการมีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติคนขับและรถยนต์ และต้องระงับการให้บริการแก่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ
ถ้าเคยกดแอปฯ เรียกรถแล้วสงสัยว่า ‘คนขับคนนี้ผ่านการตรวจสอบอะไรบ้าง?’ คำตอบกำลังจะชัดขึ้น เพราะตั้งแต่ 31 มีนาคม 2569 กฎหมายใหม่เริ่มบังคับใช้จริง ไม่ใช่แค่ประกาศบนกระดาษอีกต่อไป
เพราะบนเวที ETDA Live ไลฟ์กำลังดี EP.1 มีผู้แทนจาก ETDA และ กรมการขนส่งทางบก ได้มานั่งคุยกันตรง ๆ ว่า "บริการ Ride Sharing" หรือการเรียกรถผ่านแอปฯ จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ซึ่ง โพสต์ทูเดย์ ขอสรุปง่ายๆ ให้ทุกคนเข้าใจ
สำหรับ Ride Sharing คือ บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันที่จับคู่ผู้โดยสารกับคนขับผ่านระบบดิจิทัล ไม่ใช่แท็กซี่มิเตอร์ ไม่ใช่รถตู้โดยสาร ที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนหน้านี้กลับยังไม่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่ไทยกำลังมีกฎหมายรองรับเป็นครั้งแรก!
คนขับต้องมีใบขับขี่สาธารณะไม่ใช่แค่ขับรถเป็น
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของกฎใหม่ คนขับรถที่รับงานผ่านแพลตฟอร์มต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ซึ่งต่างจากใบขับขี่ส่วนบุคคลทั่วไป เพราะการจะได้ใบขับขี่สาธารณะ คนขับต้องผ่านการตรวจสอบและเงื่อนไขต่างๆ ได้แก่
- ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ส่วนผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 22 ปีบริบูรณ์
-
รถยนต์ที่นำมาจดทะเบียนเป็น รย.18 ต้องมีอายุรถไม่เกิน 9 ปี ส่วนรถจักรยานยนต์จนทะเบียนรถเป็น รย.17 ต้องมี เครื่องยนต์ 50–125 ซีซี
-
ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม
ด้าน นายยุทธนา โม้วงษ์ หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า
“ใบขับขี่สาธารณะไม่ใช่แค่กระดาษ แต่มันผูกอยู่กับการตรวจสอบประวัติของคนขับ นี่คือสิ่งที่ผู้โดยสารควรมั่นใจได้”
รถต้องจดทะเบียนใหม่ ไม่ใช้ทะเบียนรถบ้านรับงานอีกต่อไป
หนึ่งในหัวใจของมาตรการใหม่ คือ การกำหนดให้รถที่นำมาให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต้องมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
สำหรับ รถจักรยานยนต์ ที่ใช้รับส่งผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียน รย.17
ขณะที่ รถยนต์ ต้องจดทะเบียน รย.18
การจดทะเบียนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเลขหรือเปลี่ยนหมวดทะเบียนเท่านั้น แต่สะท้อนว่ารถได้เข้าสู่ระบบบริการสาธารณะอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับเงื่อนไขและมาตรฐานที่กำหนดและประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การคุ้มครองทุกฝ่ายในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อรถถูกนำมาใช้ในฐานะ “รถรับจ้าง” หรือ “รถสาธารณะ” แน่นอน ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านสภาพรถ การประกันภัย และการตรวจสอบที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ลดความเสี่ยงจากการใช้รถผิดประเภท และลดข้อโต้แย้งเรื่องความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุนั่นเอง
คุณฐากูร แก้วใส นิติกรชำนาญการ รักษาการหัวหน้ากลุ่มกฎหมายและระเบียบ 1 สำนักกฎหมาย กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า
“การเปลี่ยนทะเบียนไม่ใช่การเพิ่มภาระ แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายได้รับการคุ้มครองจริงเมื่อเกิดเหตุ”
แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบคนขับ ไม่ใช่แค่ตัวกลางส่งงาน
กฎใหม่กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบมากขึ้น กล่าวคือ เมื่อบริการรับส่งผู้โดยสารไม่ได้เกิดขึ้นจากการจับคู่แบบออฟไลน์เหมือนเดิม แต่เกิดขึ้นผ่านระบบดิจิทัล แพลตฟอร์มดิจิทัล จึงต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงตัวกลางส่งงาน แต่ต้องมีกลไกช่วยยืนยันว่า คนขับที่อยู่ในระบบมีคุณสมบัติครบถ้วน รถที่นำมาให้บริการถูกต้องตามกฎหมาย และการให้บริการมีมาตรฐานที่สร้างความมั่นใจแก่ผู้โดยสารได้จริง
