'TRAiL' ไทยสู้ศึกเอเชียดึงเม็ดเงินวิจัยยาหมื่นล้าน! ร่นเวลาถึงผู้ป่วยจาก 8 เหลือ 2 ปี!
สวรส.-สปสช. เปิดตัวแพลตฟอร์ม TRAiL เชื่อมผู้ป่วยสู่งานวิจัยมาตรฐานโลก ทลายกำแพงโรคหายาก ชิงเม็ดเงินวิจัยที่กำลังย้ายฐานจากยุโรปสู่เอเชีย
KEY
POINTS
- ไทยเปิดตัวแพลตฟอร์ม 'TRAiL' ศูนย์รวมข้อมูลงานวิจัยทางคลินิก เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านยาวิจัยมูลค่าหมื่นล้านบาท และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับเอเชีย
- แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มโรคหายาก สามารถค้นหาและเข้าถึงโครงการทดลองยาใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น
- การเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะช่วยร่นระยะเวลาการนำยาใหม่เข้าสู่ระบบให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้เร็วขึ้นจาก 8 ปี เหลือเพียง 2 ปี
ในโลกของการแพทย์สมัยใหม่ "งานวิจัยทางคลินิก" ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างสรรค์ยาและเครื่องมือทางการแพทย์ประเภทใหม่ๆ แต่บางครั้งมันคือ "ความหวังเดียว" ของผู้ป่วยนับหมื่นชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มโรคหายากที่ยารักษามาตรฐานยังไปไม่ถึง ทว่าที่ผ่านมา ระบบนิเวศการวิจัยของไทยกลับทำให้ไทยเสียโอกาสทั้งในเชิงมนุษยธรรมและเชิงเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล!
ทั้งนี้ ตลาดวิจัยทางคลินิกทั่วโลกมีมูลค่าราว 84,540 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะพุ่งแตะ 158,410 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2576 โดยเติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี รายงานหลายฉบับระบุในทิศทางเดียวกันว่าเม็ดเงินก้อนนี้กำลังเปลี่ยนทิศ เพราะตั้งแต่ปี 2551 เอเชียโชว์อัตราการเติบโตของการศึกษาวิจัยเฉลี่ยสูงถึง 8% ต่อปี ขณะที่อเมริกาเหนือกลับหดตัวลง 2% ในช่วงเดียวกัน
สาเหตุหลักคือ เอเชียมีกลุ่มผู้ป่วยขนาดใหญ่และหลากหลายทางพันธุกรรม ยังไม่เคยรับการรักษาสมัยใหม่มากนัก และมีต้นทุนการวิจัยที่ต่ำกว่า ท่ามกลางปัญหากลุ่มผู้ป่วยที่ลดลงและต้นทุนที่พุ่งสูงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
นอกจากนี้ จำนวนการทดลองทางคลินิกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเติบโตต่อเนื่อง จาก 11,571 การทดลองในปี 2562 เพิ่มเป็น 14,346 การทดลองในปี 2566 โดยตลาดวิจัยคลินิกในเอเชียมีมูลค่า 4,880 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 และคาดว่าจะแตะ 7,470 ล้านดอลลาร์ในปี 2572
โดยผู้แข่งขันหลักในภูมิภาคได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น โดยจีนนำห่างที่สุดด้วยการทดลองใหม่ 10,701 รายการในปี 2567 คิดเป็น 61% ของทั้งภูมิภาค ขณะที่อินเดียแซงหน้าญี่ปุ่นด้วย 1,710 รายการในปีเดียวกัน
สำหรับไทยยังอยู่ในจุดที่ต้องเร่งตามให้ทัน จำนวนการทดลองทางคลินิกในไทยอยู่ที่ 527 รายการในปี 2567 เพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อน และบริษัทยาข้ามชาติอย่าง Novo Nordisk และ AstraZeneca เพิ่งลงนามความร่วมมือกับสถาบันวิจัยและโรงพยาบาลในไทยในช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2568 แต่ยังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข เนื่องจากไทยยังขาดองค์กรกลางสนับสนุนการวิจัยคลินิกโดยเฉพาะทำให้ระบบนิเวศยังกระจัดกระจายและดึงดูดเม็ดเงินจากบริษัทยาข้ามชาติได้ยาก!
