ส่องที่มาทำไมราคาทองแดงพุ่งแรง! สัญญาณเศรษฐกิจดิจิทัล Data Center และ AI
ทองแดงทะลุ 13,000 ดอลลาร์ต่อตัน รับแรงหนุนดีมานด์ Data Center–AI ปัญหาอุปทาน และภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
KEY
POINTS
- ความต้องการทองแดงเพิ่มขึ้นมหาศาลจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการพัฒนาเทคโนโลยี AI ซึ่งต้องใช้ทองแดงเป็นส่วนประกอบหลักในปริมาณมาก
- อุปทานทองแดงในตลาดโลกตึงตัวจากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างชิลีและอินโดนีเซียประสบปัญหาด้านการผลิต ทำให้ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันต่อความต้องการที่สูงขึ้น
- นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทองแดงในอัตราสูง กระตุ้นให้เกิดการเร่งซื้อเพื่อกักตุนก่อนภาษีมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ราคาทองแดงในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น
ช่วงนี้หลายคนอาจจับตาไปที่ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ทุกๆวัน แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีโลหะอีกชนิดหนึ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน นั่นคือ “ทองแดง” ซึ่งในปี 2025 ราคาพุ่งขึ้นมากกว่า 40% และเพิ่มขึ้นอีกกว่า 9% นับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา
การพุ่งสูงขึ้นของราคาทองแดงใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด หากผู้ที่กำลังสร้างบ้านหรือต่อเติมซ่อมแซมบ้าน คงประหลาดใจกับราคาอุปกรณ์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด นอกจากนั้น ทองแดงเปรียบเหมือนเส้นเลือดของโรงงานอุตสาหกรรม หากราคาทองแดงยังคงสูงอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่ม สุดท้ายผู้บริโภคก็ต้องแบกรับราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย
หากอ้างอิงราคาตลาดลอนดอน (London Metal Exchange: LME) ราคาทองแดงพุ่งทะลุระดับ 13,000 ดอลลาร์ต่อตัน (คิดเป็นประมาณ 405,080 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนล่าสุดราว 31.16 บาทต่อดอลลาร์) และเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ราว 13,387 ดอลลาร์ ขณะที่ในตลาดสหรัฐ ราคาซื้อขายล่วงหน้าขึ้นไปถึง 6.20 ดอลลาร์ต่อปอนด์ สาเหตุหลักมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เป็นต้น
ทองแดงคือตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
ทองแดงมีบทบาทสำคัญในระบบไฟฟ้า ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้าง เครื่องจักรอุตสาหกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชนิด หากเศรษฐกิจกำลังขยายตัว มีการสร้างโรงงาน สร้างเมือง สร้างโครงข่ายระบบไฟฟ้าใหม่ ความต้องการทองแดงก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ ราคาทองแดงคือหนึ่งในตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะมันมักสะท้อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดี หากราคาทองแดงพุ่งขึ้น มักหมายถึงภาคอุตสาหกรรมกำลังเติบโต แต่ถ้าราคาปรับลดลง ก็อาจเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว
ซึ่งแตกต่างจากทองคำที่คนมักซื้อเก็บไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเงินเฟ้อ ทองแดงถูกซื้อเพื่อนำไปใช้งานจริง ไม่ใช่เพื่อเก็บสะสม สิ่งนี้ทำให้ราคาของทองแดงสัมพันธ์กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่า
อะไรทำให้ราคาทองแดงพุ่งเร็วขนาดนี้? สาเหตุที่ราคาทองแดงพุ่งอย่างรวดเร็ว มีปัจจัยหลักๆ ได้แก่
- การขาดแคลนทองแดงเนื่องจากมีผู้ซื้อจำนวนมาก: ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ผู้ซื้อจำนวนมากเร่งดึงทองแดงออกจากคลังสินค้าในตลาดโลหะลอนดอน (LME) เมื่อตลาดรับรู้ว่าทองแดงเริ่มหายาก โรงงานต่างๆจึงรีบสั่งซื้อล่วงหน้า ทำให้เกิดความต้องการ (Demand) สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น จึงทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การเพิ่มขึ้นของ Data Center และ AI: การลงทุนใน Data Center และ AI ต้องใช้ทองแดงมากมายเป็นส่วนประกอบหลัก ทั้งในสายไฟ ระบบจ่ายไฟ หม้อแปลง และระบบทำความเย็น มีการประเมินคร่าวๆว่า การสร้าง Data Center 1 แห่ง อาจต้องใช้ทองแดงถึง 5 หมื่นตัน
- ปัญหาจากฝั่งผู้ผลิต: ประเทศอย่างชิลีและอินโดนีเซียคือผู้ส่งออกแร่ทองแดงหลักของโลก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อุปสรรคด้านกฏระเบียบและข้อจำกัดด้านการผลิต เมื่อเหมืองแร่ทองแดงผลิตได้ไม่เต็มกำลัง ปริมาณทองแดงในตลาดโลกลดลงเพราะทองแดงไม่ใช่สินค้าที่เพิ่มกำลังการผลิตได้รวดเร็วเหมือนสินค้าการเกษตร ทำให้การผลิตทองแดงไม่สามารถเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการโลกได้ ราคาจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- สหรัฐฯเพิ่มภาษีนำเข้าทองแดงสูงถึง 50%: นโยบายเก็บภาษีนำเข้าทองแดงในอัตราสูงถึง 50% ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา มีเป้าหมายเพื่อสะสมสำรองแร่ธาตุเชิงกลยุทธ์และความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ ทำให้สร้างแรงกดดันให้ผู้ซื้อทองแดงเร่งกว้านซื้อก่อนภาษีมีผลบังคับใช้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดโลกราคาทองแดงโลกและระบบห่วงโซ่อุปทานของประเทศคู่ค้าหลัก
สุดท้ายแล้วราคาจะไปสุดที่ตรงไหน?
แม้ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ราคาทองแดงจะพุ่งแรง แต่นักวิเคราะห์บางสำนักคาดการณ์ว่าการปรับขึ้นครั้งนี้อาจใกล้จุดสูงสุดแล้วที่ราคาประมาณ 13,000 ดอลล่าร์/ตัน ในช่วงไตรมาสแรก แล้วอาจจะค่อยๆลดลงมาใกล้เคียง 11,000 ดอลล่าร์/ตัน ภายในปลายปีนี้ หากราคาทองแดงยังอยู่ในระดับสูง สิ่งนี้อาจสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตไปในทิศทางบวก ทั้งนี้ เรายังคงต้องจับตานโยบายภาษีทองแดงสหรัฐฯในกลางปีนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลให้ราคาผันผวนได้เช่นกัน


