posttoday

ได้ผลจริง! วิวัฒนาการ "หวานน้อย" ติดปากคนไทย ลดการสั่งหวานได้แล้วกว่า 57%

12 กุมภาพันธ์ 2569

ส่องวิวัฒนาการ "หวานน้อย" คำพูดสั่งเครื่องดื่มชงติดปากคนไทย ที่ได้ผลจริง เพราะลดการสั่งหวานได้แล้วกว่า 57%

KEY

POINTS

  • แคมเปญ "หวานน้อยสั่งได้" ประสบความสำเร็จ ทำให้คนไทยหันมาเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยเพิ่มขึ้นกว่า 57% ภายในปี 2566
  • ผลลัพธ์จากแคมเปญทำให้ปริมาณการบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยของคนไทยลดลงจาก 25 ช้อนชาต่อวัน เหลือเพียง 8 ช้อนชาต่อวัน
  • มีการยกระดับมาตรฐานใหม่โดยร่วมมือกับร้านกาแฟแบรนด์ใหญ่ กำหนดให้ "หวานปกติ" มีระดับความหวานเท่ากับ "หวาน 50%" เพื่อลดการบริโภคน้ำตาลลงอีก

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Regional Health – Southeast Asia ในปี 2025 กล่าวถึง ความสำเร็จของ ‘ประเทศไทย’ กับนโยบายและแคมเปญ ‘หวานน้อยสั่งได้’ ซึ่งทำให้คนไทยสามารถบริโภคน้ำตาลลดลงได้กว่า 57% ในระยะเวลา 5 ปี

 

 

นโยบายและแคมเปญในประเทศไทยต่อ ‘เครื่องดื่มหวานน้อย’

 

ในช่วงปี 1990 -2018 ประเทศไทยบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากน้อยกว่า 1 แก้วต่อสัปดาห์เป็นมากกว่า 4 แก้วต่อสัปดาห์

 

ในปี 2019 สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล รายงานว่า ปริมาณการบริโภคน้ำตาลทั้งประเทศอยู่ที่ 2.5 ล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับ 25 ช้อนชาต่อคนต่อวัน และ 18 ช้อนชามาจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ซึ่งเกินกว่าข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้เริ่มมาตรการลดการบริโภคน้ำตาล เริ่มตั้งแต่ ปี 2017 ได้จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

 

ต่อมาในปี 2020 กรมอนามัยได้เปิดตัว นโยบายและแคมเปญเครื่องดื่มหวานน้อย เกิดขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่เกี่ยวกับภาษี เพื่อควบคุมการบริโภคน้ำตาลเกินพอดี โดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือประชากรวัย 15-59 ปี

โดยเน้น ‘การลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ และติดฉลากแสดงระดับน้ำตาลในร้านกาแฟ’ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพได้ ( หรือ เลือกเครื่องดื่มหวานน้อย หรือไม่หวานนั่นเอง)

 

คนไทยเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยเพิ่มขึ้นเกิน 50%

 

ในเดือนเมษายน 2020 ข้อมูลยอดขายเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จากร้านกาแฟที่เข้าร่วม 9,674 ร้าน พบว่า 32% ของผู้บริโภคไทยเลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยในช่วงเริ่มต้น  หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มหวานน้อย และติดฉลากแสดงปริมาณน้ำตาล โดยมีระดับตั้งแต่

 

0% ไม่เติมน้ำตาล

25% น้ำตาล 2.5 ช้อนชา

50% น้ำตาล 5 ช้อนชา

75% น้ำตาล 7.5 ช้อนชา

100% น้ำตาล 10 ช้อนชาต่อแก้ว

 

ซึ่งฉลากเหล่านี้จะต้องถูกติดในจุดที่มองเห็นง่าย  หลังจากผ่านไป 3 เดือน ยอดขายจากร้านกาแฟที่เข้าร่วมแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยเพิ่มขึ้นเป็น 55%

 

ในระยะต่อมา ทางกรมอนามัย ได้มีการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่  ร้านแฟรนไชส์ และแพลตฟอร์มส่งอาหารออนไลน์ ในระยะเวลาต่อไป เพื่อโปรโมตมาตรฐานน้ำตาล น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 กรัมต่อ 100 มล. ตามมาตรฐาน WHO

 

ข้อมูลปรากฎว่าหลังจากมาตรการดังกล่าวในปี 2023 พบว่า

 

57% ของผู้บริโภคเลือกเครื่องดื่มหวานน้อย ขณะที่แพลตฟอร์มส่งอาหารออนไลน์รายงานว่าปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยต่อเครื่องดื่มลดลง 12.2 กรัม นอกจากนี้ ปริมาณน้ำตาลต่อปีลดลงเหลือ 0.8 ล้านตัน จาก 2.5 ล้านตันในปี 2019 เทียบเท่ากับการบริโภคน้ำตาล 8 ช้อนชาต่อคนต่อวัน

 

ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า ผู้บริโภคไทยมีแนวโน้มเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยมากขึ้น โดยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ (75%) เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 0%–75% และ 34.1% เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเพียง 0%–25%

 

 

สู่มาตรฐานเครื่องดื่มชง หวานปกติ=หวาน 50%

 

เมื่อวานนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2569)  กระทรวงสาธารณสุข จับมือสมาคมกาแฟไทยและผู้ประกอบการ 9 แบรนด์ใหญ่ ได้แก่ อินทนิล คาเฟ่อเมซอน ออลคาเฟ่ คัดสรร เบลลินี่ แบล็คแคนยอน พันธุ์ไทย ชาวดอย และอินเตอร์คอฟ เปิดตัวมาตรฐาน ความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงทั่วประเทศไทย “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” 

ซึ่งการปรับลดมาที่ระดับ 50% ช่วยให้เครื่องดื่มส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำตาลลดลงมาอยู่ในระดับที่ร่างกายจัดการได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชาและกาแฟที่จะมีน้ำตาลเหลือเพียงประมาณ 3-4 ช้อนชา ซึ่งใกล้เคียงกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน!

 

....

 

ทั้งนี้ จากรายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายระดับชาติที่ 90% ของผู้บริโภคเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยภายในปี 2027

 

ได้ผลจริง! วิวัฒนาการ "หวานน้อย" ติดปากคนไทย ลดการสั่งหวานได้แล้วกว่า 57%

 

ข่าวล่าสุด

หุ้นไทยปิดพุ่ง 29.83 จุด รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้า คาดหวังเสถียรภาพรัฐบาล