คุม ‘เบาหวาน’ ให้สงบโดยไม่พึ่งยาได้อย่างไร? แม้ไม่ใช่โรคที่หายขาด!
นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย แนะ คุม 'เบาหวาน' ให้สงบโดยไม่พึ่งยาทำได้อย่างไร? แม้ไม่ใช่โรคที่หายขาด ชี้ดีต่อบุคคลและระบบสาธารณสุขของประเทศ
ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทย โดยให้รายละเอียดว่า
โรคเบาหวานมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิด คือ
- เบาหวานชนิดที่ 1
- เบาหวานชนิดที่ 2
- เบาหวานชนิดไฮบริด (ก้ำกึ่งระหว่างชนิดที่ 1 และ 2)
- กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะเบาหวานชัดเจน
- เบาหวานในหญิงขณะตั้งครรภ์
ชนิดที่พบมากที่สุดในไทยคือเบาหวานชนิดที่ 2 และ 1 ปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน และพันธุกรรม พร้อมกับโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัย 6 เดือน ไปจนถึงวัยสูงอายุ
ทั้งนี้ โรคเบาหวาน คือ ระดับน้ำตาลในเลือดสูงโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อกินอาหารเข้าไประดับน้ำตาลที่ไร้การควบคุมทำให้ยิ่งสูงขึ้นไป ตามปกติ ร่างกายจะมีกลไกควบคุมน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไปผ่านฮอร์โมนอินซูลินที่ถูกสร้างจากตับอ่อน แต่ผู้ป่วยเบาหวานมีอินซูลินไม่เพียงพอจะควบคุมน้ำตาล หรือร่างกายผลิตฮอร์โมนนี้ไม่ได้ บางส่วนก็ดื้ออินซูลิน ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และจะมีผลต่ออวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เกิดความปั่นป่วน ทำงานได้ไม่เต็มที่ หากไม่ได้รับการดูแลรักษา
สาเหตุสำคัญ มาจากการกินอาหารของผู้คน ยิ่งกับคนกลุ่มเสี่ยงที่อ้วน มีน้ำหนักตัวมาก บวกกับชอบกินของหวานเป็นประจำ กลุ่มนี้เสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน หรือดื่มสุรามาก จนมีผลต่อตับ และตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินมากพอเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย และอีกส่วนคือถูกส่งต่อโรคทางพันธุกรรม
สัญญาณเตือน และตอนต่อไปของเบาหวาน
สำหรับสัญญาณเตือนระยะเริ่มแรก อาจารย์วรรณีบอกว่า เบาหวานจะมีอาการจำเพาะที่สังเกตได้เลย คือ กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยผิดธรรมชาติ ช่วงกลางคืนหากลุกตื่นปัสสาวะมากกว่าหนึ่งครั้งก็เป็นอีกสัญญาณเตือนด้วยเช่นกัน
“แต่บางคนอาจมีอาการมือเท้าชา หรือตามัว ซึ่งสะท้อนว่าอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระดับค่าน้ำตาลกำลังมีปัญหา หรือผู้ชายบางคน มาด้วยอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือมีความรู้สึกทางเพศเปลี่ยนแปลงไป อาจตรวจพบว่ามีโรคเบาหวานเป็นเหตุปัจจัยด้วย” อาจารย์วรรณี เสริมข้อมูล
อย่างไรก็ตาม เมื่อป่วยเป็นเบาหวานแล้ว สิ่งที่ต้องจดและจำมากที่สุดคือ เบาหวานคือต้นตอของโรคอื่นๆ ที่จะตามมา และจะมีปัญหาสุขภาพอีกด้วยหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เช่น ตาอาจมองเห็นได้ไม่ชัด เพราะน้ำตาลที่มากเกินไปทำให้เลนส์ตา เกิดฝ้า มองเห็นไม่ชัด หรือน้ำตาลในเลือดที่สูงมากไป ทำให้การไหลเวียนเลือดปั่นป่วน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่พอ อาจเกิดการติดเชื้อง่าย และเสี่ยงจะสูญเสียอวัยวะ รวมไปถึงจะมีโรคแทรกซ้อนตามมาที่ หัวใจ สมอง ไต
อ.วรรณีย้ำว่า เบาหวานไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ต้องระวัง และแม้ว่าจะรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่เทคโนโลยี เครื่องมือตัวช่วยในการดูแลควบคุมน้ำตาลในร่างกายที่รุดหน้า มุ่งเน้นไปที่การทำให้ผู้ป่วยเบาหวานอยู่ในภาวะสงบของโรค ทั้งกระบวนการรักษา และการเติมองค์ความรู้ให้ผู้ป่วย กลุ่มเสี่ยงได้ดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง บวกไปกับการพัฒนาสิทธิประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ทำให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานมีทิศทางที่ดีขึ้น
คุมเบาหวานให้ ‘สงบ’
เบาหวานที่สามารถรักษาให้อยู่ในภาวะสงบได้ คือ เบาหวานชนิดที่ 2 เท่านั้น อย่างที่อาจารย์วรรณีสะท้อนภาพเอาไว้ว่า โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เว้นแต่เบาหวานชนิดขณะตั้งครรภ์ ที่สามารถหายได้เองหลังการคลอด แต่ต้องติดตามเป็นระยะเพราะอาจเกิดโรคภายหลังได้
