อย.ยันยายังพอ 90 วัน! ขณะภาระหนักตกที่อุตสาหกรรมยา มีต้นทุนพุ่งแล้ว 10-20%
อย. ยันสต็อกยายังมีสำรอง ชี้วิกฤตอิหร่าน-สหรัฐฯ เบากว่าโควิด ขณะที่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ต้นทุนอุตสาหกรรมยา ซึ่งพุ่งแล้ว 10-20% พร้อมเดินหน้า 4 มาตรการรับมือฉุกเฉิน
ท่ามกลางความตึงเครียดจากวิกฤตการทหารระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก คำถามที่ประชาชนไทยจำนวนมากหนักใจคือ "ยาในประเทศเราจะพอไหม?"
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาตอบคำถามนี้วันนี้ (17 มีนาคม 2569) โดย เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ภายในระยะเวลา 90 วัน พร้อมเปิดเผยตัวเลขสำรองยา มาตรการรับมือ และความเสี่ยงที่ต้องจับตามองต่อไป
วิกฤตครั้งนี้ "เบากว่าโควิด" อย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในคำถามแรกที่สังคมต้องการคำตอบคือ ความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้เทียบกับบทเรียนที่ผ่านมาอย่างไร เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ให้ภาพรวมว่าสถานการณ์ในขณะนี้ ในประเด็นของ "ความเพียงพอของยา" ยังห่างไกลจากระดับวิกฤตยาอย่างที่หลายคนกังวล
“ประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในครั้งนี้ไม่ได้เป็นฐานการผลิตยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบยาหลักของโลก ต่างจากช่วงโควิด-19 ที่กระทบห่วงโซ่อุปทานยาโดยตรงและกว้างขวางกว่ามาก ณ ขณะนี้ยังไม่มีประเทศผู้ผลิตยารายสำคัญออกคำสั่งจำกัดการส่งออก”
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้ผลิตยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบยาสำคัญ (API) ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในยุโรป สหรัฐอเมริกา อินเดีย และจีน ซึ่งไม่ได้อยู่ในวงของความขัดแย้ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้จึงมุ่งไปที่ด้านต้นทุนและโลจิสติกส์เป็นหลัก มากกว่าการขาดแคลนตัวยาโดยตรง
สต็อกยายืนยัน 90 วัน ตั้งวอร์รูมติดตามทุกสัปดาห์
หลังจากเหตุการณ์ตึงเครียดปะทุขึ้น อย. ไม่รอให้ปัญหาเกิดก่อน แต่เปิดการประชุมกับผู้ประกอบการกว่า 350 ราย ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมข้อมูลสต็อกยาในมือภาคเอกชนแบบเรียลไทม์ และตั้งวอร์รูมรับรายงานสต็อกยาสำคัญกว่า 60 รายการทุกสัปดาห์
“จากข้อมูลที่ประมวลได้ขณะนี้ ยืนยันได้ว่าประเทศไทยมียาสำรองอย่างน้อย 3 เดือน หรือ 90 วัน ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิต ขอให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนวางใจได้ว่าสถานการณ์ยายังไม่มีปัญหาผิดปกติ”
ทั้งนี้ ยาที่ อย. ให้ความสำคัญสูงสุดในการติดตามประกอบด้วย ยาช่วยชีวิตในห้องผ่าตัดและห้องฉุกเฉิน, น้ำเกลือและน้ำยาล้างไต, ยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยารักษามะเร็ง รวมถึงยาจิตเวชซึ่ง อย. เป็นผู้ดูแลการซื้อขายโดยตรง โดย ณ ขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มยาใดที่ขาดสต็อก
เมื่อถามถึงกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 90 วัน เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม อธิบายว่า "ตราบใดที่การสู้รบไม่ขยายไปยังประเทศผู้ผลิตยาโดยตรง ตัวยาก็ยังผลิตได้ เพียงแต่อาจช้าลงเพราะเส้นทางขนส่งต้องอ้อม เช่น เรือที่เคยผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องเปลี่ยนเส้นทาง ผู้ประกอบการจึงต้องปรับแผนสั่งซื้อล่วงหน้านานกว่าเดิม"
ต้นทุนอุตสาหกรรมยาพุ่ง 10-20% อุปสรรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ปริมาณยาจะยังไม่ขาด แต่สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้กลับอยู่ที่ด้าน "ต้นทุน" ซึ่ง เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ยอมรับว่าเริ่มกระทบอุตสาหกรรมยาในประเทศแล้ว
“จากข้อมูลที่ผู้ประกอบการรายงานมาล่าสุด ต้นทุนสูงขึ้นประมาณ 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์แล้ว และอาจขยับถึง 20 เปอร์เซ็นต์ได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ปัจจัยหลักมาจากค่าระวางเรือ ค่าน้ำมัน และค่าประกันสินค้าที่พุ่งสูง ซึ่งตอนนี้ผู้ประกอบการแบกรับไปก่อนทั้งหมด”
เนื่องจากยาเป็นสินค้าที่ถูกกำหนดราคากลาง ผู้ประกอบการจึงยังไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทันที และเลขาธิการ อย. ได้สะท้อนมาว่าราคากลางที่ใช้อยู่ "อาจไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอีกต่อไปแล้ว" ซึ่งอย. จะนำข้อมูลนี้เสนอต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังพร้อมผลักดันให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อพยุงกระแสเงินสดของผู้ประกอบการ
อีกประเด็นที่สำคัญนอกจากสารตั้งต้นผลิตยาที่มีต้นทุนสูงขึ้น คือ ภาชนะบรรจุพลาสติกสำหรับน้ำเกลือและน้ำยาล้างไต เนื่องจากพลาสติกผลิตจากปิโตรเคมี ซึ่งวัตถุดิบบางส่วนมาจากประเทศในตะวันออกกลาง เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ชี้แจงว่า
"ตัวน้ำยาเองยังไม่มีปัญหา แต่ขวดพลาสติกที่ใช้บรรจุอาจเป็นจุดเปราะบาง บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่กำลังแสวงหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนอยู่"
4 มาตรการฉุกเฉินที่ อย. เปิดตัวรับมือแล้ว
นอกจากนี้ เลขาธิการอย. เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข นำโดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข และนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญต่อประเด็นดังกล่าวอย่างมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย อย. ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว 4 ด้านหลัก ได้แก่
- Fast Track คือ ผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการสามารถขึ้นทะเบียนแหล่งวัตถุดิบทดแทนได้อย่างรวดเร็ว กรณีที่ประเทศต้นทางเดิมมีปัญหา โดยมีช่องทาง Fast Track พิเศษรองรับ
- ผ่อนปรนด้านบรรจุภัณฑ์ หากขวดพลาสติกขาดแคลนจริง (ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด) อย. เตรียมแนวทางปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์และอนุญาตนำกลับมาใช้ซ้ำในกรณีฉุกเฉินสุดท้าย ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้
- War Room ติดตาม Real-time ตั้งห้องปฏิบัติการติดตามสต็อกยาสำคัญกว่า 60 รายการ โดยผู้ประกอบการรายงานสถานการณ์เข้ามาทุกสัปดาห์
- ห้ามกักตุนยาในสถานพยาบาล ประสานกระทรวงสาธารณสุขสื่อสารไปยังโรงพยาบาลและคลินิกทุกแห่ง ขอให้สั่งซื้อยาตามปกติ ไม่กักตุนเกินความจำเป็น เพื่อป้องกันความผันผวนที่จะเกิดตามมาได้
ฝากถึงประชาชน อย่าตื่นตระหนก อย่ากักตุน
ท่ามกลางกระแสโซเชียลมีเดียที่แชร์ข้อมูลกันอย่างหนาแน่น เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ฝากข้อความถึงประชาชนโดยตรงว่า
“ขอยืนยันว่าสถานการณ์ยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไทยยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต การซื้อยาไปกักตุนโดยไม่จำเป็นจะทำให้ยาหมดอายุโดยเปล่าประโยชน์ และทำให้ผู้ป่วยที่ต้องการใช้ยาจริงๆ อาจเข้าไม่ถึงยาได้ ขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตตามปกติ”
เลขาธิการ อย.ยังเตือนถึงพฤติกรรมกักตุนโดยหวังโก่งราคาในอนาคต ซึ่ง อย. จะประสานกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามและดำเนินการกับผู้ที่กักสินค้าสุขภาพเพื่อขึ้นราคาโดยไม่ชอบธรรมด้วย
ทั้งนี้ วิกฤตครั้งนี้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องทบทวนโครงสร้างความมั่นคงทางยาอย่างจริงจัง เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เปิดเผยว่า อย. กำลังดำเนินการในสองระดับควบคู่กัน คือ การจัดการเฉพาะหน้าในวิกฤตนี้ และการวางรากฐานระยะยาว ได้แก่ การส่งเสริมนักลงทุนต่างชาติที่มีนวัตกรรมเข้ามาจับมือผู้ประกอบการไทยผลิตยาในประเทศ, ต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์, และจัดทำคู่มือใช้สมุนไพรในบ้านเพื่อลดการพึ่งพิงนำเข้าในระยะยาว
....
ท้ายที่สุด วิกฤตที่ดูเหมือนเป็นภัยคุกคาม อาจเป็นจังหวะสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวออกจากการ พึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานยาจากต่างประเทศได้เร็วขึ้น ขณะที่ตอนนี้ข้อความสั้นๆ จาก อย. ยังคงชัดเจนว่า "ยาพอ วางใจได้ อย่าตื่นตระหนก"


