
ธปท. ศึกษา Thai Baht Stablecoin เร่งเฮียริ่งปีนี้ หนุน Green Finance
ธปท. ศึกษา Thai Baht Stablecoin เตรียมเฮียริ่งปี 69 หนุนการเงินสีเขียว ย้ำความยั่งยืนคือทางรอดไม่ใช่ทางเลือก รุกเฟส 2 ช่วยธุรกิจปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
KEY
POINTS
- ธปท. กำลังศึกษาและเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกใช้ Thai Baht Stablecoin
- คาดว่าจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนภายในปี 2569 โดยจะอนุญาตให้สถาบันการเงินเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลได้เพื่อสนับสนุนการเงินสีเขียว (Green Finance) และการลดการปล่อยคาร์บอน
- ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ชี้ปัจจุบันยังไม่มีแนวคิดปรับขึ้นดอกเบี้ย
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน "Capital With Purpose 2026 : Unlocking ESG Value Through Green Finance" หัวข้อ “Sustainability as Competitiveness : Reinventing Growth for Thailand” ว่า ในอดีตภาคธุรกิจมุ่งเน้นการสร้างกำไรสูงสุดเพื่อผู้ถือหุ้น (Shareholder Capitalism) แต่ในโลกปัจจุบัน บริบทได้เปลี่ยนไปสู่ Stakeholder Capitalism หรือการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
โดยเน้นย้ำว่าบริษัทที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาวต้องสร้าง "คุณค่าร่วม" (Shared Value) ที่ให้ความสำคัญทั้งผลกำไร สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกัน หากมุ่งเน้นเพียงกำไรระยะสั้นโดยไม่สนผลกระทบวงกว้าง จะทำให้ธุรกิจเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถยืนระยะได้ในอนาคต
ความยั่งยืนคือ "ทางรอด" ไม่ใช่ "ทางเลือก"
ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้ให้เห็นว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขัน โดยยกตัวอย่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM ซึ่งหากไทยไม่ปรับตัวจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างรุนแรง
ข้อมูลการศึกษา พบว่า หากไม่มีมาตรการเหล่านี้ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอาจขยายตัวได้ถึง 24% ดังนั้นการลงทุนด้านความยั่งยืนจึงเป็น "ทางรอดระยะยาว" และเป็นการลดความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจ
ธปท. กางแผนปฏิบัติการ Green Finance
เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ธปท. ได้ดำเนินการในหลายมิติ ได้แก่ การทำ "Taxonomy" กำหนดนิยามกิจกรรมทางเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อให้ธนาคารจัดสรรเงินทุนได้อย่างตรงจุด รวมถึงการสนับสนุน Financing the Transition ช่วยผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ปัจจุบันมีการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 160,000 ล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้กว่า 700 ราย
ซึ่งขณะนี้เข้าสู่เฟสที่ 2 โดยจะเน้นไปที่การปรับตัวของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต อนุมัติวงเงินไปแล้วประมาณ 35,000 ล้านบาท หลังจากเฟสแรกมุ่งเน้นการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการปรับตัวของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ CBAM ของยุโรป
นอกจากนี้ ธปท. กำลังอยู่ในช่วงการศึกษาและเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) เรื่องการออกใช้ Thai Baht Stablecoin โดยอนุญาตให้สถาบันการเงินเข้าไปทำธุรกิจบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) เพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอน การเงินสีเขียว โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนหรือความคืบหน้าภายในปี 2569
มุ่งเป้า People, Planet, Profit
ในด้านภาพรวมเศรษฐกิจ ผู้ว่าฯ ธปท. ยอมรับว่า GDP ไทย เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยปีนี้คาดการณ์เติบโต 2.3% ธปท. จึงไม่ได้ดูแค่เรื่องดอกเบี้ยนโยบาย แต่พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว
“ความยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศนโยบายหรือการทำ PR แต่เกิดจากการลงมือทำ โดยเป้าหมายปลายทางคือการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งบนหลักการ People, Planet, และ Profit เพื่อให้ธุรกิจมีกำไรที่เหมาะสมและสังคมไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายวิทัย กล่าว
ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย หนุนเศรษฐกิจฟื้น
นายวิทัย กล่าวว่า ปัจจุบันคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมาก โดยต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทำหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น
สำหรับทิศทางในอนาคต กนง. จะพิจารณาเป็นรายครั้งตามข้อมูลจริง โดยในปัจจุบันยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากไม่ต้องการให้กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เว้นแต่จะมีสถานการณ์จำเป็นที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น
ในส่วนของภาวะเงินเฟ้อ ธปท. คาดการณ์ว่าอาจจะสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ จากปัจจัยราคาน้ำมัน แต่จะเริ่มปรับลดลงในช่วงเมษายนปีหน้า โดยคาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2.8% และปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 1.4%
ยืนยันไม่หนุนการเก็งกำไรค่าเงิน คุมเข้ม Payment Gateway
สำหรับประเด็นเรื่องการประกอบธุรกิจให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FOREX) ธปท. ยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายเปิดให้รายย่อยเข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน เนื่องจากไม่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังสามารถใช้บริการแลกเปลี่ยนหรือส่งเงินผ่านธนาคารและบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตได้ตามปกติ
ส่วนกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Payment Gateway ธปท. ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ทั้งในส่วนของการรายงานร้านค้าและการคัดกรองพาร์ทเนอร์ หากพบการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือหละหลวม ธปท. จะดำเนินการลงโทษตามขั้นตอนต่อไป







