เปิดโผเงินเดือนปี 69 สายไอที–ผู้บริหารโตแรง บางตำแหน่งแตะ 8 แสน
อเด็คโก้เผยภาพรวมตลาดแรงงานไทยช่วงปี 2568–2569 เข้าสู่ยุค “จ้างงานแบบคัดคน” เงินเดือนประสบการณ์ไม่เกิน 3 ปี หด 5-10% ยกเว้นสายไอที AI ค่าตัวพุ่ง ส่วนผู้บริหารแตะ 8 แสน
อเด็คโก้ประเทศไทย เผยแพร่คู่มืออัตราเงินเดือนพนักงานเอกชนประจำปี 2569 หรือ Adecco Thailand Salary Guide 2026 รายงานที่รวบรวมอัตราเงินเดือนครอบคลุมตำแหน่งสำคัญในกลุ่มงานหลากหลาย รวมถึงเปิดเผยข้อมูลตลาดการจ้างงาน และผลสำรวจ Career & Work Trends 2025 ที่สะท้อนความคิดเห็นของคนทำงานไทยกว่า 1,500 คนทั่วประเทศ ในเรื่องแผนการเปลี่ยนงาน ค่าตอบแทน และเทรนด์การทำงานที่น่าสนใจ
โดยในครั้งนี้เน้นในเรื่องการทำงานกับคนต่างวัย และรูปแบบการทำงานแบบไม่ประจำ ที่กำลังถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
ตลาดแรงงาน 2568–2569: จ้างงานอย่างเลือกสรร เน้นบทบาทที่สร้างมูลค่า
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2.2% ในปี 2568 และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 ส่งผลให้องค์กรจำนวนมากปรับกลยุทธ์การบริหารกำลังคนให้รอบคอบยิ่งขึ้น อุตสาหกรรมที่เห็นการเติบโตในการจ้างงานได้แก่ อุตสาหกรรมด้านไอที เทคโนโลยี และดิจิทัล ที่ใช้ประโยชน์จาก AI, Cloud computing และ Data การจ้างงานยังคงเกิดขึ้น แต่เน้นเฉพาะตำแหน่งที่มีความจำเป็นต่อธุรกิจจริง ๆ เช่น บทบาทด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล ทักษะเฉพาะทาง และตำแหน่งผู้นำที่มีส่วนในการตัดสินใจและการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์
ในขณะเดียวกัน รูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น เช่น พนักงานสัญญาจ้าง งานตามโครงการ หรือการเอาท์ซอร์ส เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ “กลไกรองรับ” ความผันผวนของธุรกิจ โดยเฉพาะในสายงานไอที วิศวกรรม และดิจิทัล อย่างไรก็ตาม งานประจำยังคงเป็นโครงสร้างหลักของตลาดแรงงานไทย ที่ทั้งองค์กรและคนทำงานส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
แนวโน้มการจ้างงานและค่าจ้าง: ตลาดแรงงานแบบสองขั้ว
ข้อมูลจาก Thailand Salary Guide 2026 ระบุว่า ภาพรวมเงินเดือนโดยรวมยังอยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป โดย 82% ของผู้ตอบแบบสำรวจได้รับการปรับเงินเดือนในปีที่ผ่านมา อยู่ในช่วง 2–5% และมีเพียง 15% ที่คาดหวังการปรับขึ้นมากกว่า 10% ใน 12 เดือนข้างหน้า แต่หากเป็นการย้ายงาน ก็จะมีโอกาสได้อัตราเงินเดือนเพิ่มที่สูงขึ้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของตำแหน่งงานในตลาด และทักษะความสามารถของผู้สมัคร
ตามรายงานของ Salary Guide หากดูที่ค่าเฉลี่ยเงินเดือนของตำแหน่งงานในแต่ละระดับ พบว่า
ตำแหน่งเริ่มต้น ประสบการณ์ไม่เกินสามปี เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 38,000 บาท ลดลงจากปีก่อนประมาณ 5-10% ยกเว้นตำแหน่งด้านไอทีที่ยังได้ค่าตอบแทนสูง โดยในปีนี้ ตำแหน่ง Data Scientist/ Data Engineer ได้เงินเดือนสูงถึง 80,000 บาท ตามมาด้วยตำแหน่ง ERP Consultant และ Programmer/ Software Developer ที่ได้เงินเดือนสูงถึง 70,000 บาท
