
ส.อ.ท. ยื่น 6 ข้อเสนอถึง "อนุทิน" ดันสินค้าไทย เร่งลงทุนระบบราง-พลังงานสะอาด
ส.อ.ท. ยื่น 6 ข้อเสนอใหญ่ ถึงรัฐบาลปลุกเศรษฐกิจไทย ชู Made in Thailand-Direct PPA-แก้กฎหมายธุรกิจ ด้าน "อนุทิน" รับข้อเสนอ
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก
พิมพ์ใจ กล่าวว่า ปัจจุบัน ส.อ.ท. มีสมาชิกกว่า 16,000 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมและ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ โดยกว่าร้อยละ 90 เป็นผู้ประกอบการ SME ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 30 ของ GDP หรือราว 5.7 ล้านล้านบาท
ในการหารือครั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอ 6 แนวทางสำคัญเพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MiT) การช่วยเหลือ SME เข้าถึงแหล่งทุน การเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ รวมทั้งเสนอรื้อฟื้นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)
ดัน Made in Thailand ใช้งบรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
กนิษฐ์ เมืองกระจ่าง รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอให้ภาครัฐใช้งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ผ่านการผลักดันสินค้า Made in Thailand (MiT) พร้อมเสนอให้ผลักดันการจัดซื้อสินค้า MiT ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของวงเงินเป้าหมาย 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อให้เม็ดเงินจากภาครัฐหมุนเวียนเข้าสู่ภาคการผลิตไทยโดยตรง กระจายรายได้สู่ SME และรักษาการจ้างงานในประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังเสนอจัดตั้ง “คณะทำงานร่วม ส.อ.ท. และกระทรวงอุตสาหกรรม” เพื่อเชื่อมโยงแผนจัดซื้อภาครัฐกับกำลังการผลิตภาคเอกชน (Demand-Supply Matching) ขับเคลื่อนและยกระดับ MiT ให้มีมาตรฐานและทันสมัย รวมถึงเร่งขยายฐานข้อมูลสินค้า MiT โดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อรองรับโครงการลงทุนภาครัฐในอนาคต
เปิด “FTI SME Funding Connect” ช่วย SME ฝ่าวิกฤตเข้าถึงทุน
ด้านวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เสนอจัดตั้ง “FTI SME Funding Connect” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง SME กับแหล่งทุนที่เหมาะสม ทั้งสินเชื่อ เงินค้ำประกัน เงินสมทบ เงินร่วมลงทุน และโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ พร้อมผลักดันการปฏิรูประบบสินเชื่อ SME เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงทุนอย่างเป็นระบบ และช่วยให้ SME ไทยสามารถฟื้นตัวและแข่งขันได้ในระยะยาว
ส.อ.ท. ยังเสนอ “ปฏิรูประบบสินเชื่อ SME” ผ่าน 7 มาตรการสำคัญ ได้แก่
- ตั้ง War Room “SME Credit” โดยใช้ Dashboard ติดตามการปล่อยสินเชื่อแบบเรียลไทม์
- กำหนดแนวทางให้ธนาคารแจ้งเหตุผลปฏิเสธสินเชื่อแก่ SME ภายใน 15 วัน
- ยกระดับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สู่ระบบค้ำประกันสินเชื่อแห่งชาติ
- ปลดล็อกหลักประกันรูปแบบใหม่ เช่น IP, Software และ Technology
- จัดทำฐานข้อมูลเครดิต SME แห่งชาติ
- จัดตั้งบริษัทบริหารหนี้เสียเฉพาะ SME หรือ T-SAMCO
- สร้างระบบ “หมอหนี้ SME” โดยเป็นที่ปรึกษาเชิงลึก เพื่อช่วยฟื้นฟูกิจการควบคู่การแก้หนี้
หนุนพลังงานสะอาด เปิดทาง Direct PPA
มงคล เฮงโรจนโสภณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอให้เปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ภายในปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และค่าบริการโครงข่ายที่เหมาะสม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมการค้าโลก
ในส่วนพลังงานชีวภาพ ส.อ.ท. เสนอให้ผลักดันเอทานอลเป็น Strategic Fuel ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมไบโอดีเซลและ Renewable Fuel ในภาคขนส่ง เพื่อลดการนำเข้าพลังงาน สร้างมูลค่าเพิ่มภาคเกษตร และสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว
นอกจากนี้ ยังเสนอปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเร่งลงทุน Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน BESS เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นของประเทศในระยะยาว โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพของอาเซียน (ASEAN Bioenergy Hub) และฐานการผลิตสีเขียวและอุตสาหกรรมมูลค่าสูง (Green Manufacturing Base) อันนำไปสู่การมีเศรษฐกิจแข่งขันได้ในโลกคาร์บอนต่ำ เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
ปฏิรูปกฎหมาย ลดอุปสรรคธุรกิจ – รองรับเศรษฐกิจใหม่
