posttoday

ฉายภาพ! เมื่อไทยจะมีดัชนีความร้อน 52 องศา ร้อนขนาดเสี่ยงถึงแก่ชีวิต

25 มีนาคม 2569

ฉายภาพ! เมื่อมีการคาดการณ์ว่าไทยจะมีดัชนีความร้อน 52 องศา จนเสี่ยงถึงแก่ชีวิตได้ หากประชาชนไม่มีความรู้ในการเฝ้าระวัง

KEY

POINTS

  • กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมอนามัยเตือนว่าดัชนีความร้อนในไทยอาจพุ่งสูงถึง 52 องศาเซลเซียส ซึ่งจัดเป็นระดับ "อันตรายมาก" และเสี่ยงถึงแก่ชีวิต
  • ดัชนีความร้อนระดับ 52 องศา เป็นสภาวะที่ระบบระบายความร้อนของร่างกายอาจล้มเหลว นำไปสู่ภาวะเจ็บป่วยรุนแรงจากความร้อน เช่น โรคลมแดด (Heat Stroke)
  • กลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตจากความร้อนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อช่วงต้นปี 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา และ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศเตือนประชาชนว่า ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ของประเทศไทยในบางพื้นที่อาจพุ่งสูงถึง 52 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า ซึ่งถือเป็นระดับ "อันตรายมาก" หรือ "โซนสีแดง" ตามระบบเตือนภัย 4 ระดับที่ทั้งสองหน่วยงานพัฒนาขึ้นร่วมกัน

 

ดัชนีความร้อน (Heat Index) คือ ค่าที่คำนวณจากสองตัวแปรหลัก ได้แก่ อุณหภูมิอากาศ และความชื้นสัมพัทธ์ แล้วแปลงออกมาเป็นตัวเลขที่แสดงว่า ร่างกายมนุษย์จะ "รู้สึก" ว่าร้อนเท่าไหร่จริงๆ ในขณะนั้น ซึ่งมักสูงกว่าอุณหภูมิจริงได้มาก

เช่น ในช่วงฤดูร้อนของไทย ระหว่างเดือนมีนาคม-กลางเดือนพฤษภาคม ความชื้นสัมพัทธ์มักอยู่ที่ประมาณ 60-75% ซึ่งทำให้อุณหภูมิอากาศเพียง 36 องศา สามารถสร้างดัชนีความร้อนที่สูงเกิน 50 องศาเซลเซียสได้  และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมกรมอนามัยจึงเน้นให้ติดตามค่าดัชนีความร้อน ไม่ใช่แค่ตัวเลขจากเทอร์โมมิเตอร์

 

สำหรับระบบเตือนภัยดัชนีความร้อน 4 ระดับที่กรมอนามัยและกรมอุตุนิยมวิทยาใช้ร่วมกัน มีดังนี้

  • ระดับสังเกตการณ์ (สีเขียว) คือดัชนีความร้อน 27-32.9 องศา ในระดับนี้หากอยู่กลางแดดนานอาจรู้สึกเมื่อยล้า ปวดศีรษะ หรือผดผื่น
  • ระดับเฝ้าระวัง (สีเหลือง) คือ 33-41.9 องศา เริ่มมีความเสี่ยงเป็นลมแดดและตะคริวได้
  • ระดับอันตราย (สีส้ม) คือ 42-51.9 องศา หากทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานในระดับนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคลมแดด และ
  • ระดับอันตรายมาก (สีแดง) คือ 52 องศาขึ้นไป ซึ่งกรมอนามัยระบุว่าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้แม้ไม่ได้ทำกิจกรรมหนัก

 

ในช่วงวันที่ 5-14 มีนาคม 2568 ค่าดัชนีความร้อนในหลายจังหวัดของไทยรวมถึงกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับสีส้มคือ 42-51.9 องศา และมีการประกาศเตือนระดับสีแดงในบางพื้นที่ 

สำหรับค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ประจำวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 ในส่วนของ กทม. พบว่าอยู่ในระดับ อันตราย

 

ฉายภาพร้อน 52°C รู้สึกแบบไหน?

 

หลายคนอาจจะจินตนาการไม่ออกว่าร้อน 52 องศาที่ว่านั้นจะต้องรู้สึกแบบไหนที่เรียกว่าร้อน? 

