
'เพื่อไทย' ตั้ง 'จุลพันธ์' นำทัพบอร์ดบริหารชุดใหม่ เสริมแกร่งยุทธศาสตร์
พรรคเพื่อไทยมีมติแต่งตั้งคณะผู้บริหารชุดใหม่โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นประธาน พร้อมระดมขุนพลรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์พรรคให้คล่องตัวยิ่งขึ้น
KEY
POINTS
- พรรคเพื่อไทยแต่งตั้ง "คณะผู้บริหารพรรค" ชุดใหม่ โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นประธาน
- คณะผู้บริหารชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมความแข็งแกร่งด้านยุทธศาสตร์ของพรรค
- คณะกรรมการมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี มีอำนาจหน้าที่หลักในการบริหารงานทั่วไปและกำหนดยุทธศาสตร์พรรค
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงนามคำสั่งพรรคเพื่อไทย เรื่องการแต่งตั้ง "คณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย" ตามมติคณะกรรมการบริหารพรรค เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการดำเนินกิจการพรรค โดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรค พ.ศ. 2561 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566
โครงสร้างบุคลากรและคณะทำงาน
คณะผู้บริหารชุดนี้ประกอบด้วยบุคคลรวม 11คน ดังนี้
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์: ประธาน
รองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล: รองประธาน
กรรมการ: นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นางมนพร เจริญศรี, นางสาวจิราพร สินธุไพร, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสรวงศ์ เทียนทอง
ฝ่ายเลขานุการ: นายประเสริฐ จันทรรวงทอง (เลขานุการ), นางสาวขัตติยา สวัสดิผล และนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ (ผู้ช่วยเลขานุการ)
อำนาจหน้าที่และภารกิจหลัก
คณะผู้บริหารชุดดังกล่าวมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมภารกิจสำคัญ ได้แก่
- การบริหารงาน: พิจารณาสั่งการเรื่องทั่วไปของพรรค และเสนอความเห็นต่อหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคในเรื่องที่กฎหมายกำหนด
- งานยุทธศาสตร์: กำหนดแนวทางและดำเนินการด้านยุทธศาสตร์พรรค โดยสามารถประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษา และต้องรายงานให้คณะกรรมการบริหารพรรคทราบเดือนละ 1 ครั้ง
- การแต่งตั้งคณะทำงาน: มีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิและประสบการณ์เป็นคณะทำงานตามความเหมาะสม
ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย เปิดเผยว่า การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่ เพื่อสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถและมีเวลาเข้ามาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พรรค โดยเฉพาะการได้รองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ มาร่วมเป็นรองประธาน จะช่วยระดมความคิดและผลักดันงานภายในพรรคให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป







