posttoday

ศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ GDP ไทยเสี่ยงโตต่ำ 1% “ทิสโก้” แนะเสริมภูมิคุ้มกัน

17 มีนาคม 2569

ทิสโก้ เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 1% หากศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อรุนแรง แนะแนวคิด “Family First–3 Save Series” เสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อความมั่นคงของครอบครัวอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทิสโก้ ประเมินว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อรุนแรง อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และฉุดให้เศรษฐกิจไทย (GDP) เติบโตได้ต่ำกว่า 1%
  • เศรษฐกิจและครัวเรือนไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ทั้งจากปัจจัยภายนอกและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างภายในประเทศ เช่น สังคมสูงวัยและค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น
  • ทิสโก้แนะแนวทางเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงินด้วยกลยุทธ์ “Family First – 3 Save Series” เพื่อบริหารความเสี่ยงระดับครอบครัวแบบองค์รวม ทั้งการปกป้องความฝัน ปิดความเสี่ยง และคุ้มครองทรัพย์สิน

ในยุคปัจจุบัน ครอบครัวไทยกำลังเผชิญกับ “พายุความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน” (Polycrisis) ที่มีความซับซ้อนและรุนแรงกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนทางเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้วิธีการปกป้องครอบครัวแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทำให้การยกระดับการบริหารความเสี่ยงสู่ระดับครอบครัวกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่มองข้ามไม่ได้

วิเคราะห์วิกฤตซ้อนวิกฤต แรงกดดันต่อเศรษฐกิจและครัวเรือน

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายนอกและโครงสร้างภายในที่เปราะบาง

  • ความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.8% โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% จะกระทบต่อ GDP ราว 0.3-0.4% และดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ซึ่งอาจฉุดให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ถึง 1% หากความขัดแย้งของสงครามและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยืดเยื้อรุนแรง

  • ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาว 

Climate Risk: ธนาคารโลกระบุว่าไทยอาจสูญเสียมูลค่าเศรษฐกิจถึง 7-14% ภายในปี 2593 จากผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่กระทบต่อผลิตภาพแรงงานและการเกษตร
Super Aged Society: ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 28% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะลดทอนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจจากการลดลงของฐานแรงงานและภาระทางการคลังที่สูงขึ้น
Health Risk: ค่ารักษาพยาบาลในไทยเติบโตสูงถึง 10.8% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกและเติบโตเร็วกว่ารายได้ของประชากร

สภาวะความเปราะบางของครอบครัวไทย

นางกุสุมา ประถมศรีเมฆ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความเสี่ยงในระดับมหภาคได้ “ไหลลง” มากระทบถึงระดับครัวเรือนอย่างชัดเจน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า 77% ของครัวเรือนไทยไม่มีเงินออมฉุกเฉินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูงถึง 90% ของ GDP

นอกจากนี้ โครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไปเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น แต่ผู้สูงอายุกว่า 35% ยังต้องพึ่งพาบุตรหลาน และรายจ่ายเฉลี่ยของผู้สูงอายุยังสูงกว่าเบี้ยยังชีพที่รัฐจัดสรรให้หลายเท่าตัว เมื่อเกิดการเจ็บป่วย ครอบครัวที่ขาดการวางแผนจึงเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวทางการเงินอย่างรุนแรง หรืออาจต้องขายทรัพย์สินเพื่อมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล

กลยุทธ์ "Family First – 3 Save Series": เกราะป้องกันแบบองค์รวม

นายโสฬส ศิวะไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายประกันภัยธนกิจ ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ทิสโก้ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน (Your Trusted Financial Advisor) จึงนำเสนอแนวคิด “Family First – ครอบครัวเรา…ไม่ธรรมดา” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการบริหารความเสี่ยงรายบุคคล มาเป็นการสร้างระบบบริหารความเสี่ยงทั้งครอบครัว ผ่านกรอบแนวคิด “3 Save Series” ที่เปรียบเสมือนการจัดทำงบดุลของครอบครัว

1. Save ความฝัน: ปกป้องอนาคตของสมาชิกในบ้านไม่ให้สะดุด เช่น แผนการศึกษาของลูก หรือแผนการเกษียณ เพื่อไม่ให้เป้าหมายระยะยาวถูกกระทบจากความผันผวนระยะสั้น
2. Save ความเสี่ยง: ปิดจุดเปราะบางที่อาจทำให้ชีวิตสะดุด เช่น ค่ารักษาโรคร้ายแรง อุบัติเหตุ และการขาดรายได้จากการเจ็บป่วย เพื่อโอนย้ายความเสี่ยงทางการเงินออกไป
3. Save ทรัพย์สิน: คุ้มครองฐานรากของคุณภาพชีวิต ทั้งที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ ไปจนถึงทรัพย์สินดิจิทัลที่สำคัญในยุคปัจจุบัน

การออกแบบเกราะป้องกันที่ "พอดี" กับบริบทชีวิต

การบริหารความเสี่ยงยุคใหม่ต้องอาศัยการ Personalized Protection หรือการประกอบเกราะให้พอดีกับความต้องการเฉพาะของแต่ละบ้าน

  • กลุ่มคนโสดวัยทำงาน: ควรเน้นที่ “เกราะสุขภาพ” และความคุ้มครองโรคร้ายแรงเป็นแกนกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าใช้จ่ายประจำสะดุดลงเมื่อเจ็บป่วย พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันด้านดิจิทัล
  • กลุ่มครอบครัวแซนด์วิช (Sandwich Family): ที่ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ จำเป็นต้องออกแบบระบบคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกคน เช่น การเพิ่มความคุ้มครองอุบัติเหตุให้ผู้สูงอายุ และการแยกเงินแผนการศึกษาของลูกออกจากงบฉุกเฉินอย่างชัดเจน เพื่อให้ครอบครัวยังยืนหยัดได้แม้เกิดเหตุไม่คาดคิดกับเสาหลักของบ้าน

ท่ามกลางความผันผวนที่รุมเร้า การสร้าง “ระบบจัดการความเสี่ยงทั้งครอบครัว” (Family Risk Management System) ที่มองเห็นช่องว่างและความเชื่อมโยงของสมาชิกทุกคน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ครอบครัวไทยมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และสามารถก้าวข้ามผ่านพายุความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

จากเงินเก็บ 5 หมื่น สู่เจ้าของ “Zuwala Hotel” ปลุกบางแสนไวรัลด้วยสไตล์มินิมอล