ให้ลองนึกถึงตอนที่เปิดประตูรถที่จอดตากแดดตอนเที่ยง ก่อนที่แอร์จะทำงาน  นั่นคืออุณหภูมิในรถที่ปิดอยู่ซึ่งอาจพุ่งถึง 60-70 องศา แต่สำหรับดัชนีความร้อน 52°C ภายนอกรถ ความรู้สึกนั้นใกล้เคียงกับการยืนอยู่ที่ปากเตาอบที่ตั้งอุณหภูมิไว้ 50 องศา

แต่ที่ต่างจากการเปิดเตาอบคือ มนุษย์ไม่ได้แค่ยืนอยู่นิ่งๆ แต่เดิน ขับมอเตอร์ไซค์ ส่งพัสดุ ขายของ ดูแลก่อสร้าง กิจกรรมเหล่านั้นสร้างความร้อนเพิ่มในร่างกายอีกชั้นหนึ่ง

 

มีอีกภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจน ห้องซาวน่าแบบแห้งทั่วไปมักตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 70-90 องศา แต่ห้องซาวน่าแบบนั้นมีความชื้นต่ำมาก ร่างกายยังระเหยเหงื่อได้บ้าง ส่วนอากาศกลางแจ้งในวันที่ดัชนีความร้อน 52°C มีทั้งความร้อนและความชื้นสูงพร้อมกัน ร่างกายระเหยเหงื่อได้น้อยมาก ซึ่งกลับน่ากลัวกว่าห้องซาวน่าในแง่ผลต่อสุขภาพ

 

และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ระดับนี้ไม่ใช่แค่ "ร้อนแล้วทนได้" แต่เป็น ระดับที่ระบบระบายความร้อนของร่างกายเริ่มล้มเหลว

 

 

 

ร่างกายส่งสัญญาณอะไรบ้าง? จาก Heat Cramps ถึง Heat Stroke

 

การจำแนกระยะของภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนนี้ มาจากระบบจำแนกของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC), องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) รวมถึงข้อมูลจาก National Center for Biotechnology Information (NCBI) ซึ่งอธิบายว่า ภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นกลุ่มอาการที่ดำเนินต่อเนื่องและเพิ่มความรุนแรงขึ้นตามลำดับ

 

ระยะที่ 1  Heat Cramps (ตะคริวจากความร้อน)

ระยะแรกคือตะคริวจากความร้อน เกิดเมื่อร่างกายเสียเหงื่อและเกลือแร่ไปมาก ทำให้กล้ามเนื้อโดยเฉพาะขาและหน้าท้องเกิดการหดเกร็ง ตาม CDC อธิบายว่า ภาวะนี้พบบ่อยในคนที่ออกกำลังกายหรือทำงานหนักในที่ร้อน และดื่มน้ำเปล่าโดยไม่เติมเกลือแร่

อาการที่สังเกตได้ ได้แก่ กล้ามเนื้อเป็นตะคริวเจ็บปวด โดยเฉพาะที่ขาและท้อง เหงื่อออกมาก รู้สึกอ่อนเพลีย ในระยะนี้ถ้าหยุดพัก ดื่มน้ำและเกลือแร่ทันที ร่างกายมักฟื้นตัวได้ แต่ถ้าฝืนทำกิจกรรมต่อ อาจก้าวสู่ระยะถัดไปเร็วขึ้น

 

ระยะที่ 2 Heat Exhaustion (เพลียแดด)

ภาวะเพลียแดดเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ปริมาณมากจากการเหงื่อออก มักเกิดในสภาวะที่ร้อนจัดและมีความชื้นสูง และถ้าไม่ได้รับการดูแลทันที อาจลุกลามเป็นโรคลมแดดได้

อาการของเพลียแดดมีหลายอย่างที่ต้องระวัง ได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง หน้ามืด อ่อนแรง หัวใจเต้นเร็ว ผิวหนังซีด เย็น และมีเหงื่อชุ่ม ไม่มีแรงทำอะไร รวมถึงปัสสาวะน้อยลงและสีเข้ม

สิ่งที่น่ากลัวคือ ตาม NCBI ระบุว่าจากระยะเพลียแดดไปสู่ระยะโรคลมแดด (Heat Stroke) อาจเกิดขึ้นได้ภายในเวลาสั้นมาก หากยังคงอยู่กลางแดดและไม่ได้รับการดูแล การรอว่า "น่าจะหาย" อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดร้ายแรง

 

ระยะที่ 3  Heat Stroke (โรคลมแดด)  ฉุกเฉินถึงชีวิต

ตาม CDC ระบุว่า โรคลมแดดเป็นภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนที่รุนแรงที่สุด เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิแกนกลางได้อีกต่อไป กลไกการระบายความร้อนล้มเหลวสมบูรณ์ รวมถึงระบบเหงื่อหยุดทำงาน อุณหภูมิในร่างกายอาจพุ่งสูงถึง 41-42 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า ภายในเวลาเพียง 10-15 นาที และถ้าไม่ได้รับการรักษาทันที อาจเสียชีวิตหรือเกิดความพิการถาวรได้

 

อาการสำคัญของโรคลมแดดที่ต้องรีบสังเกต ได้แก่ อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศา ผิวหนังร้อนแดงและแห้ง (ไม่มีเหงื่อ) ปวดศีรษะมาก สับสน พูดไม่ชัด พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง หัวใจเต้นแรงและเร็ว หายใจเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือ อาจหมดสติได้

 