ตรงกันข้ามกับตำแหน่งระดับกลาง ประสบการณ์ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จนถึงผู้บริหารระดับสูง ที่ค่าเฉลี่ยเงินเดือนในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% โดยเฉพาะตำแหน่งระดับสูงที่เงินเดือนในปีนี้สูงสุดถึง 800,000 บาท ในตำแหน่ง Chief Executive Officer (CEO), Chief Artificial Intelligence Officer (CAIO) และ General Manager ในบริษัทข้ามชาติ
ขณะที่กลุ่ม C-level อื่นๆ เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 500,000 – 700,000 บาท
ลักษณะเช่นนี้ สะท้อนภาพตลาดแรงงานแบบ “สองขั้ว” ที่ค่าจ้างเติบโตไม่เท่ากัน และมีโอกาสที่จะต่างกันมากระหว่างกลุ่มทั่วไปและกลุ่มที่เป็นที่ต้องการ
โดยทั้งนี้การจะได้เงินเดือนสูง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเช่นนี้ ผู้สมัครจะต้องมีพร้อมทั้งทักษะเฉพาะของงานที่ทำ และทักษะอื่นๆ ประกอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้าน AI & Digital ที่ไม่ใช่แค่รู้จักแต่ต้องใช้เป็น รวมไปถึงทักษะภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม ทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะการคิดวิเคราะห์ จึงจะสามารถเรียกเงินเดือนได้
มาเรีย อันโทเน็ท อันซิโร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดแรงงานวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มจำนวนคน แต่เป็นเรื่องของความแม่นยำในการจ้างงาน
“องค์กรกำลังให้ความสำคัญกับตำแหน่งที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนและสนับสนุนให้เกิดประสิทธิภาพขึ้นจริง รวมไปถึงตำแหน่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัล และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว และแม้ภาพรวมค่าจ้างจะเติบโตอย่างจำกัด แต่ทักษะที่หายากและจำเป็นต่อธุรกิจยังคงมีมูลค่าสูงที่องค์กรยินดีจ่าย”
แรงงานมั่นคงขึ้น แต่แรงกดดันยังคงอยู่
ผลสำรวจ Thailand Career & Work Trend 2025-2026 พบว่า 72% ของคนทำงานยังไม่มีแผนเปลี่ยนงานใน 12 เดือนข้างหน้า มีเพียง 23% ที่บอกว่ากำลังหางานใหม่อย่างจริงจัง ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2567 ที่มีผู้มองหางานใหม่ถึง 40% สะท้อนความระมัดระวังและความต้องการความมั่นคงมากขึ้นในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ผลักดันให้คนลาออกยังคงชัดเจน ได้แก่
- ความก้าวหน้าในอาชีพที่จำกัด (47%)
- ค่าตอบแทนไม่สอดคล้อง (34%)
- สมดุลชีวิตและการทำงานที่ไม่ดี (34%)
แรงกดดันเหล่านี้เด่นชัดในกลุ่มผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ซึ่งเผชิญภาระงานและความคาดหวังที่สูงขึ้น ท่ามกลางความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันสูง
ในด้านรูปแบบการทำงาน งานประจำแบบเต็มเวลา (Full-time) ยังคงเป็นตัวเลือกหลักของแรงงานถึง 69% สะท้อนความต้องการรายได้ที่มั่นคงและสวัสดิการที่ชัดเจน ในสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
ในขณะเดียวกัน ความเปิดรับงานไม่ประจำยังอยู่ในระดับสูง โดย 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพร้อมพิจารณางานฟรีแลนซ์ งานสัญญาจ้าง หรือโครงการระยะสั้น หากค่าตอบแทนจูงใจเพียงพอ แม้จะยังมีความกังวลเรื่องความไม่มั่นคงของรายได้และสวัสดิการที่ลดลงก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มองหาประสบการณ์ที่หลากหลาย และ Baby Boomers ที่มองหางานระยะสั้นและความยืดหยุ่นในช่วงบั้นปลายอาชีพ
