posttoday

ย้อนดู ‘สิทธิสามี’ หลัง พ.ร.บ.แรงงานจ่อให้ลาคลอดบุตรได้ 15 วันรับค่าจ้าง 100%

19 กันยายน 2568

ย้อนดูประวัติศาสตร์ ‘สิทธิสามี’ กับการลาคลอดบุตรที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาเกือบ 3 ทศวรรษ จนล่าสุดปลายปีนี้ พ.ร.บ.แรงงานฉบับใหม่กำหนดให้สามารถลาดได้แล้ว 15 วัน

KEY

POINTS

  • พ.ร.บ. แรงงานเตรียมแก้ไขให้ลูกจ้างชายสามารถลาไปดูแลภรรยาหลังคลอดบุตรได้ 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็ม 100%
  • ในอดีตกว่า 3 ทศวรรษ กฎหมายไทยให้ความสำคัญกับสิทธิลาคลอดของแม่เป็นหลัก ทำให้ลูกจ้างชายในภาคเอกชนไม่มีสิทธิลาในส่วนนี้อย่างเป็นทางการ
  • การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนแนวคิดความเท่าเทียมในการเลี้ยงดูบุตร และเป็นการขยายสิทธิที่ก่อนหน้านี้มีเฉพาะในกลุ่มข้าราชการชาย

ในสังคมปัจจุบันที่ ‘ความเท่าเทียม’ หล่อหลอมให้บทบาทการดูแลลูก คือการสร้างสมดุลระหว่าง ‘พ่อและแม่’

 

โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ให้กำเนิดลูกล้วนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ

3 เดือนแรกของการเลี้ยงดูย่อมสำคัญ ลำบาก และเหน็ดเหนื่อย

 

แต่เมื่อย้อนกลับไปดู ‘สิทธิของสามี’ หรือ ‘สิทธิของพ่อ ในสถานการณ์นี้ จะพบว่า  สิทธิของการลาคลอดในประเทศไทยนั้น ให้ความสำคัญกับ ‘แม่ผู้ให้กำเนิด’ มากกว่าบทบาทของ ‘พ่อ’

 

จนทำให้เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ นับตั้งแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงและผลักดันสิทธิลาคลอดในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น กลับไม่มีการพูดถึง ‘สิทธิของสามี’ ในนั้นเลย

 

ทำให้ก่อนหน้าปี 2565 สิทธิลาคลอดของผู้ชายไทยเป็นศูนย์!

 

พัฒนาการสิทธิลาคลอดในสังคมไทย

 

ตั้งแต่อดีต หน้าที่ของเลี้ยงดูบุตรมักจะถูกเหมาว่าเป็นหน้าที่และบทบาทของผู้หญิง ในขณะที่หน้าที่ของการหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว เป็นภาระของฝ่ายชาย .. สะท้อนผ่านทางการพิจารณาสิทธิการเลี้ยงดูบุตรของรัฐบาล ที่ให้สิทธิแก่แม่ตลอดระยะเวลา 3 ทศวรรษ แต่ไม่เคยมีการพูดถึง หรือตั้งคำถามถึงสิทธิของผู้เป็นพ่อเลยจนกระทั่งปี 2565

 

ในปี 2534  เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยแก้ไขสิทธิลาคลอดของข้าราชการหญิงจากเดิมเป็น 90 วัน แต่ไม่ครอบคลุมไปถึงลูกจ้างเอกชนที่ยังลาคลอดได้ 60  วันแต่ได้รับค่าจ้างเต็มเพียง 30 วัน

หลังจากนั้นได้เกิดการรณรงค์ของแรงงานหญิงเพื่อเรียกร้องให้สิทธิลาคลอดได้ 90 วันและสำเร็จในปี 2536 ซึ่งเป็นการอนุญาตให้ลาคลอด 90 วันและได้รับค่าจ้างเต็ม

ต่อมาในปี 2541 จึงได้เพิ่มวันลาคลอดขึ้นมาเป็น 98 วันเพื่อครอบคลุมวันตรวจครรภ์ก่อนคลอดด้วย

 

ทั้งนี้ อธิบดีกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ว่าในปลายปีนี้ (2568) มีการเพิ่มสิทธิวันลาและค่าจ้างของลูกจ้างภาคเอกชน

 

วันลาคลอดบุตรจากเดิม 98 วัน เป็น 120 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 60 วัน

และมีวันลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงบุตรกรณีที่บุตรมีภาวะพิการ 15 วัน ได้รับค่าจ้างอีก 50%

 

 

วิธีคิดดังกล่าว เรียกว่าตกยุคไปแล้วตามกาลสมัย เพราะผู้หญิงและผู้ชายสามารถหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวได้ และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะทำในสิ่งที่ตนเองรัก ไต่เต้าและทำงานได้อย่างที่ใจนึกเช่นเดียวกัน

 

เมื่อแต่งงานมีครอบครัว หน้าที่ของการเลี้ยงดูบุตรจึงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายที่จะมีข้อตกลงร่วมกัน บางครอบครัวอาจตกลงให้ฝ่ายหญิงออกจากงานและฝ่ายชายหาเงินมาเลี้ยงดูอย่างเดียวก็ไม่ผิด หรือบางครอบครัวตกลงที่จะช่วยกันเลี้ยงดูและมีเวลาร่วมกับลูกร่วมกันให้มากที่สุด ก็ไม่ผิด

