"มนุษย์ 1 ใน 5 คนจะป่วยเป็นมะเร็ง" เสียงสะท้อน 5 ประเด็นเร่งด่วน แก้ไขระบบรักษาก่อนสาย
"มนุษย์ 1 ใน 5 คนจะป่วยเป็นมะเร็ง" เสียงสะท้อน 5 ประเด็นเร่งด่วน แก้ไขระบบรักษาก่อนสาย ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
KEY
POINTS
- องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติคาดการณ์ว่า 1 ใน 5 คนจะเผชิญกับโรคมะเร็ง และภาระโรคมะเร็งทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 77% ภายในปี 2050 ซึ่งสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาระบบสาธารณสุข
- มีการเสนอ 5 ประเด็นเร่งด่วนเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการรักษาเชิงรุก ได้แก่ การลงมือทำจริง, การกระจายบริการ, การเสริมระบบสนับสนุนผู้ป่วย, การลงทุนด้านบุคลากรและมาตรฐาน, และการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค
- ความท้าทายสำคัญของไทยคือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาขั้นสูง ยานวัตกรรมใช้เวลานานกว่าจะเข้าสู่บัญชียาหลัก และบริการส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ
แม้โลกจะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่ภาระโรคมะเร็งทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 77% ภายในปี 2050 โดยองค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติคาดการณ์ว่า 1 ใน 5 คนจะต้องเผชิญกับโรคมะเร็งในช่วงชีวิต สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันความร่วมมือเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ
สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่และผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปีละหลักแสนคน โดยผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ในวัยทำงาน ส่งผลกระทบทั้งครอบครัวและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญคือความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษาที่ก้าวหน้า อีกทั้งยานวัตกรรมหรือยามะเร็งต้องใช้เวลาเฉลี่ยมากกว่า 7 ปีในกระบวนการตั้งแต่การได้รับอนุมัติให้วางตลาดจนถึงการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ (NLEM)
ทางเลือกด้านการเงินอย่าง Cancer Drug Fund ซึ่งเป็นกลไกที่เน้นวินัยทางการคลังผ่านการกำหนดเพดานงบประมาณ และแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกับภาคเอกชน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่จำเป็นและมีคุณภาพสูงได้เร็วยิ่งขึ้น
ภายในงาน World Cancer Leaders’ Summit (WCLS) 2025 ที่ผ่านมา มีการเสวนาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านมะเร็งเต้านมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเซสชันที่จัดโดย โรช ไทยแลนด์ พบว่า ภูมิภาคของเรากำลังแบกรับภาระโรคมะเร็งเต้านมที่สูงเกินสัดส่วน และมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำ-ปานกลาง ถือเป็นปัญหาร่วมที่ต้องช่วยกันแก้ไข โดยชี้ให้เห็นถึง “5 ประเด็นเร่งด่วน” เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ได้แก่
- การยกระดับจากการมีแผนสู่การลงมือทำจริงพร้อมตัวชี้วัดและความรับผิดชอบที่ชัดเจน
- การกระจายบริการและขยายการเข้าถึง
- การเสริมระบบสนับสนุน/นำทางผู้ป่วย เพื่อเชื่อมต่อการคัดกรอง–วินิจฉัย–รักษาให้ไร้รอยต่อ
- การลงทุนด้านกำลังคนและมาตรฐานคุณภาพ
- สร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีอย่างต่อเนื่อง
รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนมะรักษ์ และนายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน WCLS 2025 ว่า
