95 วันน้ำมันไทย ความจริงหลังภาพ ‘ปั๊มแตก’ และบททดสอบความมั่นคงพลังงาน
สำรวจข้อเท็จจริงเบื้องหลังวิกฤตน้ำมัน 95 วันน้ำมันไทย ความจริงหลังภาพ ‘ปั๊มแตก’ และบททดสอบความมั่นคงพลังงาน และการวางแผนระยะยาวด้านความมั่นคงทางพลังงาน
ในช่วงเช้าของวันที่ 3 มีนาคม 2569 ภาพที่ปรากฏตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศไทย จนกระทั่งหลายสถานีต้องแขวนป้าย 'น้ำมันหมด' ชั่วคราว ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีน้ำมันหยดเดียวขาดแคลนจากคลังสำรองของประเทศ
เหตุการณ์นี้คือผลพวงจากความตื่นตระหนกที่สะสมมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางขยายตัว และปะทุขึ้นเต็มขั้นหลังกระแสข่าวการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน วันนี้ (11 มีนาคม 2569) สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเวทีเสวนา 'ความมั่นคงพลังงานไทย ภายใต้วิกฤตการณ์โลก' เพื่อถอดบทเรียนและวางแผนรับมือระยะยาว ซึ่งรายงานพิเศษชิ้นนี้รวบรวมสาระสำคัญจากเวทีดังกล่าวที่น่าสนใจ
เพื่อหาความจริงเบื้องหลัง "ปริมาณน้ำมันสำรองของไทย" และ "ความมั่นคงด้านพลังงานของไทย" อยู่จุดไหนกันแน่?
ตัวเลขจริงเบื้องหลัง 95 วัน ความมั่นคงน้ำมันไทย
ดร.สราวุฒิ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า 'น้ำมันไม่ขาดแคลน' พร้อมเปิดเผยโครงสร้างปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 95 วัน ซึ่งแบ่งออกเป็นสามชั้น ได้แก่
ชั้นแรก คือ น้ำมันในประเทศ ราว 39-40 วัน ประกอบด้วยน้ำมันหมุนเวียนในการค้าปกติ 14 วัน และน้ำมันสำรองตามกฎหมายอีก 25 วัน
ชั้นที่สอง คือ น้ำมันระหว่างขนส่ง 26 วัน ซึ่งไทยชำระเงินแล้วและกำลังเดินทางมาทางเรือ
ชั้นที่สาม คือ น้ำมันตามสัญญาที่รอคิวขนส่งอีก 30 วัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงของช่องแคบฮอร์มุซ
ดร.สราวุฒิ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีก๊าซหุงต้ม (LPG) นั้นสถานการณ์มั่นคงกว่า เนื่องจากไทยผลิตได้เองจากอ่าวไทยถึง 60% ของความต้องการในประเทศ ปัจจุบันมีสำรองประมาณ 19 วัน แม้จะหยุดนำเข้าทั้งหมดก็ยังพอประคองได้
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ภาพที่ปรากฏในวันนั้นดูวุ่นวายทั้งที่น้ำมันไม่ขาด เกิดจากยอดการเติมน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากวันปกติ รถบรรทุกน้ำมันที่วิ่งส่งวันละ 3 คันต้องเพิ่มเป็น 9 คัน แต่ยังไม่ทันต่อความต้องการ ระบบโลจิสติกส์สะดุดชั่วคราว โดยเฉพาะปั๊มอิสระที่ไม่มีสัญญาผูกพันระยะยาวกับโรงกลั่น
รัฐบาลใช้ยาแรงพระราชกำหนดฯ ป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยังชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญถึงการรับมือของรัฐบาลต่อวิกฤตที่เกิดขึ้นว่า ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรีตัดสินใจหยิบพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ขึ้นมาใช้ กฎหมายดังกล่าวตราขึ้นในยุควิกฤตสงครามอาหรับ-อิสราเอลและไม่ค่อยถูกนำมาใช้บ่อยนัก สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมองสถานการณ์ครั้งนี้ด้วยความจริงจังอย่างสูง
