ท็อป จิรายุส ชี้ 3 เสาหลักความรู้พาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
3 เสาหลักคนอนาคต ท็อป จิรายุส ปลุกไทยสร้างคนรุ่นใหม่ด้วย Health, Digital, Financial Literacy ปลดล็อกไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง สังคมสูงวัยขั้นสุด
KEY
POINTS
- ท็อป จิรายุส ชี้ 3 เสาหลักแห่งความรู้ที่จะพาประเทศไทยให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ได้แก่ ความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ดิจิทัล (Digital Literacy) และการเงิน (Financial Literacy)
- เสนอให้ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "Longevity Hub" หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจเพื่อคนอายุยืน โดยใช้จุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และการแพทย์เชิงป้องกัน
“ในอนาคต คนทั้งโลกอาจต้องกลับไปเรียนหนังสือใหม่”
เสียงจาก จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแห่ง บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ได้กล่าวบนเวที “A Call for Adaptation: The Sustainability in Trade & Industry” ที่จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ภายในงาน Sustainability Expo 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้จุดประกายให้ผู้ฟังทั้งฮอลล์ต้องหันกลับมาทบทวนตัวเอง
หากใครได้ติดตามจะรู้ดีว่า จิรายุส หรือท็อป เป็นนักธุรกิจผู้ก่อตั้งบริษัท Bitkub ศูนย์แลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำของไทย นอกจากในมุมธุรกิจ การเงิน เทคโนโลยี ในช่วงหลัง เขายังให้ความสนใจกับเรื่องระบบสุขภาพ โดยเฉพาะการเสนอเรื่อง Longevity Hub ซึ่งหมายถึง ศูนย์กลางด้านการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยบนเวที แห่งนี้ จิรายุส กล่าวถึงความเชื่อมั่นว่า “ความรู้” คือพลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และเตรียมพร้อมสู่โลกอนาคตที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เขาชี้ว่า โลกยุคใหม่ต้องการ “มนุษย์รุ่นใหม่” (The Next Generation of Humans) ที่มีความรู้ 3 ด้านซ้อนทับกัน เป็นสามเสาหลักแห่งอนาคตที่ทุกประเทศต้องเร่งสร้าง ประกอบด้วย
1. Health Literacy สร้างสุขภาพ สร้างเศรษฐกิจใหม่ของชาติ
จิรายุสมองว่า หนึ่งใน S-Curve ใหม่ของประเทศไทย คือการเป็น “Longevity Hub” ของโลก ศูนย์กลางเศรษฐกิจเพื่อคนอายุยืน ที่ผสานจุดแข็งของไทยทั้งด้านธรรมชาติ อาหาร และสมุนไพรเข้าด้วยกัน
“คนที่มีเงินมากที่สุดในโลกวันนี้คือผู้สูงวัยและสิ่งที่พวกเขาต้องการซื้อที่สุดคือเวลาบนโลกใบนี้”
ประเทศไทยมีศักยภาพเหนือคู่แข่งในภูมิภาค ทั้งเรื่องอาหารที่ปลอดภัยจากฐาน “ครัวของโลก พืชสมุนไพรเขตเมืองร้อน ทะเล ภูเขา และวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน นี่คือโอกาสที่ไทยสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพได้จริง
ไม่เพียงเท่านั้น เขาระบุอีกว่า แนวคิด Longevity Tech ก็กำลังเกิดขึ้นแล้ว เทคโนโลยีที่ช่วยยืดคุณภาพชีวิตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เช่น
บ้านและอาคารที่ออกแบบด้วยระบบ Red Light Therapy, เครื่องควบคุมแรงดันอากาศ (Positive/Negative Pressure Ventilators) ที่ปรับความชื้น ลดฝุ่น และควบคุมคาร์บอนไดออกไซด์โดยอัตโนมัติ
ในขณะที่วงการแพทย์ก็ต้องรีสกิล (Reskill) จากการรักษาอาการ ไปสู่การ “สร้างสุขภาพ” (Create Health) อย่างแท้จริง และเปลี่ยนแนวคิดจาก 30 บาทรักษาทุกโรค ไปสู่ 30 บาทป้องกันทุกโรค [ท็อป จิรายุส มองวิกฤตสุขภาพปัญหาใหญ่ ชู '30 บาทป้องกันทุกโรค']
2. Digital Literacy เมื่อ AI กลายเป็นระบบปฏิบัติการของโลก
อีกเพียง 5 ปีข้างหน้า AI จะกลายเป็น Operating System ของทุกอุตสาหกรรมเหมือนกับไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตที่เราทุกคนใช้โดยไม่รู้ตัว
การเปลี่ยนแปลงนี้รุนแรงจน “1 ใน 3 ของประชากรโลก” จะต้องกลับไปเรียนหนังสือใหม่ภายในปี 2030 เพื่อ Reskill และ Upskill ให้ทันกับรูปแบบงานที่ AI เข้ามาแทนที่
แต่สิ่งที่จิรายุสชี้ให้เห็นคือ “ไทยยังไม่พร้อม” อย่าง เวียดนามผลิตบุคลากรด้าน Science & Technology ได้ปีละ 500,000 คน แต่ไทยได้เพียงหลักหมื่น ต่างกันถึง 50 เท่า ประเทศไทยต้องเร่งอุดช่องว่างนี้ เพราะหากขาดทักษะด้านดิจิทัล จะไม่สามารถแข่งขันในยุคที่ AI เป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลกได้เลย
3. Financial Literacy เมื่อทุกมูลค่ากำลังกลายเป็นดิจิทัล
โลกกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของระบบการเงิน (Financial System)
เงินที่เราถืออยู่วันนี้ กำลังสูญค่าลงปีละราว 10% จากภาวะ Currency Debasement ที่รุนแรงกว่าเงินเฟ้อปกติ อีกไม่นาน ทุกสิ่งที่มีมูลค่าจะถูกเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัลโทเคน (Tokenized Asset) ตลาดหลักทรัพย์จะอยู่บน Blockchain เพชร ทอง ที่ดิน หรือแม้แต่ศิลปะ จะถูกเปลี่ยนเป็นโทเคนที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดรองที่มีสภาพคล่องสูง
“20 ปีที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นดิจิทัล แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทุกอย่างที่มีมูลค่าจะกลายเป็นดิจิทัลเช่นกัน”
ปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัลคิดเป็นเพียง 15.5% ของ GDP โลก แต่คาดว่าจะพุ่งเป็น 70% ภายใน 10 ปีข้างหน้า นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยต้องเลิกพึ่งพาการค้าแบบ Physical Trade เช่น ยางพารา ข้าว หรือรถยนต์ ซึ่งอยู่ในตลาด Red Ocean ที่แข่งขันด้วยราคา และต้องเร่งผลักดันกิจกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ ได้แก่ Digital Trade, Digital Service Trade และ Green Trade ซึ่งเพียงปีที่ผ่านมาเติบโตแล้วกว่า 300%
นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาบอกว่า “ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คนทั้งโลกอาจต้องกลับไปเรียนหนังสือใหม่” ไม่ใช่คำเตือน แต่เป็นการบอกเตรียมพร้อมเป็น ‘มนุษย์รุ่นใหม่’ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่เคยเป็นมา