เมื่อดูตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศมาเลเซีย ได้มีการจัดตั้ง Clinical Research Malaysia (CRM) ในปี 2555 โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือโปรโมตมาเลเซียให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการวิจัยทางคลินิกที่มีอุตสาหกรรมสนับสนุน โดย CRM ทำหน้าที่เป็น One-Stop Service ครบวงจร ตั้งแต่การประเมินความเป็นไปได้ การคัดเลือกสถานที่วิจัย ไปจนถึงการบริหารงบประมาณการทดลอง
ผลที่ตามมาชัดเจนเป็นตัวเลข ในปี 2567 มีโครงการวิจัยใหม่ที่เริ่มต้นในมาเลเซีย 267 โครงการ ทำให้ยอดสะสมนับตั้งแต่ CRM ก่อตั้งพุ่งเกิน 2,500 โครงการแล้ว และในด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมวิจัยคลินิกสร้างรายได้สะสมให้มาเลเซียมากกว่า 1,380 ล้านริงกิต (ราว 11,400 ล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2555 และเพียงปีเดียวสร้างงานทักษะสูงได้กว่า 2,700 ตำแหน่ง
TRAiL ระบบที่จะช่วยให้ไทยเป็นตลาดที่เติบโตในงานวิจัย และผู้ป่วยคนไทยเข้าถึงยาได้เร็ว
เพื่อปิดช่องว่างนี้ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดตัวแพลตฟอร์ม Thailand Research And Clinical Trials Locator หรือ TRAiL เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 ในงานเสวนา "From TRIAL to TRAiL ผู้ป่วย-เส้นทาง-ความหวัง" ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. อธิบายว่า TRAiL คือเว็บไซต์กลางที่รวบรวมข้อมูลงานวิจัยทางคลินิกทั้งหมดไว้ที่เดียว ทั้งข้อมูลโรค สถานที่วิจัย ระยะการทดลอง และสถานะโครงการ โดยผู้ป่วยสามารถค้นหาและติดต่อขอเข้าร่วมได้โดยตรง ขณะเดียวกันแพทย์ นักวิจัย และผู้ลงทุนก็เข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันได้ นอกจากนี้ สวรส. ยังตั้งเป้าขยายศูนย์วิจัยทางคลินิกในโรงพยาบาลสังกัด สธ. ให้ครบ 30 แห่ง และผลักดันแก้ระเบียบเงินบำรุงโรงพยาบาลเพื่อเปิดทางรับทุนเอกชนได้สะดวกขึ้น ซึ่งร่างระเบียบเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างประกาศใช้
"ถ้าไทยทำเรื่องนี้ได้ดี นอกจากช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาใหม่ๆ ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้าน ทั้งจากการจ้างงานและโครงสร้างพื้นฐาน" ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าว
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ชี้ว่าปัญหาเรื้อรังของไทยคือกระบวนการนำยาใหม่เข้าสู่ระบบบัตรทองใช้เวลานานถึง 8 ปี ส่วนหนึ่งเพราะ สปสช. ไม่ได้เข้าร่วมติดตามตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องวนกลับมาทำบางขั้นตอนซ้ำ เช่น การทบทวนวรรณกรรมที่กินเวลาเกือบปี หลังจากนี้ สปสช. จะนำข้อมูลผู้ป่วยในระบบบัตรทองกว่า 47 ล้านคนมาเชื่อมกับ TRAiL และเข้าติดตามข้อมูลตั้งแต่ระยะวิจัย คาดว่าจะร่นเวลาลงเหลือประมาณ 2 ปี
"การลงทุนวิจัยทุก 1 ส่วน จะหมุนเวียนกลายเป็น 3 เท่าใน GDP ประเทศ และถ้าเป็นบริษัทไทยยิ่งช่วยสร้างความมั่นคงทางยา ลดการพึ่งพาการนำเข้า" เลขาธิการ สปสช. ระบุ
นางรจนา แก้วจันทร์ คุณแม่ของน้องทอฝัน ผู้ป่วยโรคท้าวแสนปม (NF1) โรคหายากที่พบได้ 1 ใน 3,000 คน และในไทยคาดมีผู้ป่วยราว 2 หมื่นราย เล่าว่าต้องรอนานกว่า 6 ปีกว่าจะรู้ว่ามีโครงการวิจัยยาสำหรับโรคนี้อยู่ เพราะไม่มีช่องทางใดที่จะเข้าถึงข้อมูลได้เลย หากมี TRAiL ตั้งแต่แรก ครอบครัวของผู้ป่วยโรคหายากทุกกลุ่มจะไม่ต้องสูญเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์
....
ข้อได้เปรียบของประเทศไทย!
หากเปรียบ TRAiL กับ CRM ของมาเลเซียในแง่โมเดล ทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกันคือดึงเม็ดเงินวิจัยเข้าประเทศ แต่ไทยมีไพ่ใบหนึ่งที่มาเลเซียไม่มี นั่นคือการผนวก TRAiL เข้ากับ สปสช. โดยตรง
ระบบบัตรทองของไทยครอบคลุมประชาชน 47 ล้านคน และไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่มีความครอบคลุมถึง 99% ของประชากร
ตัวเลขนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงสาธารณสุขแต่มันคือฐานข้อมูลผู้ป่วยระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ซึ่งในโลกของการวิจัยยา สิ่งที่บริษัทยาข้ามชาติต้องการมากที่สุดนอกจากจำนวนผู้ป่วยคือข้อมูลจากผู้ป่วยจริงในระบบสาธารณสุขจริง!
ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนต้องเริ่มสร้างฐานข้อมูลเหล่านี้จากศูนย์ ไทยมีข้อมูลสุขภาพระดับประชากรที่สะสมมากกว่า 20 ปีผ่านระบบ สปสช. และเมื่อ TRAiL เชื่อมโยงข้อมูลชุดนี้เข้ากับโครงการวิจัยทางคลินิก นั่นหมายความว่านักวิจัยและบริษัทยาจะสามารถ ระบุกลุ่มผู้ป่วยเป้าหมายได้แม่นยำ ติดตามผลระยะยาวได้จริง และตอบคำถามด้านความคุ้มค่าได้เร็วขึ้น
..
อ้างอิง
https://clinicalresearch.my/malaysias-record-breaking-success-in-sponsored-clinical-research/
https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/global-clinical-trials-market
https://clinicalresearch.my/ctc2024/