มาตรการสำคัญในพระราชกำหนดฯ ประกอบด้วยการระงับการส่งออกน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และ LPG ทุกชนิด โดยมีข้อยกเว้นสำหรับการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา เนื่องจากไทยจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ทางพลังงานกับทั้งสองประเทศในฐานะที่ต้องซื้อไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติจากพวกเขาเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มปริมาณสำรองขั้นต่ำตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% ทยอยปรับเป็น 1.5% ภายในสิ้นเดือนมีนาคม และ 3% ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2569 เพื่อรองรับความต้องการช่วงสงกรานต์ มาตรการนี้จะเพิ่มระยะเวลาสำรองได้อีกประมาณ 7 วัน ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 102 วัน
อีกทั้ง กระทรวงพลังงานยังมีแผนเผชิญเหตุไว้ถึง 63 มาตรการ ตั้งแต่การรณรงค์ประหยัดพลังงาน เช่น Work from Home และปรับอุณหภูมิแอร์ที่ 26 องศา ซึ่งช่วยลดการใช้ได้ประมาณ 10% ไปจนถึงแผนปันส่วนน้ำมัน หากวิกฤตเข้าสู่ระดับที่น้ำมันสำรองในประเทศเหลือไม่ถึง 25 วัน โดยจะให้ความสำคัญกับรถพยาบาล รถตำรวจ และรถดับเพลิงก่อน
สำหรับอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้ประชาชนไม่เจ็บปวดทันทีจากราคาตลาดโลก คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันรัฐบาลใช้เงินกองทุนอุดหนุนราคาดีเซลอยู่ที่ 12-19 บาทต่อลิตร กองทุนเพิ่งฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกเล็กน้อยก่อนเกิดวิกฤต จึงพอมี 'หน้าตัก' รองรับแรงกระแทกได้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี กองทุนไม่ใช่แหล่งทรัพยากรที่ไม่มีขีดจำกัด หากราคาตลาดโลกยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง รัฐบาลอาจต้องพิจารณาปรับราคาขายปลีกแบบ 'ขั้นบันได' ครั้งละไม่เกิน 50 สตางค์ เพื่อให้ตลาดรับได้โดยไม่กระตุ้นความตื่นตระหนกรอบใหม่
แรงงานนอกระบบกลุ่มเปราะบางท่ามกลางวิกฤตพลังงาน
ทางฝั่งนักวิชาการ ดร.เพิ่มบวร ทรัพย์สิน จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในวิกฤตนี้คือแรงงานนอกระบบซึ่งมีพลังงานเป็นต้นทุนหลักในการทำมาหากินโดยตรง ไรเดอร์ส่งอาหารและพัสดุซึ่งมีจำนวนถึง 1 ล้านคน รวมกับคนขับแท็กซี่อีก 8 แสนคน และพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ล้วนอยู่ในสถานะที่เปราะบางเป็นพิเศษ
สาเหตุหลักคือพวกเขาไม่มีอำนาจต่อรองในการปรับราคาค่าบริการ ราคาค่าส่งถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ส่วนค่าแท็กซี่ถูกควบคุมโดยกฎระเบียบของรัฐ เมื่อต้นทุนพลังงานพุ่งขึ้น รายได้ที่แท้จริงจึงลดลงโดยอัตโนมัติ
แนวทางแก้ไขระยะยาวอย่างการเปลี่ยนไปใช้รถ EV ก็ยังติดกับดักของตัวเอง เนื่องจากต้นทุนแบตเตอรี่ที่สูงมาก และสถาบันการเงินมักไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ 'ฟื้นตัวช้าที่สุด' และหากค่าพลังงานสูงต่อเนื่อง ผลกระทบจะส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปถึงราคาอาหารและค่าครองชีพของประชาชนทั่วไปในที่สุด
