ได้ผลจริง! วิวัฒนาการ "หวานน้อย" ติดปากคนไทย ลดการสั่งหวานได้แล้วกว่า 57%
ส่องวิวัฒนาการ "หวานน้อย" คำพูดสั่งเครื่องดื่มชงติดปากคนไทย ที่ได้ผลจริง เพราะลดการสั่งหวานได้แล้วกว่า 57%
KEY
POINTS
- แคมเปญ "หวานน้อยสั่งได้" ประสบความสำเร็จ ทำให้คนไทยหันมาเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยเพิ่มขึ้นกว่า 57% ภายในปี 2566
- ผลลัพธ์จากแคมเปญทำให้ปริมาณการบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยของคนไทยลดลงจาก 25 ช้อนชาต่อวัน เหลือเพียง 8 ช้อนชาต่อวัน
- มีการยกระดับมาตรฐานใหม่โดยร่วมมือกับร้านกาแฟแบรนด์ใหญ่ กำหนดให้ "หวานปกติ" มีระดับความหวานเท่ากับ "หวาน 50%" เพื่อลดการบริโภคน้ำตาลลงอีก
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Regional Health – Southeast Asia ในปี 2025 กล่าวถึง ความสำเร็จของ ‘ประเทศไทย’ กับนโยบายและแคมเปญ ‘หวานน้อยสั่งได้’ ซึ่งทำให้คนไทยสามารถบริโภคน้ำตาลลดลงได้กว่า 57% ในระยะเวลา 5 ปี
นโยบายและแคมเปญในประเทศไทยต่อ ‘เครื่องดื่มหวานน้อย’
ในช่วงปี 1990 -2018 ประเทศไทยบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากน้อยกว่า 1 แก้วต่อสัปดาห์เป็นมากกว่า 4 แก้วต่อสัปดาห์
ในปี 2019 สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล รายงานว่า ปริมาณการบริโภคน้ำตาลทั้งประเทศอยู่ที่ 2.5 ล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับ 25 ช้อนชาต่อคนต่อวัน และ 18 ช้อนชามาจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ซึ่งเกินกว่าข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้เริ่มมาตรการลดการบริโภคน้ำตาล เริ่มตั้งแต่ ปี 2017 ได้จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
ต่อมาในปี 2020 กรมอนามัยได้เปิดตัว นโยบายและแคมเปญเครื่องดื่มหวานน้อย เกิดขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่เกี่ยวกับภาษี เพื่อควบคุมการบริโภคน้ำตาลเกินพอดี โดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือประชากรวัย 15-59 ปี
โดยเน้น ‘การลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ และติดฉลากแสดงระดับน้ำตาลในร้านกาแฟ’ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพได้ ( หรือ เลือกเครื่องดื่มหวานน้อย หรือไม่หวานนั่นเอง)
คนไทยเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยเพิ่มขึ้นเกิน 50%
ในเดือนเมษายน 2020 ข้อมูลยอดขายเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จากร้านกาแฟที่เข้าร่วม 9,674 ร้าน พบว่า 32% ของผู้บริโภคไทยเลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยในช่วงเริ่มต้น หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มหวานน้อย และติดฉลากแสดงปริมาณน้ำตาล โดยมีระดับตั้งแต่
0% ไม่เติมน้ำตาล
25% น้ำตาล 2.5 ช้อนชา
50% น้ำตาล 5 ช้อนชา
75% น้ำตาล 7.5 ช้อนชา
100% น้ำตาล 10 ช้อนชาต่อแก้ว
ซึ่งฉลากเหล่านี้จะต้องถูกติดในจุดที่มองเห็นง่าย หลังจากผ่านไป 3 เดือน ยอดขายจากร้านกาแฟที่เข้าร่วมแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยเพิ่มขึ้นเป็น 55%
ในระยะต่อมา ทางกรมอนามัย ได้มีการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ ร้านแฟรนไชส์ และแพลตฟอร์มส่งอาหารออนไลน์ ในระยะเวลาต่อไป เพื่อโปรโมตมาตรฐานน้ำตาล น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 กรัมต่อ 100 มล. ตามมาตรฐาน WHO
ข้อมูลปรากฎว่าหลังจากมาตรการดังกล่าวในปี 2023 พบว่า
57% ของผู้บริโภคเลือกเครื่องดื่มหวานน้อย ขณะที่แพลตฟอร์มส่งอาหารออนไลน์รายงานว่าปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยต่อเครื่องดื่มลดลง 12.2 กรัม นอกจากนี้ ปริมาณน้ำตาลต่อปีลดลงเหลือ 0.8 ล้านตัน จาก 2.5 ล้านตันในปี 2019 เทียบเท่ากับการบริโภคน้ำตาล 8 ช้อนชาต่อคนต่อวัน
ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า ผู้บริโภคไทยมีแนวโน้มเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยมากขึ้น โดยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ (75%) เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 0%–75% และ 34.1% เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเพียง 0%–25%
สู่มาตรฐานเครื่องดื่มชง หวานปกติ=หวาน 50%
เมื่อวานนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2569) กระทรวงสาธารณสุข จับมือสมาคมกาแฟไทยและผู้ประกอบการ 9 แบรนด์ใหญ่ ได้แก่ อินทนิล คาเฟ่อเมซอน ออลคาเฟ่ คัดสรร เบลลินี่ แบล็คแคนยอน พันธุ์ไทย ชาวดอย และอินเตอร์คอฟ เปิดตัวมาตรฐาน ความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงทั่วประเทศไทย “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%”
ซึ่งการปรับลดมาที่ระดับ 50% ช่วยให้เครื่องดื่มส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำตาลลดลงมาอยู่ในระดับที่ร่างกายจัดการได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชาและกาแฟที่จะมีน้ำตาลเหลือเพียงประมาณ 3-4 ช้อนชา ซึ่งใกล้เคียงกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน!
....
ทั้งนี้ จากรายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายระดับชาติที่ 90% ของผู้บริโภคเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยภายในปี 2027


