"สูงวัยไปต่อ" เทียบนโยบายเพื่อผู้สูงวัย 4 "พรรคการเมือง"
โพสต์ทูเดย์ รวบรวมนโยบาย 4 พรรคการเมืองในเรื่อง ‘ผู้สูงวัย’ ณ เวลาที่ประเทศไทยเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์’ ในเลือกตั้ง 69
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทยออกนโยบายในคอนเซปต์ "สูงวัยพลัส" ที่มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์อย่างครบวงจร ทั้งมีรายได้ มีงาน และมีการดูแลใกล้ตัว โดยมี 4 มาตรการหลัก ได้แก่
1. สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการจ้างงานผู้สูงอายุ
ธุรกิจที่จ้างงานผู้สูงอายุจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาทตามอัตราที่จ้างจริง
2. ลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลสำหรับผู้สูงอายุ
ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 50% เพื่อช่วยลดภาระรายจ่ายและเพิ่มเงินออมให้แก่ผู้สูงวัยมากขึ้น
3. โครงการ “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา”
รัฐจ้างงาน 100,000 อัตรา เช่น ผู้จบสายพยาบาล สุขภาพ วิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้ตั้งครรภ์แบบเชิงรุกที่บ้าน โดยมีค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน สัญญาอย่างน้อย 4 ปี
นอกจากนี้พยาบาลอาสาจะเป็นกลไกสำคัญที่จะดูแลผู้สูงอายุที่ติดเตียงและติดบ้าน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ถือเป็นการทำงานเชิงรุก
4. สร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ
สนับสนุนภาคเอกชนเข้ามาลงทุนสร้าง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร บนที่ดินรัฐ เพื่อรองรับการเติบโตของสังคมสูงวัย ลดค่าใช้จ่ายดูแลระยะยาวและส่งเสริมการลงทุนสร้างงาน
พรรคประชาชน
พรรคประชาชนมีนโยบายสำคัญ คือ การเพิ่มเบี้ยงผู้สูงอายุ และการสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว
นโยบายเพิ่มเบี้ยสูงอายุ
นโยบายนี้จะเพิ่มเป็น 1,000 บาทในปี 2569 และเป็น 1,500 บาทต่อเดือนภายใน 2573 เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบัน
โดยพรรคประชาชนมองว่าประเทศไทยมีปัญหา ‘แก่ก่อนรวย’ ทำให้ผู้สูงอายุในไทยมีรายจ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจนกว่า 1 ล้านคน และผู้สูงอายุร้อยละ 40 มีเงินออมเฉลี่ยไม่ถึง 50,000 บาท และผู้สูงอายุเพียง 2 ล้านคนเท่านั้นที่มีบำเหน็จบำนาญจากการทำงาน อีกทั้งเบี้ยยังชีพยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และไม่มีการปรับเพิ่มตั้งแต่ปี 2556
พรรคประชาชนคาดว่าหากใช้มาตรการนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุหลุดพ้นจากความยากจนจำนวน 870,000 คน หรือ 87% ของผู้สูงอายุที่ยากจนทั้หมดในไทย โดยจะใช้งบประมาณเพิ่ม 1.72 แสนล้านบาทต่อปี
นโยบายสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว (Long Term Care)
นโยบายนี้มีขึ้นเพื่อพร้อมรับมือสังคมสูงวัย ลดการพึ่งพิงครอบครัวเพียงอย่างเดียว และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลระยะยาวที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ผ่าน อปท.
เนื่องจากมองว่าโครงสร้างครอบครัวไทยไม่รองรับเพราะมีขนาดเล็กลง บริการไม่ครอบคลุมและต่ำกว่ามาตรฐาน และปัญหาด้านงบประมาณและผู้ดูแลที่ไม่เพียงพอ
ระบบ LTC ของพรรคประชาชน ประกอบด้วย การเพิ่มระบบสวัสดิการผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาวที่มีความยืดหยุ่น เช่น มีรูปแบบบริการให้เลือกหลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาผู้ดูแบจากอาสาเป็นอาชีพ และพัฒนาระบบธนาคารอุปกรณ์การแพทย์ผ่านทางกลไกลของ อปท.
นอกจากนี้ นโยบายสำหรับผู้สูงวัยของพรรคประชาชน ยังแทรกไปอยู่ในส่วนอื่นๆ เช่น การปฏิวัติภาคการเกษตร การตั้งศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง ฯลฯ
พรรคเพื่อไทย
ภายใต้คอนเซปต์ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส นโยบายเพื่อผู้สูงวัยของพรรคเพื่อไทย กระจายไปตามนโยบายสำคัญๆ อาทิ
ล้างหนี้วัยเกษียณ
โดยจะล้างหนี้เสียเกิน 1 ปีที่ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 100,000 บาทในสถาบันการเงินรัฐ สำหรับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน
เนื่องจากพรรคเพื่อไทยมองว่าอยากให้ผู้สูงอายุลดความเครียดในการใช้ชีวิตบั้นปลาย อีกทั้งมองว่าถ้าอัตราหนี้นอกระบบในกลุ่มผู้สูงอายุลดลง ในภาพใหญ่ก็จะช่วยลดภาระรัฐในระยะยาวด้านสวัสดิการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ และสถาบันการเงินของรัฐก็จะมีงบดุลดีขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
อีกทั้ง ผู้สูงอายุไม่มีเงินออม และยังหนี้สินอยู่ จึงกลายเป็นภาระเรื้อรัง บางส่วนมีรายได้หลังวัยเกษียณต่ำ ไม่สอดคล้องกับภาระค่าครองชีพ
30 บาทรักษาทุกที่
พรรคเพื่อไทยยังสานตานโยบาย ‘เรือธง’ ของตนเอง โดยเน้นพัฒนา ระบบสาธารณสุขและหลักประกันสุขภาพ ให้ครอบคลุมและรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง อาทิ
ยกระดับระบบ “30 บาทรักษาทุกที่” โดยผสานเทคโนโลยี AI และดิจิทัล เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องจ่ายแพง และสามารถใช้บริการใกล้บ้านได้อย่างสะดวก ลดช่องว่างการเข้าถึงบริการระหว่างเมืองใหญ่และชนบท
และยังส่งเสริม หลักประกันสวัสดิภาพของ อสม. และ อสส. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพชุมชน รวมถึงการตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุและบริการปฐมภูมิในพื้นที่
พัฒนาศักยภาพและรายได้ผู้สูงวัย
นโยบายส่วนนี้ถูกพูดถึงในภาพรวม พรรคเพื่อไทยเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้เสิรม แต่ต่อยอดภูมิปัญญาให้ผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุโดยให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการ ที่จ้างผู้สูงอายุ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสหารายได้ให้กลุ่มนี้
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ ออกนโยบายภายใต้คอนเซปต์ ไทยหายจนด้วยคนทำเป็น โดยนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงวัยที่เด่นๆ อาทิ
เบี้ยคนชราถ้วนหน้า - แปลงบ้านสูงวัยเป็นเงินเลี้ยงชีพ
เพิ่มเบี้ยคนชราทุกคนตั้งแต่อายุ 60 ปี คนละ 1,000 บาทต่อเดือน ให้งบประมาณซ่อมและปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 70 ปี บ้านละ 50,000 บาท เช่นการทำราวจับ การลดขั้นบันได การปรับปรุงห้องน้ำ เพื่อลดอุบัติเหตุ สะดวก ปลอดภัย ลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายแปลงบ้านสูงวัยเป็นเงินใช้เลี้ยงชีพ อยู่ฟรีตลอดชีวิต โดยรัฐจะซื้อบ้านผู้สูงอายุล่วงหน้า โดยยังให้อาศัยได้จนเสียชีวิตและเปิดโอกาสให้ทายทซื้อคืนได้
ชมรมผู้สูงอายุ 30,000 บาททุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน
ให้เงินอุดหนุนชมรมผู้สูงอายุ ชมรมละ 30,000 บาท ทุกปี เนื่องจากปัจจุบัน มีชมรมผู้สูงอายุ ทั่วทั้งประเทศเกือบ 3 หมื่นแห่ง สำหรับการใช้ จ่ายเงินอุดหนุนในแต่ละปี ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และแนวทางการ พัฒนาของสมาชิกชมรมฯ เป็นสำคัญ
พรรคประชาธิปัตย์มองว่าจากข้อมูลสถิติผู้สูงอายุของ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ เดือนมกราคม 2566 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป กว่า 12.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของ ประชากรทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ ที่ กำหนดว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 และ ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด ถือว่า ประเทศนั้นเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายทำฟันสูงวัย Fast Track สำรองคิวนัดหมายทันตแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปโดเฉพาะ อีกด้วย
….
ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากนโยบายพรรคการเมืองที่ออกมา สามารถบอกได้ว่า “พรรคการเมือง” ใด มองประชากรกลุ่มนี้อย่างไร
ท่ามกลางเทรนด์โลกอย่าง WHO และองค์การสหประชาชาติผลักดันให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องของ สุขภาพและการอยู่ร่วมอย่างมีคุณค่าในสังคม ไม่ใช่ภาระ และระบบบริการที่รองรับนั้นต้องเป็นการเพิ่ม ‘คุณภาพชีวิต’ ไม่ใช่แค่เพิ่มชีวิตที่ยืนยาวเพียงอย่างเดียว
ผู้สูงวัยต้องมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นต้องสามารถพัฒนาทักษะของตนเองได้ตลอดชีวิต และมีลู่ทางที่ตนจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจได้ โดยการออกแบบสภาพแวดล้อมและงานที่เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงวัย นอกเหนือไปจากการจัดสวัสดิการรับรองการเป็นผู้สูงอายุเท่านั้น!


