posttoday

ลูกผู้ชาย(ไม่)ต้องอดทน คำนิยาม ‘ผู้ชาย’ แบบใหม่ปี 2026

09 มกราคม 2569

เมื่อความเป็นชายถูกตีความใหม่ เรื่องนี้สำคัญอย่างไร? เพราะ ลูกผู้ชาย(ไม่)ต้องอดทน คำนิยาม ‘ผู้ชาย’ แบบใหม่ในปี 2026 ที่ให้ความสำคัญกับ ‘สุขภาพจิตผู้ชาย’ เป็นสำคัญ

KEY

POINTS

  • ค่านิยมความเป็นชายแบบดั้งเดิมที่เน้นการอดทนและเก็บกดอารมณ์ (Toxic Masculinity) ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้ชาย ทำให้ไม่กล้าขอความช่วยเหลือและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า
  • แนวคิด "Rethinking Masculinity" คือการนิยามความเป็นชายใหม่ ที่มองว่าความเข้มแข็งคือความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และการยอมรับความรู้สึกหรือขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ
  • นิยามความเป็นชายในปี 2026 จะมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ชายสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีและโอบรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น

เจาะลึกนิยาม ‘ความเป็นชาย’ แบบใหม่ปี 2026 เมื่อความเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการอดทน สำรวจงานวิจัยทางจิตวิทยาที่ชี้ให้เห็นว่า Rethinking Masculinity ช่วยลดความเสี่ยงซึมเศร้าและสร้างสุขภาพจิตที่ดีได้อย่างไร?

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการจิตวิทยาและสุขภาพจิตโลกเริ่มตั้งคำถามกับกรอบของ ความเป็นชายแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า "Toxic Masculinity" อันหมายถึง รูปแบบความเป็นชายที่ถูกคาดหวังในสังคม ที่มักเชื่อมโยง “ความเข้มแข็ง” กับการอดทนและไม่แสดงอารมณ์

ผลงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าทัศนคติดังกล่าวมีผลกระทบต่อพฤติกรรมสุขภาพจิตของผู้ชาย ทั้งในแง่การเข้าถึงบริการทางจิตเวช การเชื่อมสัมพันธ์ทางสังคม และความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้าและความเหงา นำไปสู่แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า

 

“Rethinking Masculinity”

หรือการนิยามความเป็นชายใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก

และเห็นว่าความเข้มแข็งสามารถยืดหยุ่นได้มากขึ้น

 

ความเป็นชายแบบดั้งเดิม (Traditional Masculinity) ทำร้ายผู้ชายอย่างไร?

 

คำว่า masculinity norms หรือ “ค่านิยมความเป็นชาย” ในเชิงจิตวิทยาหมายถึง ชุดความคาดหวังทางสังคม ที่วางให้ผู้ชายต้องแสดงความเข้มแข็ง มีอิสระ ไม่แสดงอารมณ์ และไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น อีกนัยหนึ่งคือคำว่า Toxic Masculinity ที่บอกว่าผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ ต้องอดทน ไม่แสดงความอ่อนแอ ต้องครอบงำ แข่งขัน ใช้ความรุนแรงได้ ต้องเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจเสมอ

 

จากแนวคิดดังกล่าว งานวิจัยทางจิตวิทยาพบว่าส่งผลกระทบเชิงสุขภาพจิต หลายข้อ ได้แก่

 

  • การยึดมั่นในค่านิยมชายแบบดั้งเดิม สัมพันธ์กับทัศนคติเชิงลบต่อการขอความช่วยเหลือทางจิตใจ และ การตีตราตัวเอง ซึ่งหมายถึงความรู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือคือ “ความอ่อนแอ”
  • แนวทางความเป็นชายที่เน้นการ “อดทน” และ “เก็บอารมณ์” ยังเกี่ยวข้องกับ ความเหงาและการขาดเครือข่ายและที่พึ่งทางสังคม  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของสุขภาพจิต โดยการศึกษาพบว่าการแสดงอารมณ์อย่างปิดกั้นทำให้ผู้ชายมีแนวโน้มเชื่อมสัมพันธ์ได้ยาก
  • งานวิจัยอื่น ๆ พบว่าการยึดค่านิยมชายแบบเข้มแข็งอย่างเคร่งครัดยังกระทบ Health Literacy หรือความสามารถในการหาข้อมูลและสื่อสารกับผู้ให้บริการทางสุขภาพ ทำให้ผู้ชายเข้าถึงบริการสุขภาพได้ยากกว่าผู้หญิง

 

นิยามความเป็นผู้ชายแบบเดิม ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต

 

งานวิจัย ชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นชาย (12–18 ปี) ที่มีค่านิยมชายแบบดั้งเดิมสูง มีแนวโน้ม ปฏิเสธการขอความช่วยเหลือทั้งจากครอบครัวและผู้เชี่ยวชาญ มากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นด้านบทบาทเพศ

 

ผลลัพธ์รวมจึงชี้ว่า ความเป็นชายแบบเดิมไม่ได้ช่วยให้ “แข็งแรง” จริง ๆ

แต่กลับสร้างอุปสรรคต่อการดูแลสุขภาพจิตอย่างแท้จริง

 

Rethinking Masculinity เมื่อการขอความช่วยเหลือคือความเข้มแข็ง

 

คำว่า “Rethinking Masculinity” เป็นการนิยามใหม่ของความเป็นชายที่ลดการกดทับทางอารมณ์และเน้น ความเข้มแข็งแบบยืดหยุ่น (emotional resilience) แทนการเก็บกด