 

วิธีการนั้นไหลลื่นและแตกต่างกันได้ ตราบใดที่ทั้งคู่พอใจร่วมกัน นั่นคือวิธีการคิดของคนยุคใหม่

 

อย่างไรก็ตามกฎหมายก็ต้องไหลลื่นตามหลักคิดของคนในแต่ละยุคและวิถีชีวิตเช่นกัน

 

หากย้อนดูสิทธิวันลาคลอดบุตรของสามีหรือพ่อ จะพบว่าตั้งแต่มีการเคลื่อนไหวในปี 2535 เป็นเวลากว่า 30 ปีกว่าจะเห็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิการทำหน้าที่พ่อ โดยในส่วนของข้าราชการสามารถลาได้ 15 วัน โดยได้รับเงินเดือนระหว่างลาเต็มจำนวนในช่วงที่กำหนด ส่วนในภาคเอกชนไม่มีกฎหมายบังคับชัดเจน หลายคนใช้วันลาหยุดพักร้อนแทน

 

จนกระทั่งปีนี้ ที่สิทธิของพ่อจะถูกรับรองอย่างชัดเจนอีกครั้ง โดย พ.ร.บ.แรงงาน ได้แก้ไขสิทธิของลูกจ้างสามี/คู่สมรส

 

สามารถลาเพื่อช่วยภรรยาที่คลอดบุตรได้ 15 วัน

โดยจะได้รับค่าจ้างเต็ม 100% ตลอดระยะเวลาการลา!

 

 

 

เทียบต่างประเทศ สิทธิของพ่อนั้นถูกยอมรับเร็วกว่าไทยมาก

 

สวีเดน เป็นประเทศแรกๆ ที่บรรจุสิทธิลาคลอดและเลี้ยงบุตรที่เป็นกลางทางเพศมาตั้งแต่ปี 1974 โดยพ่อกับแม่จะแบ่งสิทธิลารวมกันได้กว่า 480 วัน โดยรัฐจะจ่ายเงินชดเชยราว 80% ของรายได้ โดยมีการกำหนดโควต้าให้พ่อ ‘ต้อง’ ใช้สิทธิบางส่วนด้วย เพื่อบังคับกลายๆ ให้พ่อมีบทบาทในการดูแลลูกร่วมกับแม่ เนื่องจากสวีเดนมองว่าการเลี้ยงดูร่วมเป็นหน้าที่ร่วม ไม่ใช่ของแม่ฝ่ายเดียวมาตั้งแต่เนิ่นนาน

 

หันกลับมามองในแถบเอเชีย ที่ประเทศญี่ปุ่น พ่อสามารถลาหยุดเพื่อเลี้ยงลูกได้ตั้งแต่ปี 1991 โดยปัจจุบันพ่อสามารถลาหยุดเลี้ยงดูบุตรได้สูงสุด 1 ปี โดยกรณีที่แม่กลับไปทำงานเร็วกว่าปกติ พ่อสามารถยืดระยะเวลาการลาได้ถึง 14 เดือน  อย่างไรก็ตามผู้ชายในญี่ปุ่นใช้สิทธินี้กันน้อยมาก จนต้องมีการรณรงค์โครงการที่พูดถึง ‘ผู้ชายจะมีเสน่ห์ขึ้นเพราะเลี้ยงลูก’

 

เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้ผู้ชายมีบทบาทในการเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากปัญหาอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผู้หญิงที่ไม่อยากมีบุตรเนื่องจากภาระการดูแล  ทางรัฐบาลให้สิทธิในการใช้ Parent Leave ได้สูงสุด 1 ปีต่อคน โดยระหว่างลารัฐจะจ่ายเงินชดเชยผ่านระบบประกันการจ้างงานเดือนแรก 80% และเดือนที่ 2 เป็นต้นไป 50% ในขณะที่พ่อมีสิทธิลาพักผ่อนหลังภรรยาคลอดบุตรได้ 10 วันค่าจ้าง 100% เต็มอยู่แล้ว  และถ้าพ่อกับแม่ใช้สิทธิพร้อมกัน รัฐจะให้โบนัสคือจ่ายเพิ่ม 3 เดือนแรก เพื่อจูงใจให้ผู้ชายลาเลี้ยงลูก

 

เมื่อเจาะลงมาในประเทศแถบอาเซียน พบว่าประเทศที่ล้ำหน้ากว่าใครก็คือ ฟิลิปปินส์ เพราะในปี 1996 ก็ได้ออกกฎหมายให้สิทธิพ่อที่แต่งงานแล้ว ลา 7 วันได้โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน และสามรรถใช้สิทธิได้สูงสุด 4 ครั้งทั้งชีวิต

 

..

 

 

ท้ายสุดนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะเริ่มช้า แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องความเท่าเทียม แต่จากบทเรียนของประเทศต่างๆ จะพบว่า มันถูกโยงไปถึงอัตราการเกิด / สังคมสูงวัย ที่มาจากความเหนื่อยของผู้หญิงที่ต้องทั้งทำงานและเลี้ยงดูลูกไปพร้อมๆ กันด้วย.

ข่าวล่าสุด

อิหร่านยิงเครื่องบินรบสหรัฐตก ความตึงเครียดพุ่งสูงต่อเนื่อง