ด้านรัฐไกร ลิ้มศิริตระกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ประเทศไทยมีกฎหมายจำนวนมาก ทั้ง พ.ร.บ. และ พ.ร.ก. เกือบ 1,400 ฉบับ กฎหมายลำดับรองกว่า 100,000 ฉบับ และใบอนุญาตกว่า 2,115 ประเภท จนกลายเป็นภาระต่อต้นทุนและการดำเนินธุรกิจ
ส.อ.ท. จึงเสนอให้ “การปฏิรูปกฎหมาย” เป็นวาระแห่งชาติ ภายใน 3 ปี ซึ่งเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ตั้งเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยสมบูรณ์ ในปี 2571 ด้วย พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมรัฐ-เอกชน และพิจารณานำเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมมาปรับใช้ในการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อลดกฎหมายที่ล้าสมัยและซ้ำซ้อน
และยังเสนอปลดล็อกข้อจำกัดด้านพลังงานสะอาด ลดขั้นตอนติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) รวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน และจัดตั้ง One Stop Service หรือใช้ระบบใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ
เร่งลงทุนระบบราง – แก้ Missing Link – ยกระดับโลจิสติกส์ไทย
ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. เสนอเร่งพัฒนาระบบรางและโครงข่ายโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางราง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาค โดยชี้ว่าการขนส่งทางรางจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าปริมาณมาก ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพด้านเวลาและความปลอดภัย เมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนน
นอกจากนี้ พร้อมผลักดันการแก้ปัญหา Missing Link ของระบบขนส่ง เพื่อรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยเสนอเร่งรัดโครงการสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เส้นทางหนองคาย–เวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อรถไฟไทย–ลาว–จีน พร้อมเสนอเร่งก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายสุพรรณบุรี–นครหลวง–บ้านภาชี เพื่อเชื่อมระบบเรือ–ราง นอกจากนี้ ยังเสนอพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมจังหวัดชุมพรไปยังท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจฝั่งอันดามัน และเชื่อมโยงการค้ากับจีน อินเดีย และภูมิภาคเอเชียใต้
ขณะเดียวกัน ยังเสนอเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ EV เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ Data Center รวมถึงสนับสนุน Digital Smart Logistics เพื่อยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมไทย
ดัน Circular Economy ยกระดับจัดการกากอุตสาหกรรม
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดย ส.อ.ท. ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เสนอพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง และผลักดัน Circular Economy และ End-of-Waste ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในระบบอนุญาตนำกากออกนอกโรงงานแบบอัตโนมัติ (Automatic E-License) โดย ส.อ.ท. ยินดีร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการนำระบบ AI มาใช้ในการบริหารจัดการ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน
รื้อฟื้น “กรอ.” กลไกร่วมรัฐ-เอกชนแก้เศรษฐกิจ
ส.อ.ท. เสนอให้รื้อฟื้นให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ในระดับส่วนกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะจากภาคเศรษฐกิจจริง ที่ผ่านมาการจัดประชุม กรอ. จะเหลือเพียงรูปแบบ กรอ.ภูมิภาค และนับตั้งแต่ปี 2558 ยังไม่ได้มีการจัดประชุม กรอ. ส่วนกลาง จึงเชื่อมั่นว่า หากรื้อฟื้นให้มีการจัดประชุม กรอ. ก็จะเป็นพลังที่สนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่อไป
อนุทิน รับข้อเสนอ
ด้านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ประเด็นเรื่อง SME ที่ส.อ.ท. ได้นำเสนอ ค่อนข้างตรงจุดกับการดำเนินงานของภาครัฐที่กำลังเดินหน้า ซึ่งจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะภาครัฐให้ความสำคัญกับ SME เป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่เพียงปัญหาเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ แต่ยังรวมถึงปัญหาด้านคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ขาดความเสถียร
ในด้านโลจิสติกส์ รัฐบาลพร้อมเดินหน้าสนับสนุนโครงการ 3 Missing Links เพื่อยกระดับโครงข่ายระบบรางของไทย เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยสู่ภูมิภาค ตามข้อเสนอของ ส.อ.ท. ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่ในปัจจุบัน
“วันนี้ รัฐบาลพร้อมเดินหน้า และต้องการความร่วมมือ แรงสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย







