จุดจบ แฟชั่นด่วน! ESPR กม.ใหม่ยุโรป เปลี่ยนเกมแฟชั่นโลก ไทยได้เปรียบอย่างไร?
กฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ของยุโรปแบนทำลายสินค้า บังคับเปิดข้อมูลการผลิต ดันธุรกิจแฟชั่นสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน และเปิดโอกาสโรงงานไทยปรับตัวแข่งขันได้
KEY
POINTS
- กฎหมาย ESPR สั่งห้ามทำลายสินค้าแฟชั่นที่ขายไม่หมดโดยเด็ดขาด และบังคับให้สินค้าต้องถูกออกแบบให้ทนทาน ซ่อมแซม และรีไซเคิลได้ ซึ่งเป็นการทำลายโมเดลธุรกิจแบบ "ผลิต-ใช้-ทิ้ง" ของ Fast Fashion
- บังคับใช้ "พาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล" (Digital Product Passport) ที่ทำให้สินค้าทุกชิ้นต้องมีข้อมูลโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบจนถึงการจัดการหลังใช้งานผ่าน QR Code
- เปลี่ยนแนวโน้มการผลิตจากการสั่งล็อตใหญ่เพื่อลดต้นทุน ไปสู่การผลิตจำนวนน้อยลงเพื่อควบคุมความเสี่ยง ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวเป็นพันธมิตรด้านความยั่งยืนที่มีระบบข้อมูลดิจิทัล แทนที่การแข่งขันด้านราคา
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมานับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปประกาศผ่านมาตรการสุดท้ายภายใต้กฎหมาย Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) กฎหมายแม่บทที่กำหนดทิศทางใหม่ให้สินค้าทุกชิ้นที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปต้อง “เกิดมาเพื่อรักษ์โลก” อย่างแท้จริง ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การเลือกวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงปลายทางหลังหมดอายุการใช้งาน
นี่ไม่ใช่เพียงกฎหมายสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่คือการรื้อโครงสร้างแนวคิดการผลิตและบริโภคครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกตะวันตก
หัวใจสำคัญของ ESPR คือการยุติพฤติกรรมการทำลายสินค้าที่ขายไม่หมด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่เคยมีกรณีแบรนด์หรูเผาหรือทำลายสินค้าคงคลังเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความหายากและระดับราคา กฎหมายใหม่นี้สั่งห้ามเผา ทำลาย หรือฝังกลบสินค้าแฟชั่นที่ยังไม่ได้ใช้งานโดยเด็ดขาด สินค้าที่ขายไม่ออกต้องถูกจัดการด้วยวิธีอื่นที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยกลุ่มแรกที่ถูกบังคับใช้คือ เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ ก่อนจะขยายไปยังสินค้าไฟฟ้าและหมวดอื่นในอนาคต
ESPR คืออะไรแบบชัดๆ
กฎระเบียบการออกแบบเชิงนิเวศเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน หรือ Ecodesign for Sustainable Products Regulation - ESPR เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรปในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนภายใต้ข้อตกลงยุโรปสีเขียว (EU Green Deal) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในสหภาพยุโรปได้รับการออกแบบให้มี ความทนทานซ่อมแซมได้นำกลับมาใช้ใหม่ได้รีไซเคิลได้ และมีประสิทธิภาพด้านพลังงานตลอดวงจรชีวิต โดยครอบคลุมถึงการใช้วัสดุที่ยั่งยืน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการบังคับใช้ Digital Product Passport เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการบังคับเปิดเผยข้อมูล ตั้งแต่ปี 2025–2026 เป็นต้นไป
บริษัทต้องรายงานต่อสาธารณะถึง “ปริมาณสินค้าที่ทิ้ง” และ “เหตุผลที่ทิ้ง” เป็นรายปี การทำลายสินค้าจะทำได้เฉพาะกรณีที่มีปัญหาด้านความปลอดภัย สุขอนามัย หรือการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้จริง เหตุผลเชิงการตลาดอย่าง “ตกรุ่น” หรือ “ขายไม่ออก” จะไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างได้อีกต่อไป
ผลสะเทือนที่ชัดเจนที่สุดคือโมเดล Fast Fashion แบบผลิตจำนวนมากเพื่อให้ต้นทุนต่ำกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หากผลิตเกินความต้องการ ต้นทุนการจัดการสินค้าคงเหลือจะสูงกว่ากำไรที่คาดหวังไว้
แบรนด์จำเป็นต้องจ้างบริษัทรีไซเคิลหรือพัฒนาระบบหมุนเวียนสินค้า ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ย่อมถูกสะท้อนผ่านราคาขาย หรือถูกผลักภาระกลับมายังผู้ผลิตต้นน้ำ
แนวโน้มการสั่งผลิตจึงมีโอกาสเปลี่ยนจากล็อตใหญ่ระดับล้านชิ้น มาเป็นการผลิตแบบ Small Lot เพื่อทดสอบตลาดและควบคุมความเสี่ยง โรงงานที่สามารถปรับสายการผลิตให้ยืดหยุ่น ตอบสนองเร็ว และควบคุมคุณภาพได้ดี จะได้เปรียบอย่างชัดเจน
ไทยได้เปรียบอย่างไร?
ในมุมนี้ โรงงานไทยมีศักยภาพไม่น้อย ทั้งในด้านความประณีตและความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ หากสามารถพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน ก็อาจกลายเป็นจุดแข็งเหนือคู่แข่งรายใหญ่ที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณค่าเชิงสิ่งแวดล้อม
ไทยได้เปรียบจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เน้นคุณภาพ ความยืดหยุ่น และการผลิตล็อตเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มใหม่ของยุโรปที่ต้องการลดการผลิตเกินจำเป็น ภายใต้กฎหมาย ESPR โรงงานที่ปรับตัวเร็ว ใช้ระบบดิจิทัลเก็บข้อมูล ตรวจสอบย้อนกลับได้ และพิสูจน์แหล่งที่มาวัตถุดิบอย่างโปร่งใส จะกลายเป็นคู่ค้าที่แบรนด์ยุโรปต้องการมากกว่าโรงงานที่เน้นปริมาณราคาถูก ทำให้ไทยมีโอกาสขยับจากผู้รับจ้างผลิต ไปสู่พันธมิตรด้านความยั่งยืนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
อีกกลไกสำคัญภายใต้ ESPR คือแนวคิด Digital Product Passport (DPP)
ซึ่งจะกำหนดให้สินค้าทุกชิ้นมีข้อมูลดิจิทัลแนบติดไปตลอดวงจรชีวิต เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ โรงงานผู้ผลิต ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และวิธีการกำจัดหลังใช้งาน เสื้อผ้าแต่ละตัวอาจมี QR Code ที่ผู้บริโภคสแกนเพื่อตรวจสอบข้อมูลได้ทันที หากผู้ผลิตไม่สามารถจัดเตรียมข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ สินค้าอาจไม่ผ่านด่านศุลกากรของสหภาพยุโรป
สิ่งนี้ทำให้โรงงานไทยต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับจ้างผลิต” ไปสู่ “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” ที่เสนอแนวทางออกแบบเพื่อการรีไซเคิล เลือกใช้วัสดุที่แยกชิ้นส่วนง่าย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การมีใบรับรองแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เช่น ฝ้ายจากแหล่งที่ไม่ทำลายป่าไม้ หรือโพลีเอสเตอร์จากการรีไซเคิลขวดพลาสติก จะกลายเป็นข้อกำหนดพื้นฐาน ไม่ใช่จุดขายเสริมอีกต่อไป
ภายในโรงงานเอง ระบบการจัดการเศษผ้าและวัสดุเหลือใช้ต้องเป็นระบบ มีการเก็บข้อมูลและสามารถพิสูจน์ได้ว่าเศษวัสดุถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์จริง การปั่นเส้นใยใหม่จากเศษผ้าเพื่อแสดงความเป็น Green Factory จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า การจดบันทึกด้วยกระดาษจะไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบเพื่อรองรับการเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบ DPP ของยุโรป
ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างตลาดก็จะเปลี่ยนไป Outlet และตลาดมือสองมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แบรนด์จะเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนจะกลายเป็นภาระทางกฎหมาย ธุรกิจ Resale หรือการรับซื้อคืนสินค้าเพื่อซ่อมและจำหน่ายใหม่จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริการซ่อมแซมและให้เช่าสินค้าจะกลับมาได้รับความนิยม ห้างสรรพสินค้าอาจจัดสรรพื้นที่เพื่อบริการเหล่านี้มากขึ้น อาชีพช่างตัดเย็บและช่างซ่อมเสื้อผ้าจะกลับมามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
ร้านค้าในสหภาพยุโรปจะต้องมีจุดรับคืนสินค้าเก่าเพื่อนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างเป็นทางการ การบริจาคสินค้าจะถูกทำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น แบรนด์ต้องทำงานร่วมกับองค์กรการกุศลที่น่าเชื่อถือ เพื่อยืนยันว่าการส่งต่อสินค้าเกิดประโยชน์จริง ไม่ใช่การผลักภาระขยะไปยังประเทศกำลังพัฒนา เพราะการละเมิดอาจนำไปสู่บทลงโทษย้อนหลังที่รุนแรง
ESPR จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายสิ่งแวดล้อม
