
ซานาเอะ ว่าที่นายกฯญี่ปุ่น ล้มโมเดล 'นายกฯหญิง' ในเอเชียตลอดกาล
ทำไม? ซานาเอะ ทาคาอิจิ ว่าที่นายกฯ ของญี่ปุ่น ล้มโมเดลการเป็นนายกรัฐมนตรีของผู้หญิงในเอเชียที่เคยเป็นไปตลอดกาล
KEY
POINTS
- ผู้นำหญิงในเอเชียส่วนใหญ่มักขึ้นสู่อำนาจผ่านการสืบทอดจากตระกูลการเมือง, อาศัยเครือข่ายอุปถัมภ์ หรือขึ้นมาในช่วงวิกฤตการเมือง
- ซานาเอะ ทาคาอิจิ ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่น ไม่ได้มาจากตระกูลการเมือง แต่สร้างเส้นทางอาชีพด้วยตนเองโดยไต่เต้าจากตำแหน่งสมาชิกสภาฯ และรัฐมนตรีหลายกระทรวง
- การขึ้นสู่ตำแหน่งของซานาเอะไม่ได้เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง และเธอนำเสนอนโยบายสายอนุรักษ์นิยม ซึ่งแตกต่างจากโมเดลผู้นำหญิงในเอเชียที่มักใช้นโยบายประชานิยม
จากสถิติ นายกรัฐมนตรีหญิงเกิดในสังคมเอเชียมากกว่าโลกตะวันตก ตามประวัติศาสตร์แล้วมีมากกว่า 15 คน และส่วนใหญ่เกิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดย Inter-Parliamentary Union (IPU) Data on Women in Politics ระบุว่าเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนผู้นำหญิงสูงเกินค่าเฉลี่ยโลก
จนทำให้มีงานวิจัยหลายตัวที่ออกมาตีแผ่ปรากฎการณ์ดังกล่าว ว่าเพราะอะไร?
จากงานวิจัยหลายตัวในปี 2002-2021 งานวิจัยทั้งหลายสรุปตรงกันว่า การขึ้นสู่อำนาจของผู้หญิงในเอเชียไม่ได้สะท้อนความเท่าเทียมทางเพศสูง แต่เป็นผลจาก
1. การสืบทอดอำนาจทางการเมืองในครอบครัว (Political Dynasty)
โดยงานวิจัยของ Chhibber, Pradeep (2002) วิเคราะห์ว่าปรากฎการณ์ผู้นำหญิงในอินเดียและเอเชียใต้ ส่วนใหญ่ผู้นำหญิงจะเข้ามาแทนที่สามีหรือบิดา
สอดคล้องกับงานวิจัยในอีก 19 ปีถัดมาของ Chaudhuri & Mehta (2021) ที่ระบุว่า ในเอเชียใต้ ผู้นำหญิงมักขึ้นสู่อำนาจเป็นผู้สืบทอดจากสามีหรือบิดา โดยได้รับประโยชน์จากตระกูลการเมืองที่มีฐานอำนาจเดิม
2. การใช้เครือข่ายอุปถัมภ์และประชานิยม
ผู้นำหญิงในเอเชียหลายคนสร้างความชอบธรรมโดยอิงจากภาพลักษณ์ของ 'ผู้หญิงที่อบอุ่น' และรักษาเครือข่ายอำนาจ โดย Chhibber (2002) กล่าวว่า ผู้นำหญิงมักใช้กลยุทธ์ประชานิยมและเครือข่ายครอบครัวเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง
3. ช่องว่างทางการเมืองและโอกาสจากวิกฤติ
การเกิดวิกฤติหรือการสูญเสียผู้นำชาย เปิดโอกาสให้ผู้หญิงจากตระกูลทรงอิทธิพลเข้ามาแทน โดย Krook (2010) ระบุว่า ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการขาดหายของผู้นำชาย มักสร้างโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาแทน โดยเฉพาะในบริบทของตระกูลการเมือง
นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลก เกิดที่ศรีลังกา
เมื่อหันมองมาที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลก ซึ่งก็เกิดในทวีปเอเชียอย่าง สิริมาโว บันดารานายเก (Sirimavo Bandaranaike) เธอได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1960 หลังจากสามีของเธอ โซโลมอน บันดาราไนยาเก (S. W. R. D. Bandaranaike) อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกลอบสังหารในปี 1959 เธอจึงถูกเสนอชื่อให้เป็นหัวหน้าพรรค Sri Lanka Freedom Party (SLFP) และชนะการเลือกตั้งในปีถัดมา
สะท้อนภาพให้เห็นชัดว่า การเข้าดำรงตำแหน่งของสิริมาโว เป็นการสืบทอดอำนาจจากสามี และใช้ภาพลักษณ์ครอบครัว และการเกิดวิกฤตที่สูญเสียผู้นำชายโดยไม่ทันตั้งตัว
นอกจากนี้ สิริมาโววางรากฐานให้ครอบครัวบันดาราไนยาเกกลายเป็น 'ตระกูลการเมือง' ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของศรีลังกา บุตรสาวของเธอ จันทริกา กุมาราตุงกา (Chandrika Kumaratunga) ก็ได้ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของศรีลังกา ในปี 1994
เช่นเดียวกับที่ประเทศอินเดียอย่าง อินทิรา คานธี สืบทอดอำนาจจากการเป็นลูกสาวของ จาวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย เธอได้รับการสนับสนุนจากฐานอำนาจและเครือข่ายทางการเมืองของครอบครัว และการเสียชีวิตของนายกรัฐมนตรีลาล บาฮาดูร์ ชาสตรี (Lal Bahadur Shastri) เปิดโอกาสให้เธอเข้ามาเป็นผู้นำพรรคและนายกรัฐมนตรี และทำให้เธอสามารถดำรงตำแหน่งนายรกัฐมนตรี 2 สมัยได้แก่ในปี 1966-1977 และ 1980-1984 จนถึงวันที่เธอถูกลอบสังหาร