“โรคเบาหวานระยะสงบ หมายถึง หลังการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แล้ว ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ไม่ใช่โรคเบาหวาน และผู้ป่วยสามารถหยุดยาได้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่เริ่มให้ความสนใจมากขึ้นในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา และ สธ. ก็มุ่งไปสู่การทำให้ผู้ป่วยเบาหวานอยู่ในระยะสงบในระยะ 2 – 3 ปีนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถคงระดับความสงบของโรคเอาไว้ให้ได้นานที่สุด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วย และต่อระบบสาธารณสุขในภาพรวมของประเทศ” อาจารย์วรรณี ย้ำ
สำหรับเกณฑ์ที่บ่งชี้ว่าคนไข้เบาหวานอยู่ในระยะสงบคือ ระดับน้ำตาลในเลือดหากยังไม่กินอะไร ต่ำกว่า 126 มก./ดล. หรือดูระดับน้ำตาลสะสมในเลือดต่ำกว่า 6.5% จะถือว่าอยู่ในระยะโรคสงบ ทีจะต้องให้คนไข้ควบคุมต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเกณฑ์ควบคุมที่ระบุ
ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี ขยายความว่า แม้การรักษาเบาหวานไม่สามารถหายขาดได้ แต่ผู้ป่วยมีส่วนอย่างมากในกระบวนการรักษา ที่จะทำให้โรคเบาหวานของตัวเองอยู่ในระยะสงบได้ ที่สำคัญคือต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเรื่องกินสำคัญที่สุด กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน หากน้ำหนักเกินต้องปรับลดอาหาร และผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะสงบได้ส่วนใหญ่คือปรับการกิน และทำให้น้ำหนักลด และควบคุมน้ำตาลในร่างกายจากการกิน และทำให้ร่างกายคุ้นชินจนสามารถควบคุมน้ำตาลได้โดยไม่ต้องพึ่งยา
นโยบายรัฐฯ ช่วยผู้ป่วยเบาหวาน - ผู้ป่วยเบาหวานช่วยรัฐ
ข้อดีของการคุมโรคเบาหวานให้อยู้ในระยะสงบ อาจารย์วรรณี ให้ภาพว่า เมื่อผู้ป่วยเบาหวานอยู่ในระยะสงบได้ ก็จะช่วยให้ลดความแออัดในโรงพยาบาล เพราะผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาติดตามอาการกับแพทย์ที่โรงพยาบาลเป็นประจำ สามารถจะนัดหมายพบกันระยะยาว 1 -2 ครั้งต่อปี อีกทั้งอาจติดตามต่อเนื่องผ่านระบบการแพทย์ทางไกล
นอกจากนี้ การทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับรักษาผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะค่ายา
เมื่อโรคอยู่ในระยะสงบได้ก็ไม่ต้องกินยา ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ต่อคนหลายพันบาทต่อปี หากทำได้ทั้งประเทศจะประหยัดได้หลายล้านบาท จึงเป็นจุดที่ระบบสาธารณสุขของประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น ในระยะ 2 - 3 ปีที่ผ่านมา
อ.วรรณี ได้กล่าวถึงนโยบายรัฐ ที่เน้นการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้อยู่ในระยะสงบนั้นมาถูกทางแล้ว เช่น นโยบายการลดโรค NCDs มุ่งเน้นการนับคาร์บ และการกระตุ้นให้โรงพยาบาลและหน่วยบริการเน้นดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้อยู่ในภาวะสงบโดยการเบิกจ่ายชดเชยให้หน่วยบริการที่ทำได้
สำหรับ กรณีการเบิกจ่ายชดเชยให้หน่วยบริการนั้น สปสช.จะอนุมัติการเบิกจ่ายชดเชยตามผลลัพธ์การบริการ ที่หากทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ภาวะโรคสงบได้ หากทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสงบของโรค สามารถเบิกจ่ายชดเชยตามผลลัพธ์ได้ 4,000 บาทต่อราย แต่หากควบคุมได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาครบ 1 ปี ก็เบิกชดเชยได้เพิ่มเติมอีกเป็น 6,000 บาท หรือที่เรียกว่าจ่ายตามผลลัพธ์การบริการ
แต่กระนั้น ยังมีจุดท้าทายที่นายกสมาคมโรคเบาหวานฯ มองเห็น คือ การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ที่ข้อมูลในมือระบุว่ายังมีประชากรอีกราว 30% ยังเข้าไม่ถึงการตรวจ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน ที่หากสถานประกอบการไม่จัดเตรียมไว้ให้ กลุ่มนี้ก็ไม่ไปตรวจ รวมไปถึงกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในชุมชน เมื่อมีการคัดกรองและพบว่าเสี่ยง แต่ไม่เข้าสู่กระบวนการรักษา ซึ่งเป็นอีกโจทย์ในระดับนโยบายที่ต้องดำเนินการเพื่อความครอบคลุม
อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ต้องดูแลตนเองเช่นกัน ซึ่งแนวทางที่จะดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคเบาหวานได้ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ที่เป็นเรื่องสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
“สิ่งที่ประชาชนทำได้คือ คือสูตรอาหารจานเดียว 2 - 1 - 1 ซึ่งคือการเลือกกินอาหารใน 1 จานอย่างเหมาะสม โดยให้มีผักชนิดใบ จะเป็นสดหรือผ่านการปรุงสุก เช่น ต้ม หรือผัด เป็น 2 ส่วนในจาน ขณะที่อีก 1 ส่วนเป็นคาร์โบไฮเดรต และ 1 ส่วนที่เหลือเป็นเนื้อสัตว์ ซึ่งจะเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการกินอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยให้กลุ่มเสี่ยงลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานได้”