ภายใต้กติกาใหม่นี้ แพลตฟอร์มจะมีหน้าที่ตรวจสอบหลายประการ ได้แก่
- ข้อมูลสำคัญของผู้ขับขี่และยานพาหนะ ม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ การจดทะเบียนรถให้ถูกประเภท
- ข้อมูลจุดรับ-ส่ง และค่าโดยสาร
- ต้องมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหา
คุณศุภจิตรา เลาหวัฒนภิญโญ เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ฝ่ายนโยบายและเกณฑ์การกำกับดูแล ETDA กล่าวว่า
“เป้าหมายไม่ใช่การคุมเข้ม แต่คือการจัดระบบให้แพลตฟอร์ม คนขับ และผู้โดยสาร อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันอย่างเป็นธรรม”
ทั้งนี้ หากแพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ตรวจสอบ ไม่ระงับบริการ หรือปล่อยให้ผู้ขับขี่ที่ไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนยังคงรับงานต่อไป อาจนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมาย ตั้งแต่การสั่งให้แก้ไข การสั่งห้ามประกอบธุรกิจ ไปจนถึงการถอนการรับแจ้งประกอบธุรกิจ หากยังไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนด บทลงโทษสูงสุดตามกฎหมายมีทั้ง จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงการถอนการรับแจ้งประกอบธุรกิจ เป็นต้น
31 มี.ค. ไม่ใช่วัน “แบน” แต่เป็นวันที่ระบบคัดกรอง เอาจริง!
ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ที่ประกาศ Ride Sharing บังคับใช้ หากผู้ขับขี่ยังไม่มีใบขับขี่สาธารณะ หรือยังไม่ได้จดทะเบียนรถเป็น รย.17 หรือ รย.18 ให้ถูกต้อง แพลตฟอร์มจะต้องระงับการให้บริการหรือไม่ส่งงานให้ผู้ขับขี่รายนั้น จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขเอกสารและสถานะให้ถูกต้องครบถ้วน
กลไกนี้ไม่ใช่การ “แบนถาวร” แต่เป็นการ “พักการรับงาน” เพื่อบังคับใช้มาตรฐานร่วมกัน และเมื่อผู้ขับขี่ดำเนินการครบถ้วนแล้ว ก็สามารถกลับเข้าสู่ระบบรับงานต่อได้ตามปกติ
อีกด้านหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบการให้บริการที่ไม่ถูกต้อง ข้อมูลดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบร่วมและส่งต่อให้แพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบการระงับการให้บริการชั่วคราวด้วย ซึ่งทำให้การกำกับดูแลหลังจากนี้จะเป็นระบบมากขึ้นไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
รถติดไฟแนนซ์ ทำยังไงดี?
ในทางปฏิบัติ ประเด็นที่ผู้ขับขี่กังวลมากที่สุดคือ ข้อจำกัดของรถและเอกสารโดยเฉพาะกรณีรถที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระกับบริษัทไฟแนนซ์ กรมการขนส่งทางบก ยืนยันชัดว่า รถติดไฟแนนซ์ยังสามารถนำมาจดทะเบียนได้ แต่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจและเล่มทะเบียนตัวจริงจากบริษัทไฟแนนซ์
ส่วนข้อจำกัดเรื่องขนาดเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ ที่กำหนดไว้ว่า รถที่จะจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะผ่านแอปฯ ต้องมีขนาดไม่เกิน 125 ซีซี เรื่องนี้กรมการขนส่งทางบก ไม่มองข้าม พร้อมเสนอแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อขยายเพดานเป็น ไม่เกิน 250 ซีซี และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาในระดับนโยบาย แต่จนกว่ากฎหมายฉบับแก้ไขจะมีผล เกณฑ์ที่ใช้ในปัจจุบันยังคงเป็นไม่เกิน 125 ซีซี เช่นเดิม
ขณะที่ ภาระค่าเบี้ยประกันภัยเชิงพาณิชย์ ที่ถูกมองว่าสูงเกินไป โดยเฉพาะรถยนต์ที่ต้องนำมาจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ระบบ จึงมีความพยายามหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านประกันภัย รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของรถในระบบ Ride Sharing มากขึ้น ไม่เป็นภาระเกินความจำเป็น แต่ยังคงคุ้มครองผู้โดยสารอย่างเพียงพอ