ด้าน ดร.อนิชา อนุชิตชาญชัย จากสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยข้อมูลที่ชี้ให้เห็นรากเหง้าของความเปราะบางดังกล่าว โดยพบว่าภาคขนส่งใช้พลังงานมากที่สุดในประเทศ คิดเป็น 40% ของการใช้พลังงานรวม และในจำนวนนั้น 80% เป็นการขนส่งทางถนนที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก ขณะที่การขนส่งทางรางที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ากลับมีสัดส่วนไม่ถึง 1%
โดยไทยใช้น้ำมันในภาคขนส่งวันละ 150 ล้านลิตร และมากกว่า 90% ของน้ำมันดิบที่ใช้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
"เราเหมือนเอาชีวิตเราไปฝากกับอะไรที่มันผันผวน... ระบบขนส่งของเรามันเลยเป็นระบบที่มีความเปราะบางมาก เพราะมันไปผูกอยู่กับความผันผวนของพลังงานของโลก" ดร.อนิชา กล่าว
ทั้งนี้ ดร.เรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล และคุณแทนวัน โตโพกลาง นำเสนอแนวทางก้าวข้ามวิกฤตในระยะยาวภายใต้กรอบ 'Resilience' หรือความยืดหยุ่น ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การมีสำรองพลังงานมาก แต่คือการสร้างระบบที่สามารถรับมือกับความเสี่ยงโลกได้โดยไม่สะดุด โดยแยกประเด็น ดังนี้
- กระจายแหล่งจัดหาพลังงาน
ประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือการลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง ปัจจุบันน้ำมันนำเข้าของไทยถึง 50-60% ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากเส้นทางนี้มีปัญหา ครึ่งหนึ่งของน้ำมันที่ไทยต้องการจะหายไปทันที การหันไปหาแหล่งจัดหาจากอเมริกาหรือภูมิภาคอื่นแม้มีต้นทุนขนส่งสูงกว่า แต่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความมั่นคง
- Energy Transition และเชื้อเพลิงชีวภาพ
ยุทธศาสตร์ที่ทำได้เร็วที่สุดคือการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล โดยปรับสูตรจาก B5 เป็น B7 เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้า ควบคู่ไปกับการมุ่งสู่พลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไทยมีศักยภาพสูง
- การสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) และเปิดเสรีตลาด
ไทยยังขาดระบบ Strategic Petroleum Reserve ระดับชาติที่แท้จริง แนวทางที่กำลังพิจารณาคือการดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนสร้างคลังสำรองผ่านโมเดล PPP ส่วนการเปิดเสรีตลาดพลังงาน โดยเฉพาะในภาคไฟฟ้าและก๊าซ จะช่วยให้เทคโนโลยีและประสิทธิภาพสูงขึ้นเร็วกว่าการที่รัฐสั่งการเพียงอย่างเดียว แต่กระบวนการนี้ต้องการเวลาปรับตัวถึง 15-20 ปี
...
ท้ายสุดนี้ ข้อสรุปที่ได้จากเวทีดังกล่าว ที่สำคัญคือ
"โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและต้นทุนที่ต่ำที่สุด ไปสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ"
แม้ประเทศไทยผ่านการทดสอบเบื้องต้นในวิกฤตครั้งนี้มาได้ รัฐบาลมีเครื่องมือและปริมาณสำรองพอสมควร มาตรการฉุกเฉินถูกนำมาใช้อย่างรวดเร็ว และกองทุนน้ำมันช่วยดูดซับแรงกระแทกจากราคาตลาดโลกได้ในระดับหนึ่ง แต่วิกฤตนี้ยังเผยจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกหลายประการ
นอกจากนี้ การรอให้วิกฤตเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตั้งรับ คือยุทธศาสตร์ที่พ่ายแพ้ตั้งแต่ก่อนเริ่ม ความมั่นคงพลังงานในศตวรรษที่ 21 ต้องการทั้งแผนฉุกเฉินที่พร้อมใช้งาน และฝ่ายการเมืองที่พร้อมจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน.


