เด็ดขาด! อังกฤษจัดการ NCDs จะเป็นประเทศแรกที่ไม่มีคนสูบบุหรี่ได้หรือไม่?
อังกฤษมีกฎหมาย 2 ฉบับที่ถูกเปิดเผยออกมา ได้แก่ การจำกัดโฆษณาอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ และกฎหมายที่ต้องลุ้นว่าจะทำได้หรือไม่คือ 'ควบคุมผู้สูบบุหรี่หน้าใหม่'
KEY
POINTS
- อังกฤษออกมาตรการเชิงรุกเพื่อจัดการกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยมุ่งเน้นที่การป้องกันปัญหาโรคอ้วนและการสูบบุหรี่
- เตรียมบังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง (HFSS) ในช่วงเวลาก่อน 21:00 น. ทางทีวี และห้ามโฆษณาออนไลน์ตลอดเวลา
- เสนอนโยบาย "Smoke-free Generation" ห้ามขายยาสูบให้กับผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2009 เป็นต้นไป เพื่อสร้างสังคมปลอดบุหรี่ในอนาคต
ความคืบหน้าด้านสาธารณสุขในประเทศอังกฤษ ในช่วงเดือนที่ผ่านมาน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมโรค NCDs อันได้แก่ โรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่กดดันทั้งระบบบริการสาธารณสุขและเศรษฐกิจในระยะยาว
จากข้อมูลของรัฐบาลอังกฤษระบุว่า เด็กอังกฤษจำนวนมากมีปัญหาอ้วนและฟันผุซึ่งเป็นผลของการบริโภคอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ ตัวเลขเด็กวัยเริ่มโรงเรียนประมาณ 22.1% มีภาวะอ้วนหรือเกินน้ำหนัก และเพิ่มขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น การเป็นโรคอ้วนในวัยเด็กเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิด 2 ภาวะหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ตลอดชีวิต
นอกจากนี้ NCDs เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเกือบทั้งหมดในสหราชอาณาจักร และเป็นต้นทุนสำคัญของ NHS หรือบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร ซึ่งต้องใช้จ่ายหลายพันล้านปอนด์เพื่อจัดการกับโรคเหล่านี้ ทั้งในเชิงรักษาและการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต
ดังที่หลายประเทศเห็นตรงกัน และหันแนวทาง ‘สาธารณสุข’ มายังมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทางในการจัดการกับโรค NCDs มากกว่า เช่นเดียวกันสหราชอาณาจักร และทำให้เราได้เห็น 'นโยบาย' สำคัญที่ออกมาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
แบนโฆษณาอาหาร หวาน–มัน–เค็ม
อังกฤษออกกฎใหม่ตั้งแต่ 5 มกราคม 2026 เป็นต้นมา ใช้ ข้อจำกัดการโฆษณาอาหาร/เครื่องดื่ม HFSS โดย
- ห้ามโฆษณาก่อนเวลา 21:00 น. ในทีวี
- ห้ามโฆษณาแบบจ่ายเงินออนไลน์ตลอดเวลาเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชน จากการถูกกระตุ้นให้บริโภคอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและโรคเรื้อรัง
รัฐบาลอังกฤษคาดว่ามาตรการนี้จะช่วย ลดแคลอรีที่เด็กบริโภคถึง 7.2 พันล้านแคลอรีต่อปี และป้องกันโรคอ้วนในเด็กราว 20,000 กรณี ในระยะเริ่มต้น และหวังว่าจะเกิดผลประโยชน์ต่อระบบสุขภาพในอนาคตระยะยาวด้วย
การจำกัดการโฆษณา HFSS เป็นผลจากการปรับแก้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลเดิมตั้งเป้าว่าจะบังคับใช้มาตรการตั้งแต่ปี 2023 ก่อนจะเลื่อนมาหลายครั้ง และขยายกรอบเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัว
แม้บางองค์กรและภาคธุรกิจจะกังวลเรื่องผลกระทบต่อการโฆษณาแบรนด์ แต่องค์การด้านสุขภาพยังมองว่ามาตรการนี้เป็น ก้าวสำคัญที่ไม่อาจกลับหลังได้ แต่องค์การด้านสุขภาพยังมองว่ามาตรการนี้เป็น ก้าวสำคัญที่ต้องไปต่อ!