หรือแม้แต่ ชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีของบังคลาเทศ เธอเป็น ลูกสาวของ ชีค มูจิบุร ราห์มาน (Sheikh Mujibur Rahman) นายกรัฐมนตรีและผู้ก่อตั้งประเทศบังกลาเทศ และถูกสังหารในปี 1975 หลังเหตุการณ์นี้ เธอถูกเน้นให้เป็นตัวแทนของตระกูลและฐานอำนาจเดิมของพรรค Awami League หลังการลอบสังหารพ่อและการรัฐประหาร
การกลับมาของเธอเป็นโอกาสจากวิกฤติและความต้องการความต่อเนื่องทางการเมือง ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งนายรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปัจจุบัน และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในบังกลาเทศ
เมื่อหันมามองฝั่งอาเซียน นายกรัฐมนตรีอย่าง กลอเรีย อาร์โรโย ของฟิลิปปินส์ เธอเป็น ลูกสาวของ Diosdado Macapagal อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ครอบครัวมีอิทธิพลทางการเมืองสูง ทำให้เธอมีฐานสนับสนุนจากเครือข่ายทางการเมืองเดิม และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหลัง Joseph Estrada ถูกถอดจากตำแหน่ง (2001) จากการประท้วงและกระบวนการถอดถอน นอกจากนี้เธอใช้ นโยบายสวัสดิการและเศรษฐกิจแบบประชานิยม เพื่อสร้างความชอบธรรม เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ยากไร้ และส่งเสริมโครงการชุมชน
หันมามองที่ประเทศไทยอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นน้องสาวของ ทักษิณ ชินวัตร (Thaksin Shinawatra) อดีตนายกรัฐมนตรี และการการขึ้นสู่อำนาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับฐานอำนาจและเครือข่ายทางการเมืองของพรรค เพื่อไทย ส่วนไทม์ไลน์นั้นเกิดขึ้น หลังจากที่ทักษิณถูกยึดอำนาจในปี 2006 และพรรคไทยรักไทยถูกยุบ อีกทั้งยังสานต่อนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย
ซานาเอะ ล้มโมเดลการสืบทอดอำนาจนายกฯหญิงของเอเชีย
สำหรับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ดูเหมือนจะต่างจากโมเดลที่เกิดขึ้นข้างต้นอย่างสิ้นเชิง สำหรับซานาเอะ เธอเป็นนักการเมืองหญิงสายอนุรักษ์นิยม วัย 64 ปี จบปริญญาตรีด้านกฎหมายจาก มหาวิทยาลัยวาเซดะ ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งแรกในปี 1992 ในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่พ่ายแพ้ แต่ยังคงมุ่งมั่นต่อเนื่องจนสามารถคว้าชัยมาได้และเข้าร่วมพรรค LDP ในปี 1996 เธอได้เป็น สส.ถึง 10 และสร้างชื่อด้วยการเป็นสส.พรรคอนุรักษ์นิยมที่กล้าแสดงออกมากที่สุด
ซานาเอะเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง ตั้งแต่ กระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร และในปี 2021 เธอได้ลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP เป็นครั้งแรก แต่ไม่สำเร็จ ก่อนที่จะมาสำเร็จในคราวหลัง
ซานาเอะไม่ได้เข้ากับโมเดลการเป็นนายกฯ ของเอเชียแต่อย่างใด เธอไม่ได้มาจากตระกูลการเมืองใหญ่ และใช้การไต่เต้าเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งสูงภายในพรรค การเข้ามาดำรงตำแหน่งของเธอมาจากการเลือกตั้งในพรรค ไม่ได้เกิดขึ้นจากวิกฤตระดับประเทศ และแนวนโยบายที่เธอใช้ไม่ใช่แนวประชานิยม แต่เป็นนโยบายอนุรักษ์นิยม
เราจึงได้เห็นคำพูดของเธอที่บอกว่า เธอไม่เชื่อ Work Life Balance และเธอจะทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน และทำงาน ดูเป็นคำพูดที่ไม่เอาใจประชาชนญี่ปุ่นแต่อย่างใด!
แหล่งอ้างอิง
Chhibber, Pradeep (2002). “Why Are Some Women Politically Active?” Political Science Quarterly, 117(4), 575–598.
Chaudhuri, A., & Mehta, P. (2021). “Political Dynasties and Women Leaders in South Asia.” Asian Journal of Political Science, 29(3), 271–290.
Krook, Mona Lena (2010). “Quotas for Women in Politics: Gender and Candidate Selection Reform Worldwide.” Oxford University Press.