“ในวันนี้ แนวโน้มที่น่ากังวลคือมะเร็งเต้านมเริ่มส่งผลต่อผู้หญิงไทยอายุต่ำกว่า 45 ปีมากขึ้น และหลายเคสมีลักษณะที่รุนแรงกว่าเดิม ส่งผลต่อทั้งภาวะเจริญพันธุ์ ครอบครัว และการทำงาน ดังนั้นการดูแลจึงควรมองไกลกว่าการรักษาเฉพาะโรค แต่ครอบคลุมการคัดกรองที่เหมาะสมกับกลุ่มอายุน้อย การสนับสนุนด้านจิตสังคม การดูแลภาวะเจริญพันธุ์ และการดูแลระยะยาวหลังการรักษา
ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการมะเร็ง เพราะบริการด้านมะเร็งขั้นสูงยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งโรชได้นำประสบการณ์จากความร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และการทำงานในระดับภูมิภาค ทั้งการกระจายศูนย์ เพิ่มหน่วยตรวจเคลื่อนที่ และเทเลเฮลท์ มาเสริมศักยภาพของบริการในต่างจังหวัด
โดยความท้าทายสำคัญของไทยคือการตรวจพบระยะแรก เพราะเรามีเครื่องแมมโมแกรมและรังสีแพทย์ไม่เพียงพอ จึงต้องเอาโรงพยาบาลไปหาผู้ป่วย และแม้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นจะครอบคลุมมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านมได้อย่างครบถ้วน แต่ ‘ความเป็นธรรมในการได้รับการรักษา’ ต้องมากกว่าการเข้าถึง และสิ่งนั้นคือคุณภาพที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เราจึงร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติในการจัดอบรมอย่างเข้มข้น พัฒนาโครงการนำร่องให้กระบวนการตัดชิ้นเนื้อได้มาตรฐานเดียวกันทุกจังหวัด และต่อยอดเป็นระบบรับรองศูนย์มะเร็งเต้านมที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา”
ผนึกกำลังกับชุมชนด้านมะเร็ง ผ่านความร่วมมือระดับโลกและการลงมือทำในระดับท้องถิ่น
ในฐานะพันธมิตรของสมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล แมทธิว โค้ตส์ กรรมการผู้จัดการ โรช ไทยแลนด์ กล่าวว่า “การดูแลโรคมะเร็งต้องยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และแม้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์จะสำคัญ แต่ความร่วมมือก็สำคัญไม่แพ้กัน โรช ประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย และพันธมิตร เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและเหล่าผู้ดูแลเข้าถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยยกระดับผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการรักษา”
ทั้งนี้ คุณนุชวินทร์ บุญสมบัติ ผู้ป่วยมะเร็ง ร่วมแบ่งปันบทเรียนและมุมมองจากประสบการณ์การรักษาของเธอว่า “เนื่องในวันมะเร็งโลก ในฐานะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมคนหนึ่ง วันที่รู้ผลวินิจฉัยเป็นช่วงเวลาที่ช็อกมาก ๆ ค่ะ เพราะเคยเห็นคุณแม่จากไปด้วยโรคมะเร็ง เลยรู้สึกว่า ‘มะเร็งเท่ากับการสูญเสีย’ แต่เมื่อแพทย์ค่อย ๆ อธิบายแผนการรักษา โดยเฉพาะการมีแผนการรักษาที่เหมาะกับลักษณะโรคของเรา และเฉพาะจุด มันจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มาก ก็เลยทำให้กลับมามีความหวังและตั้งสติเพื่อสู้ต่อ
แม้เส้นทางการรักษาจะหนักมาก ทั้งผลข้างเคียงและความเหนื่อยล้า แต่กำลังใจจากคนรอบข้างและการติดตามอาการกับแพทย์อย่างใกล้ชิดก็ช่วยให้ผ่านช่วงเวลายาก ๆ มาได้ อยากให้ผู้ป่วยทุกคนเชื่อในคุณหมอให้มาก ๆ แล้วก็อยากบอกว่า ‘คุณไม่ได้อยู่คนเดียว’ เพราะปัจจุบันโรคมะเร็งไม่ได้น่ากลัวอย่างคิด โอกาสรอดชีวิตนั้นสูงกว่าเมื่อก่อนมากจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ และดิฉันก็อยากฝากถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านสาธารณสุขว่า
อยากขอให้คนไทยทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม เพราะนั่นหมายถึงโอกาสรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยอย่างแท้จริง”