มาตรการนี้เจอข้อวิจารณ์ หรือ ข้อจำกัด เช่น การบังคับนี้ควรจะปิดช่องโหว่ เช่น โฆษณาในสื่อกลางแจ้ง หรือโฆษณาแฝงที่ไม่แสดงผลิตภัณฑ์ออกมาจะทำอย่างไร รวมไปถึงการจัดประเภทอาหารที่อยู่ในเกณฑ์ ยังมีความซับซ้อน และถูกตั้งคำถามว่าครอบคลุมสินค้าที่คนทั่วไปอาจจะรู้สึกว่า ‘ดี’ ต่อสุขภาพหรือไม่
ทั้งนี้ สำหรับ อาหารที่ถูกจัดอยู่ในรายชื่อ (13 หมวดหลัก) ยกตัวอย่างเช่น
เครื่องดื่มหวาน
- น้ำอัดลมและเครื่องดื่มมีรสหวาน (soft drinks)
- น้ำผลไม้/สมูทตี้บางรายการที่มีน้ำตาลเติม
- เครื่องดื่มให้พลังงาน (energy drinks)
ขนมหวานและขนมขบเคี้ยว
- ช็อกโกแลตและลูกอม
- เค้ก คุ้กกี้ และบิสกิตหวาน
อาหารจานด่วน/แปรรูป
- พิซซ่า
- มันฝรั่งทอด/ชิปส์ และของทอด ๆ
อาหารพร้อมปรุง (ready meals)
- ของหวานแช่แข็ง
- ไอศกรีม น้ำแข็งหวาน
อาหารเช้าที่บางครั้งถูกแบน
- ซีเรียลและขนมอบเช่น breakfast cereals
- ขนมปังหวาน sweetened bread products
- โยเกิร์ตหวานและอาหารเช้าประเภทบาร์กราโนล่า (granola bars)
นโยบาย“Smoke-free Generation” และ Tobacco & Vapes Bill คาดหวังจะให้อังกฤษปลอดบุหรี่?
ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร รัฐบาลยังเดินหน้ากฎหมาย Tobacco and Vapes Bill ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายสำคัญที่จะเปลี่ยนระบบควบคุมยาสูบและผลิตภัณฑ์นิโคตินในอังกฤษ ซึ่งทั้งสองกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภา แต่สิ่งนี้ก็สะท้อนถึงความพยายามของอังกฤษที่จะสร้างรากฐานสุขภาพที่ยั่งยืน ได้แก่
- ห้ามขายยาสูบแก่ผู้ที่เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2009 เป็นต้นไป เพื่อให้เกิด “ยุคปลอดบุหรี่” ซึ่งหมายถึงผู้ที่จะเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่รุ่นต่อไปจะไม่สามารถซื้อตัวบุหรี่ได้ตลอดชีวิต นั่นหมายความว่าคนที่เกิดหลังปี 2009 เป็นต้นไปและอยู่ในอังกฤษจะไม่สามารถซื้อบุหรี่สูบได้อีก
- กำหนดการควบคุมการโฆษณา/โปรโมชั่นของผลิตภัณฑ์นิโคติน เช่น ห้ามการตลาดที่ดึงดูดเด็ก
- ขยายพื้นที่ไม่ให้สูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะบางแห่ง เช่น สนามเด็กเล่น โรงเรียน และสถานพยาบาล
- ระบบใบอนุญาตจำหน่าย เพื่อควบคุมร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบและ vapes ให้เข้มข้นกว่าการขึ้นทะเบียนปัจจุบัน และการกำหนดกฎเกี่ยวกับ รูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ไม่ดึงดูดเยาวชน
….
ความพยายามของ ‘อังกฤษ’ จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องสูบบุหรี่ เป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะหากทำได้ อังกฤษจะกลายเป็นประเทศแรกที่ใช้มาตรการเด็ดขาดในการจัดการกับ ‘บุหรี่’ โดยเฉพาะ ‘ยุติวงจรการเกิดนักสูบรุ่นใหม่’ อย่างเป็นระบบ
และเป็นนโยบายที่สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs นั้นไม่อาจทำได้แค่การให้ความรู้ หรือการเพิ่มเงินในการรักษา แต่ต้องจัดการตั้งแต่ระบบ Ecosystem ที่เกี่ยวข้อง
อยู่ที่ว่า ‘รัฐบาล’ จะกล้าพอหรือไม่!