กรมอนามัย ของไทยย้ำว่า เมื่อพบผู้มีอาการโรคลมแดด ต้องรีบโทร 1669 ทันที และระหว่างรอรถพยาบาล ให้รีบนำผู้ป่วยเข้าที่ร่ม ถอดเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นออก และใช้น้ำเย็นเช็ดตัวโดยเฉพาะบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบ รวมทั้งเป่าพัดลมควบคู่กัน เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายโดยเร็วที่สุด

และสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อพบผู้ป่วยโรคลมแดด ได้แก่ ห้ามให้ดื่มน้ำถ้าผู้ป่วยหมดสติหรือครึ่งหมดสติ เพราะอาจสำลักได้ และไม่ควรใช้ผ้าห่มหรือสิ่งปกคลุมร่างกาย

 

 

ใครต้องระวังมากที่สุด?

 

ความร้อนไม่ส่งผลเท่ากันกับทุกคน กรมอนามัย ระบุว่า มีกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษในช่วงที่ดัชนีความร้อนสูง ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) เป็นกลุ่มแรกที่ต้องระวัง เพราะร่างกายของผู้สูงอายุปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ช้ากว่า และมีโอกาสขาดน้ำได้ง่ายกว่า ในปี 2567 กรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสียชีวิตจากโรคลมแดดมากที่สุด
  • เด็กเล็กและทารก เป็นอีกกลุ่มที่เปราะบางมาก เพราะระบบระบายความร้อนในร่างกายยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ เด็กไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองร้อนหรือไม่สบาย และอาจเกิดอันตรายได้รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่ กรมอนามัยเตือนโดยเฉพาะว่า ห้ามทิ้งเด็กไว้ในรถที่ดับเครื่องโดยเด็ดขาด เพราะอุณหภูมิในรถสามารถพุ่งสูงได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต และโรคอ้วน ล้วนมีความเสี่ยงสูงขึ้น เนื่องจากโรคเหล่านี้กระทบต่อการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและการระบายความร้อน นอกจากนี้ยาบางประเภทที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ใช้ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดัน ยาต้านโรคจิตเวช และยาแก้แพ้บางชนิด ยังมีผลทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยากขึ้น
  • คนทำงานกลางแจ้ง คือกลุ่มที่มักถูกลืมในการพูดถึงผลกระทบจากความร้อน ไม่ว่าจะเป็นคนงานก่อสร้าง ไรเดอร์ส่งอาหารและพัสดุ ตำรวจจราจร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และคนงานในภาคการผลิต คนกลุ่มนี้ไม่มีทางเลือกว่าจะออกไปกลางแจ้งหรือไม่ และมักต้องทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงในช่วงเวลาที่แดดร้อนที่สุด
  • คนที่อยู่อาศัยในบ้านหรือห้องที่ระบายอากาศไม่ดีและไม่มีเครื่องปรับอากาศ ในชุมชนแออัด ห้องแถว หรืออาคารเก่าในเมือง อุณหภูมิในห้องในเวลากลางคืนอาจสูงกว่าอุณหภูมิข้างนอกได้ เพราะคอนกรีตดูดซับความร้อนระหว่างวันและคายออกมาช้าๆ ในตอนกลางคืน ทำให้ไม่มีช่วงเวลาพักจากความร้อนเลย

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคลมแดดระหว่างปี 2562-2566 พบผู้เสียชีวิตสะสมรวม 131 คน เฉลี่ยประมาณ 26 รายต่อปี และแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยปี 2567 เพียง 2 เดือนแรกของฤดูร้อน (มีนาคม-เมษายน) มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 30 ราย เทียบกับปี 2566 ที่ใช้เวลา 4 เดือน (มีนาคม-มิถุนายน) กว่าจะถึงตัวเลข 37 ราย นั่นหมายความว่าอัตราการเสียชีวิตเร่งขึ้นมากกว่าเดิมอย่างชัดเจน

ตัวเลขนี้อาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่เข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลด้วยอาการที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น หัวใจวาย ไตวาย หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น แต่ถูกบันทึกด้วยการวินิจฉัยหลักอื่น ไม่ใช่ Heat Stroke โดยตรง

 

....

 

ในอดีต คนไทยอาจพูดว่า "หน้าร้อนเมืองไทยก็ประมาณนี้" แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มไม่ใช่เรื่อง "ปกติ" อีกต่อไปแล้ว หลายประเทศทั่วโลกเริ่มประกาศใช้ระบบเตือนภัยความร้อน เทียบเท่ากับการเตือนพายุหรือน้ำท่วม เพราะความร้อนสุดขีดกำลังกลายเป็นภัยพิบัติด้านสาธารณสุขรูปแบบใหม่

ข่าวล่าสุด

TikTok Shop พลิกโฉมอีคอมเมิร์ซสู่ “Discovery Commerce” ชูคอนเทนต์และครีเอเตอร์เร่งขับเคลื่อนการเติบโต คาด Creator Economy ไทยแตะ 1.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573