แรงงานหลายเจเนอเรชัน และความยืดหยุ่นในการทำงาน
ผลสำรวจพบว่า 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างวัยมีทั้งข้อดีและความท้าทาย โดยจุดแข็งที่เด่นชัดที่สุดคือ มุมมองที่หลากหลายและความสามารถในการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น (71%) ขณะที่ความท้าทายหลักยังคงเป็นความแตกต่างด้านรูปแบบการสื่อสาร (70%) รองลงมาคือ ค่านิยมและความคาดหวังในการทำงานที่แตกต่างกัน
แม้พนักงานจะตระหนักถึงคุณค่าของทีมงานที่มีความหลากหลายด้านอายุอย่างชัดเจน แต่มีเพียง 39% เท่านั้นที่ระบุว่าองค์กรมีโครงการหรือแนวทางที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันของแรงงานต่างเจเนอเรชัน โดยองค์กรส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัฒนธรรมองค์กรแบบไม่เป็นทางการ มากกว่าการมีโครงสร้างหรือโครงการที่ชัดเจน เช่น ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer)
กลยุทธ์กำลังคน คือความได้เปรียบเชิงแข่งขันขององค์กรไทย
มาเรียกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง มากกว่าความผันผวนระยะสั้น สำหรับองค์กร ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการควบคุมต้นทุนแรงงาน แต่คือการออกแบบกลยุทธ์กำลังคนที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและความยืดหยุ่นของการจ้างงาน ควบคู่กับการบริหารทีมงานหลายเจเนอเรชันอย่างเป็นระบบ ผ่านผู้นำที่เข้าใจความแตกต่างของคน และรู้จักการปรับใช้รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น
“นอกจากนี้ องค์กรควรลงทุนไปกับการเสริมทักษะของพนักงานที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว เพราะในโลกการทำงานที่ตำแหน่งเปลี่ยนเร็วกว่าอาชีพ เราเชื่อว่าทักษะคือสกุลเงินสำคัญของอนาคต การขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด Skills-Based Organization จะช่วยให้องค์กรมองเห็นและใช้ศักยภาพของบุคลากรได้ตรงกับความต้องการของธุรกิจมากขึ้น"
ขณะเดียวกัน การพัฒนาทักษะที่สามารถเคลื่อนย้ายได้หรือ Skills Portability ยังช่วยให้พนักงานไม่ถูกจำกัดอยู่กับตำแหน่งหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ทำให้สามารถเติบโต ปรับตัว และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานได้อย่างมั่นใจ ในระยะยาว แนวคิดนี้จะสร้างทั้งความคล่องตัวในการบริหารคนให้กับองค์กร และความมั่นคงทางอาชีพให้กับแรงงาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของตลาดแรงงานที่แข็งแรงและยั่งยืน”
“ทั้งนี้ผู้หางานจำเป็นต้องปรับมุมมองจากการมองหาค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การวางแผนอาชีพอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ตลาด รวมถึงสร้าง Skills Portability ของตนเอง เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งในสายงานเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยี หรือบทบาทใหม่ที่เกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังควรเปิดรับรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ผู้หางานมีทางเลือกมากขึ้น สามารถปรับตัวได้เร็ว และมีความมั่นคงทางอาชีพในระยะยาว”


