posttoday

"สูงวัยไปต่อ" เทียบนโยบายเพื่อผู้สูงวัย 4 "พรรคการเมือง"

08 มกราคม 2569

โพสต์ทูเดย์ รวบรวมนโยบาย 4 พรรคการเมืองในเรื่อง ‘ผู้สูงวัย’ ณ เวลาที่ประเทศไทยเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์’ ในเลือกตั้ง 69

พรรคภูมิใจไทย

 

"สูงวัยไปต่อ" เทียบนโยบายเพื่อผู้สูงวัย 4 "พรรคการเมือง"

 

พรรคภูมิใจไทยออกนโยบายในคอนเซปต์ "สูงวัยพลัส" ที่มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์อย่างครบวงจร ทั้งมีรายได้ มีงาน และมีการดูแลใกล้ตัว โดยมี 4 มาตรการหลัก ได้แก่

 

1. สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการจ้างงานผู้สูงอายุ

ธุรกิจที่จ้างงานผู้สูงอายุจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาทตามอัตราที่จ้างจริง

 

2. ลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลสำหรับผู้สูงอายุ

ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 50% เพื่อช่วยลดภาระรายจ่ายและเพิ่มเงินออมให้แก่ผู้สูงวัยมากขึ้น

 

3. โครงการ “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา”

รัฐจ้างงาน 100,000 อัตรา เช่น ผู้จบสายพยาบาล สุขภาพ วิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้ตั้งครรภ์แบบเชิงรุกที่บ้าน โดยมีค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน สัญญาอย่างน้อย 4 ปี

นอกจากนี้พยาบาลอาสาจะเป็นกลไกสำคัญที่จะดูแลผู้สูงอายุที่ติดเตียงและติดบ้าน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ถือเป็นการทำงานเชิงรุก

 

4. สร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ

สนับสนุนภาคเอกชนเข้ามาลงทุนสร้าง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร บนที่ดินรัฐ เพื่อรองรับการเติบโตของสังคมสูงวัย ลดค่าใช้จ่ายดูแลระยะยาวและส่งเสริมการลงทุนสร้างงาน

 

 

พรรคประชาชน

 

"สูงวัยไปต่อ" เทียบนโยบายเพื่อผู้สูงวัย 4 "พรรคการเมือง"

 

พรรคประชาชนมีนโยบายสำคัญ คือ การเพิ่มเบี้ยงผู้สูงอายุ และการสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว

 

นโยบายเพิ่มเบี้ยสูงอายุ

นโยบายนี้จะเพิ่มเป็น 1,000 บาทในปี 2569 และเป็น 1,500 บาทต่อเดือนภายใน 2573  เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบัน

โดยพรรคประชาชนมองว่าประเทศไทยมีปัญหา ‘แก่ก่อนรวย’ ทำให้ผู้สูงอายุในไทยมีรายจ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจนกว่า 1 ล้านคน และผู้สูงอายุร้อยละ 40 มีเงินออมเฉลี่ยไม่ถึง 50,000 บาท และผู้สูงอายุเพียง 2 ล้านคนเท่านั้นที่มีบำเหน็จบำนาญจากการทำงาน อีกทั้งเบี้ยยังชีพยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และไม่มีการปรับเพิ่มตั้งแต่ปี 2556

พรรคประชาชนคาดว่าหากใช้มาตรการนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุหลุดพ้นจากความยากจนจำนวน 870,000 คน หรือ 87% ของผู้สูงอายุที่ยากจนทั้หมดในไทย โดยจะใช้งบประมาณเพิ่ม 1.72 แสนล้านบาทต่อปี

 

นโยบายสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว (Long Term Care)

นโยบายนี้มีขึ้นเพื่อพร้อมรับมือสังคมสูงวัย ลดการพึ่งพิงครอบครัวเพียงอย่างเดียว และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลระยะยาวที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ผ่าน อปท.

เนื่องจากมองว่าโครงสร้างครอบครัวไทยไม่รองรับเพราะมีขนาดเล็กลง บริการไม่ครอบคลุมและต่ำกว่ามาตรฐาน และปัญหาด้านงบประมาณและผู้ดูแลที่ไม่เพียงพอ

ระบบ LTC ของพรรคประชาชน ประกอบด้วย การเพิ่มระบบสวัสดิการผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาวที่มีความยืดหยุ่น เช่น มีรูปแบบบริการให้เลือกหลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาผู้ดูแบจากอาสาเป็นอาชีพ และพัฒนาระบบธนาคารอุปกรณ์การแพทย์ผ่านทางกลไกลของ อปท.

 

นอกจากนี้ นโยบายสำหรับผู้สูงวัยของพรรคประชาชน ยังแทรกไปอยู่ในส่วนอื่นๆ เช่น การปฏิวัติภาคการเกษตร การตั้งศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง ฯลฯ

 

 

พรรคเพื่อไทย

 

"สูงวัยไปต่อ" เทียบนโยบายเพื่อผู้สูงวัย 4 "พรรคการเมือง"

 

ภายใต้คอนเซปต์ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส นโยบายเพื่อผู้สูงวัยของพรรคเพื่อไทย กระจายไปตามนโยบายสำคัญๆ อาทิ

 

ล้างหนี้วัยเกษียณ

โดยจะล้างหนี้เสียเกิน 1 ปีที่ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 100,000 บาทในสถาบันการเงินรัฐ สำหรับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน

เนื่องจากพรรคเพื่อไทยมองว่าอยากให้ผู้สูงอายุลดความเครียดในการใช้ชีวิตบั้นปลาย อีกทั้งมองว่าถ้าอัตราหนี้นอกระบบในกลุ่มผู้สูงอายุลดลง ในภาพใหญ่ก็จะช่วยลดภาระรัฐในระยะยาวด้านสวัสดิการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ และสถาบันการเงินของรัฐก็จะมีงบดุลดีขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

อีกทั้ง ผู้สูงอายุไม่มีเงินออม และยังหนี้สินอยู่ จึงกลายเป็นภาระเรื้อรัง บางส่วนมีรายได้หลังวัยเกษียณต่ำ ไม่สอดคล้องกับภาระค่าครองชีพ

 

30 บาทรักษาทุกที่

พรรคเพื่อไทยยังสานตานโยบาย ‘เรือธง’ ของตนเอง โดยเน้นพัฒนา ระบบสาธารณสุขและหลักประกันสุขภาพ ให้ครอบคลุมและรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง อาทิ

ยกระดับระบบ “30 บาทรักษาทุกที่” โดยผสานเทคโนโลยี AI และดิจิทัล เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องจ่ายแพง และสามารถใช้บริการใกล้บ้านได้อย่างสะดวก ลดช่องว่างการเข้าถึงบริการระหว่างเมืองใหญ่และชนบท

และยังส่งเสริม หลักประกันสวัสดิภาพของ อสม. และ อสส. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพชุมชน รวมถึงการตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุและบริการปฐมภูมิในพื้นที่

 

พัฒนาศักยภาพและรายได้ผู้สูงวัย

นโยบายส่วนนี้ถูกพูดถึงในภาพรวม พรรคเพื่อไทยเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้เสิรม แต่ต่อยอดภูมิปัญญาให้ผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุโดยให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการ ที่จ้างผู้สูงอายุ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสหารายได้ให้กลุ่มนี้

 

 

พรรคประชาธิปัตย์

 

"สูงวัยไปต่อ" เทียบนโยบายเพื่อผู้สูงวัย 4 "พรรคการเมือง"

 

พรรคประชาธิปัตย์ ออกนโยบายภายใต้คอนเซปต์ ไทยหายจนด้วยคนทำเป็น โดยนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงวัยที่เด่นๆ อาทิ

 

เบี้ยคนชราถ้วนหน้า - แปลงบ้านสูงวัยเป็นเงินเลี้ยงชีพ

เพิ่มเบี้ยคนชราทุกคนตั้งแต่อายุ 60 ปี คนละ 1,000 บาทต่อเดือน ให้งบประมาณซ่อมและปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 70 ปี บ้านละ 50,000 บาท เช่นการทำราวจับ การลดขั้นบันได การปรับปรุงห้องน้ำ เพื่อลดอุบัติเหตุ สะดวก ปลอดภัย ลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายแปลงบ้านสูงวัยเป็นเงินใช้เลี้ยงชีพ อยู่ฟรีตลอดชีวิต  โดยรัฐจะซื้อบ้านผู้สูงอายุล่วงหน้า โดยยังให้อาศัยได้จนเสียชีวิตและเปิดโอกาสให้ทายทซื้อคืนได้

 

ชมรมผู้สูงอายุ 30,000 บาททุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน

ให้เงินอุดหนุนชมรมผู้สูงอายุ ชมรมละ 30,000 บาท ทุกปี เนื่องจากปัจจุบัน มีชมรมผู้สูงอายุ ทั่วทั้งประเทศเกือบ 3 หมื่นแห่ง สำหรับการใช้ จ่ายเงินอุดหนุนในแต่ละปี ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และแนวทางการ พัฒนาของสมาชิกชมรมฯ เป็นสำคัญ

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าจากข้อมูลสถิติผู้สูงอายุของ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ เดือนมกราคม 2566 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป กว่า 12.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของ ประชากรทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ ที่ กำหนดว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 และ ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด ถือว่า ประเทศนั้นเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์

 

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายทำฟันสูงวัย Fast Track สำรองคิวนัดหมายทันตแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปโดเฉพาะ อีกด้วย

 

….

 

"สูงวัยไปต่อ" เทียบนโยบายเพื่อผู้สูงวัย 4 "พรรคการเมือง"

 

ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากนโยบายพรรคการเมืองที่ออกมา สามารถบอกได้ว่า “พรรคการเมือง” ใด มองประชากรกลุ่มนี้อย่างไร

 

ท่ามกลางเทรนด์โลกอย่าง WHO และองค์การสหประชาชาติผลักดันให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องของ สุขภาพและการอยู่ร่วมอย่างมีคุณค่าในสังคม ไม่ใช่ภาระ และระบบบริการที่รองรับนั้นต้องเป็นการเพิ่ม ‘คุณภาพชีวิต’ ไม่ใช่แค่เพิ่มชีวิตที่ยืนยาวเพียงอย่างเดียว

 

ผู้สูงวัยต้องมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นต้องสามารถพัฒนาทักษะของตนเองได้ตลอดชีวิต และมีลู่ทางที่ตนจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจได้ โดยการออกแบบสภาพแวดล้อมและงานที่เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงวัย  นอกเหนือไปจากการจัดสวัสดิการรับรองการเป็นผู้สูงอายุเท่านั้น!

 

 

ข่าวล่าสุด

Disney+ ลุยตลาด "คลิปสั้น" เต็มสูบ เตรียมเปิดฟีเจอร์ใหม่ปีนี้