จีนทดลองโมเดล ‘อยู่ร่วม-ข้ามวัย’ สูงวัยมีเพื่อน หนุ่มสาวค่าใช้จ่ายถูกลง
จีนเปิดบ้านพักคนชรา ทดลองโมเดลใหม่ ‘อยู่ร่วมกัน-สมาชิกข้ามวัย’ ชี้ลดความเหงาเพราะสูงวัยมีเพื่อน หนุ่มสาวค่าใช้จ่ายถูกลงแถมเปิดมุมมองต่อวัยเกษียณ
KEY
POINTS
- จีนริเริ่มโครงการ ‘อยู่ร่วมข้ามวัย’ ให้คนหนุ่มสาวเช่าห้องในบ้านพักคนชราในราคาถูก แลกกับการช่วยทำกิจกรรมและพูดคุยกับผู้สูงอายุ
- โมเดลนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเหงาและส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงวัย ในขณะที่คนรุ่นใหม่ได้ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย
- โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ลำพัง และเพื่อใช้ประโยชน์จากห้องว่างจำนวนมากในบ้านพักคนชราซึ่งมีอัตราการเข้าพักต่ำ
จีน เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ก้าวสู่ ‘สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์’ สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยผลสำรวจในปี 2024 พบว่าจีนมีผู้สูงอายุราว 310 ล้านคน หรือคิดเป็น 22% ของประชากรทั้งหมดเข้าไปแล้ว ..
จีนจึงออกนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุมาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการทดลองโมเดลใหม่ล่าสุดในบ้านพักคนชรา!
จากรายงานของ China Venture News หลายเมืองในจีน เช่น ซูโจว ปักกิ่ง (Beijing) และเซี่ยงไฮ้ เริ่มทดลองโครงการที่มีชื่อว่า ‘อยู่ร่วมข้ามวัย’ โดยเปิดให้คนหนุ่มสาวเช่าห้องในบ้านพักคนชราในราคาถูกกว่าตลาดทั่วไป ทั้งนี้ หนุ่มสาวที่เข้าร่วมต้องทำหน้าที่ช่วยกิจกรรมเล็ก ๆ ภายในบ้าน เช่น พูดคุยกับผู้สูงอายุ ช่วยทำความสะอาด หรือจัดกิจกรรมกลุ่ม เพื่อแลกกับค่าเช่าราคาพิเศษ เดือนละเพียง 300 หยวน (ราว 1,500 บาท)
นอกจากได้ที่พักราคาถูก คนหนุ่มสาวบางคนบอกว่า การอยู่ในบ้านพักคนชราเหมือนการชะลอจังหวะชีวิต ได้ใช้เวลาคิดกับตัวเองมากขึ้น และได้เรียนรู้มุมมองชีวิตจากคนในวัยเกษียณเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม โมเดลดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นด้วยปัจจัย 2 ประการด้วยกัน หนึ่ง คือ ปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะผลทางด้านจิตใจของคนชรา และสองคืออัตราห้องว่างของบ้านพักคนชราที่สวนทางกับจำนวนคนชราที่พุ่งสูง แต่ห้องว่างในบ้านพักคนชรากลับว่างกว่าครึ่งหนึ่ง!
การอยู่ลำพัง VS การอยู่ร่วมข้ามวัย
จีนมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกว่า 54 % เป็น ‘ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง’ การอยู่ร่วมข้ามวัยจึงถูกมองว่าอาจช่วยลดความเหงา สร้างความเข้าใจระหว่างวัย และใช้ทรัพยากรของบ้านพักคนชราให้คุ้มค่ามากขึ้น
มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาจำนวนมากที่ชี้ตรงกันว่า ‘ความเหงา’ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพจิตและร่างกายของผู้สูงอายุ พอ ๆ กับการสูบบุหรี่หรือขาดการออกกำลังกาย
นอกจากนี้ งานวิจัยจาก University of Oxford (2021) พบว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับคนหนุ่มสาวช่วย กระตุ้นสมองส่วนอารมณ์ และลดอัตราภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้ถึง 30–40% ขณะที่รายงานจาก WHO หรือองค์การอนามัยโลกช่วยยืนยันว่า การจัดกริจกรรมข้ามวัยจะช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว และเพิ่มความรู้สึกว่ายังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ ก็จะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตและความยืดหยุ่นทางอารมณ์ โดยงานศึกษาจาก Stanford Center on Longevity (2022) พบว่า คนหนุ่มสาวที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุมีแนวโน้มมีความเห็นอกเห็นใจ (empathy) สูงขึ้น และมองความสัมพันธ์ระหว่างคนได้ลึกซึ้งกว่าเดิม และจากงานวิจัยพบว่าคนหนุ่มสาวที่อยู่ในลักษณะอยู่ร่วมข้ามวัยจะมีความพึงพอใจในชีวิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15–20% ภายใน 6 เดือน
ดังนั้น หลายประเทศเช่น ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ จึงพัฒนาโครงการ บ้านข้ามวัย เพื่อเชื่อมรุ่นใหม่กับผู้สูงวัย ไม่เพียงแต่ที่ประเทศจีนเท่านั้น อย่างเช่นในเนเธอร์แลนด์ โครงการ Humanitas Deventer เปิดให้นักศึกษาอยู่ในบ้านพักคนชราโดยไม่เสียค่าเช่า แลกกับการใช้เวลาอย่างน้อย 30 ชั่วโมงต่อเดือนในการพูดคุยและทำกิจกรรมกับผู้สูงอายุ ผลวิจัยหลังดำเนินโครงการ 5 ปี พบว่า ผู้สูงอายุมีคะแนนสุขภาวะทางจิตใจดีขึ้นถึง 85% ส่วนคนหนุ่มสาวมีพฤติกรรมเห็นคุณค่าของผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
บ้านพักคนชรา กับปัญหาห้องว่างที่เพิ่มขึ้น
ปัจจัยที่ 2 คือแม้ว่าจีนจะมีประชากรสูงวัยค่อนข้างมาก แต่ปัญหาการเสื่อมความนิยมใน ‘บ้านพักคนชรา’ ที่ปรากฎห้องว่างมากขึ้นนั้นกลับสวนทางกัน
ปัจจุบันอัตราครองเตียงเฉลี่ยในจีนอยู่ที่เพียง 45.4% เท่านั้น หลายแห่งจึงเริ่มมองหาวิธีใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ด้วยวิธีการใหม่ๆ เช่น อนุญาตให้คนอายุต่ำกว่า 45 ปีพักอาศัยได้ หรือการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะกับคนวัยทำงานมากขึ้น เช่น มีพื้นที่ Co-Working Space หรือพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถลงมาทำกิจกรรมและหามุมทำงาน แม้กระทั่งการมีคาเฟ่ภายในอาคาร ก็มีให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น รวมไปถึงโมเดลการเปิดรับคนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ร่วมด้วย
ฉะนั้น ในอีกมุมหนึ่ง โมเดลดังกล่าวจึงมีเสียงสะท้อนถึงความกังวลว่าโครงการลักษณะนี้จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ เพราะบางแห่งคุณภาพของบ้านพักคนชราไม่เป็นไปตามที่โฆษณา และการอยู่ร่วมกันในบางครั้งก็ต้องใช้เวลาปรับตัวมากเกินไป
จากจีน สะท้อนถึง ‘การอยู่ร่วมข้ามวัย’ ในไทย
ข้อมูลพบว่า ความเหงา (loneliness) เป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพจิตผู้สูงอายุ และคนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 1 ใน 3 มีภาวะเหงาระดับกลางถึงรุนแรง
สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2566 พบว่า กว่า 21% ของครัวเรือนไทยมีคนอยู่แค่คนเดียว! และในกลุ่มวัยทำงานมีแนวโน้มอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ ‘สังคมผู้สูงวัยที่อยู่ลำพัง’ ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า แม้ว่าประเทศไทยจะเคยเป็นสังคมครอบครัวขยายเป็นพื้นฐานก็ตาม แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาโครงสร้างของครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังเดินหน้าเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงวัยที่อยู่ลำพัง’ ซึ่งต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง.