 

องค์ประกอบที่ถูกพูดถึงมากคือ

  • การแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความวิตกกังวล หรือความกลัว
  • การเชื่อมสัมพันธ์ทางสังคม เป็นส่วนสำคัญของสมดุลจิตใจ
  • การยอมรับว่าการขอความช่วยเหลือคือ “ความเข้มแข็ง” ไม่ใช่จุดอ่อน

 

นักบำบัดและนักวิชาการบางส่วนอ้างอิงแบบวัดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Conformity to Masculine Norms Inventory (CMNI) ซึ่งใช้ประเมินว่าบุคคลยึดถือและปฏิบัติตามค่านิยมความเป็นชายแบบดั้งเดิมของสังคมมากน้อยเพียงใด

แบบวัดนี้ไม่ได้มุ่งวัดเพศกำเนิด แต่เน้นวัด “การทำตามบทบาททางเพศ” ผ่านหลายมิติ เช่น การพึ่งพาตนเองโดยไม่ขอความช่วยเหลือ (Self-Reliance) การควบคุมหรือกดทับอารมณ์ (Emotional Control) การต้องเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์หรือผู้อื่น (Dominance) และการยอมรับพฤติกรรมเสี่ยง (Risk-Taking)

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้ที่มีคะแนนสูงในหลายมิติพร้อมกันมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต ความเครียดเรื้อรัง การไม่เข้ารับการรักษา และพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น แนวคิด Rethinking Masculinity จึงหยิบแบบวัดนี้มาใช้เพื่อชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความเป็นชายโดยตัวมันเอง แต่คือค่านิยมบางชุดที่กลายเป็นกรอบบังคับและกดทับการแสดงออกทางอารมณ์และตัวตนของผู้คน

 

ตารางเปรียบเทียบแนวคิดระหว่างผู้ชายแบบดั้งเดิมและผู้ชายยุคใหม่

 

 

Talking Circles พื้นที่ปลอดภัยที่เปลี่ยน "ความเงียบ" เป็น "ความเข้าใจ"

 

ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ และอังกฤษ เริ่มมีการจัดกลุ่มสนทนาเฉพาะช่วงให้ผู้ชายมา พูดถึงความรู้สึกและปัญหาของตัวเอง เรียกว่า Men’s Talking Circles หรือ Men’s Mental Health Circles ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เน้นการรับฟังและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน แทนการปิดกั้นอารมณ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมรายงานว่า

 

  • รู้สึกได้รับการยอมรับ
  • มีพื้นที่แบ่งปันความกลัว ความเครียด และปัญหาในชีวิตส่วนตัว
  • รู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นมากขึ้น

 

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าความเข้มแข็งทางจิตใจเกิดขึ้นเมื่อผู้ชายสามารถ “เป็นตัวของตัวเอง” ไม่ต้องปิดบังอารมณ์อีกต่อไป

 

กิจกรรม Talking Circles

 

นอกจากนี้ แนวคิดเรื่อง Rethinking Masculinity ไม่ได้มีผลเฉพาะกับผู้ชายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ ความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อเหล่า LGBTQ+ ด้วย เช่น

 

  • ลดกรอบเพศแบบไบนารี (binary) ความเชื่อว่าชายต้องเป็นแบบหนึ่งและหญิงต้องเป็นอีกแบบหนึ่งถูกท้าทาย
  • เปิดพื้นที่ให้ผู้ชายข้ามเพศ (trans men) และบุคคลนอน-ไบนารี ได้แสดงออกและยอมรับตัวตน
  • ลดแรงกดดันของสังคมที่บอกว่า “ผู้ชายต้องแข็ง” ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการตีตราคน LGBTQ+ ว่า “ผิดปกติ”

 

งานวิจัยในบริบทความหลากหลายทางเพศยังชี้ว่าสังคมกลุ่ม LGBTQ+ เช่นกลุ่มไบเซ็กชวลหรือเพศสภาพอื่น ๆ มี อัตราความเครียดและเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์สูงกว่า เมื่อเทียบกับสังคมที่ยึดกรอบบทบาทเพศแบบเดิม

 

......

 

ปี 2026 เมื่อประเทศไทยเปิดพื้นที่และโอบกอดความหลากหลายอย่างเต็มกำลัง สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ก็คือ “ผู้ชาย” เพราะผู้ชายก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งในสังคมเช่นกัน

สอดคล้องกับแนวคิด “Rethinking Masculinity” หรือการทบทวนความหมายของ “ความเป็นชายแบบใหม่” ที่เสนอให้ขยายภาพของความเข้มแข็งไปสู่การยอมรับความรู้สึก การสื่อสารทางอารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์เชิงสนับสนุน มากกว่าการอดทนเงียบเพียงลำพัง

 

เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องถามแล้วว่า “ผู้ชายร้องไห้ได้หรือไม่?” เพราะผู้ชายก็สามารถร้องไห้ได้เช่นกัน

แล้วคุณล่ะคิดว่านิยามความเป็นชายในปี 2026 ควรเป็นอย่างไร?

 

 

 

อ้างอิง

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40038563/

https://www.counseling.org/publications/counseling-today-magazine/article-archive/article/counseling-today-september-2024/rethinking-masculinity

https://www.apa.org/monitor/2025/11-12/rethinking-masculinity

ข่าวล่าสุด

ทองคำทำสถิติใหม่รับแรงหนุนดอกเบี้ยขาลงและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์