แต่คือการเปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือทั้งความท้าทายและโอกาส หากปรับตัวทัน ลงทุนในระบบข้อมูล ความโปร่งใส และนวัตกรรมด้านวัสดุอย่างจริงจัง ก็อาจเปลี่ยนแรงกดดันจากกฎหมายให้กลายเป็นแต้มต่อทางการแข่งขัน ในตลาดที่ผู้ซื้อยุโรปถูกบังคับด้วยกฎหมายให้เลือกคู่ค้าที่ได้มาตรฐาน ความสามารถด้านความยั่งยืนอาจมีน้ำหนักมากกว่าการต่อรองราคา
ในท้ายที่สุด กฎหมายนี้อาจไม่ได้เป็น “อวสาน” ของแฟชั่น หากแต่เป็นอวสานของโมเดลธุรกิจที่ไม่รับผิดชอบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
และสำหรับผู้ที่มองเห็นทิศทางและยอมปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ESPR อาจกลายเป็นทางรอดและโอกาสครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยในเวทีโลก
บทสรุป
ภายใต้ กฎหมาย ESPR ของสหภาพยุโรป การทำ Digital Product Passport (DPP) ไม่ใช่แค่การจัดเก็บป้าย QR Code แต่เป็น การยกเลิกระบบจดบันทึกด้วยมือหรือกระดาษแบบเดิม และเปลี่ยนมาเป็น ระบบดิจิทัลที่มีโครงสร้าง (structured data) ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ข้อมูลสามารถถูกตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ได้อย่างชัดเจนทั้งในห่วงโซ่อุปทานและระบบของ EU เอง
ทำไมผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนจากเอกสารกระดาษไปสู่ระบบดิจิทัล
1. ต้องรวบรวมข้อมูลแบบเชื่อมโยงกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน
DPP จะต้องรวมข้อมูลตั้งแต่ องค์ประกอบของวัสดุ ที่ใช้, ที่มาของวัตถุดิบ, กระบวนการผลิต, มาตรฐาน / ใบรับรอง, ไปจนถึง ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และข้อมูลสำหรับการซ่อม-รีไซเคิล
การเก็บข้อมูลแบบกระจัดกระจายในเอกสารหรือระบบแยกส่วน จะไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ เพราะข้อมูลต้อง นำมารวมกันเป็นฐานข้อมูลที่เดียว (centralised / interoperable) และที่สำคัญคือ ตรวจสอบย้อนกลับได้ (traceability)
2. ต้องสามารถตรวจสอบได้ทันทีทั้งต่อหน่วยงานรัฐและผู้บริโภค
ข้อมูลทั้งหมดใน DPP จะถูกเชื่อมโยงกับ รหัสประจำชิ้น (unique product identifier) ที่เข้าถึงได้ผ่าน QR Code หรือเทคโนโลยีดิจิทัลอื่น ทำให้หน่วยงานตรวจสอบหรือผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลครบถ้วนของสินค้าทุกชิ้นทันที เช่น แหล่งที่มา, การผลิต, ความยั่งยืน, และข้อปฏิบัติการรีไซเคิล
3. ข้อมูลต้องเป็นมาตรฐานและสามารถแลกเปลี่ยนกันได้
ข้อมูลที่ใช้ใน DPP ต้องจัดเก็บในรูปแบบที่ สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ (เช่น JSON-LD หรือ GS1 Digital Link) เพื่อให้ระบบต่างๆ ของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และของ EU สามารถสื่อสารข้อมูลร่วมกันได้
ผลกระทบกับระบบข้อมูลภายในของผู้ประกอบการ
- เลิกระบบจดกระดาษ แม้จะเหมาะกับการจดบันทึกภายใน แต่ไม่สามารถรองรับการเชื่อมข้อมูลทั้งห่วงโซ่อุปทาน
- ต้องติดตั้งหรืออัปเกรดระบบดิจิทัล เช่น ERP / PLM / PIM เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกด้านของสินค้าตั้งแต่แรกผลิต
- ข้อมูลต้องเชื่อมโยงและตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเฉพาะข้อมูลด้านวัสดุ กระบวนการ และตัวเลข ESG
- ต้องสามารถอัปเดตข้อมูลทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตลอดไลน์การผลิต เพื่อให้ DPP ถูกต้องและทันเวลาที่สินค้าจะเข้าสู่ตลาด EU
การเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลสำหรับเก็บข้อมูลการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน เป็น หัวใจสำคัญของการสร้าง Digital Product Passport ภายใต้ ESPR ระบบนี้ทำให้:
- สินค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งต้นทาง–ปลายทาง
- ผู้ประกอบการสามารถแสดงข้อมูลด้านความยั่งยืนได้อย่างโปร่งใส
- สินค้าสามารถผ่านการตรวจสอบที่ด่านศุลกากรของ EU เพื่อเข้าสู่ตลาดได้
การลงทุนในระบบดิจิทัลด้านข้อมูลจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเสริม แต่คือ ข้อจำเป็นเพื่อการค้ากับยุโรปในยุคถัดไป
ที่มา:
www.europarl.europa.eu
www.traceforgood.com
https://een.ec.europa.eu


