
ไม่ใช่แค่ ‘มะเร็งเต้านม’ โรคที่ ‘ผู้ชายไม่คิดว่าจะเป็นได้’ มีมากกว่าที่คิด!
ไม่ใช่แค่ ‘มะเร็งเต้านม’ ยกตัวอย่างโรคสำคัญที่ ‘ผู้ชายไม่คิดว่าจะเป็นได้’ แต่กลับเป็นและบางโรคร้ายแรงกว่าผู้หญิง ซึ่งมีมากกว่าที่คิด
KEY
POINTS
- มะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นในผู้ชายได้ แม้จะพบได้น้อยกว่าผู้หญิง โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากพันธุกรรมและความไม่สมดุลของฮอร์โมน
- ผู้ชายมีความเสี่ยงต่อโรคที่มักเข้าใจว่าเป็นเฉพาะในผู้หญิง เช่น การติดเชื้อ HPV ซึ่งอาจนำไปสู่มะเร็งชนิดอื่น และโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ซึ่งมักมีอาการรุนแรงกว่า
- ภาวะวัยทองจากการลดลงของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และโรคเกี่ยวกับการกินที่ผิดปกติ (คลั่งผอม) เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นกับผู้ชายได้เช่นกัน โดยมีลักษณะอาการที่แตกต่างออกไป
ข่าวนักร้องดังอย่าง พี สะเดิด ที่ออกมาพูดถึงอาการป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมาเกือบ 20 ปี ทำให้หลายกระแสแชร์ประเด็นนี้ออกไปจนเป็นไวรัล เพราะผู้ชายสามารถเป็น ‘มะเร็งเต้านม’ นั้น บางคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็ว่าได้
มะเร็งเต้านมผู้ชาย
สำหรับมะเร็งเต้านม ผู้ชายมีโอกาสพบได้น้อยกว่าผู้หญิง เมื่อเทียบกับจำนวนผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม 100 คน มีผู้ชายที่เป็นได้เพียง 0.5-1% เท่านั้น หรือ 100 คนพบได้แค่อย่างมาก 1 คน แม้ผู้ชายมีเนื้อเยื่อเต้านมน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้หญิง แต่ยังมีท่อน้ำนมและเนื้อเยื่อไขมันเพียงพอให้เกิดมะเร็งได้
มะเร็งเต้านมผู้ชายไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่มีหลายปัจจัยเสี่ยง อาทิ
- ส่วนใหญ่จะมีครอบครัวที่มีประวัติคนเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน สืบเนื่องมาจาก พันธุกรรม
- มีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการผลิตฮอร์โมน เทสโทสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายลดน้อยลง เมื่อเทียบกับอัตราส่วนเอสโตรเจนในร่างกายก็จะทำให้เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมได้มากขึ้น ซึ่งอาจสามารถสังเกตุได้ผ่านรูปร่างเช่น มีความสูงกว่าค่าเแลี่ยปกติ มีร่างกายช่วงไหล่แคบกว่าช่วงเอว มีเต้านมใหญ่กว่ามาตรฐานชายทั่วไป หรือลูกอัณฑะมีขนาดเล็ก เป็นต้น
- ภาวะ Klinefelter syndrome ที่ทำให้โรคทางพันธุกรรมที่มีโครโมโซม X เกิน ทำให้ฮอร์โมนเพศชายต่ำ
วิธีสังเกตมะเร็งเต้านมผู้ชาย จะใช้วิธีคลำหาก้อนที่โตในเต้านมเฉกเช่นเดียวกับผู้หญิง หรือมีน้ำหรือของเหลวไหลออกมาจากหัวนม ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะของน้ำหรือเลือดก็ถือว่าผิดปกติ หรือหัวนมหดตัวหรือบุ๋มลงไป ผิวหนังบริเวณเต้านมย่น หนา หรือคล้ายผิวส้ม เป็นต้น
โรคติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus)
เชื้อ HPV ซึ่งเป็นต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูก แม้ว่าผู้ชายจะไม่มีมดลูก แต่ก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นกัน หากติดเชื้อแล้วก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งอื่นๆ ได้ เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งอัณฑะ มะเร็งในช่องปาก/ลำคอ เป็นต้น
โดยเชื้อ HPV จะมีวิธีการติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ ทั้ง ช่องคลอด ทวารหนัก ปาก การสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยะเพศ ฯลฯ ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการและร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง เพียงแต่หากเชื้อยังอยู่ ก็จะสามารถพัฒนาไปเป็นโรคต่างๆ ได้ โดยเฉพาะเมื่อติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง เช่น HPV-16 และ HPV-18
ทั้งนี้ ผู้ชายก็สามารถฉีดวัคซีน HPV ได้ด้วยเช่นกัน นอกจากจะเป็นการป้องกันตัวเองแล้ว ยังเป็นการป้องกันการส่งผ่านโรคไปยังคู่รักไม่ว่าจะเพศไหนอีกด้วย
โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE)
โรคนี้จะพบว่าเป็นในกลุ่มของผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ แต่จริงๆ แล้วผู้ชายก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามฮอร์โมนเอสโตรเจนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ โรคนี้จึงพบในผู้หญิงมากเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถพบในผู้ชายราว 1 ใน 10 ของผู้ป่วยทั้งหมด และจะมีอาการที่รุนแรงกว่า เช่น มีอาการไตอักเสบตั้งแต่แรก หรือเกี่ยวข้องถึงระบบประสาทมากกว่า โดยสาเหตุที่แท้จริงยังไม่แน่ชัด มีทั้งเรื่อง พันธุกรรม เพศ สิ่งแวดล้อม ความเครียด และการใช้ยาบางชนิดที่ไปกระตุ้น SLE
สำหรับโรค SLE ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมโรคและป้องกันการกำเริบได้ ที่สำคัญในปัจจุบันมียาที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาก แต่ก็ต้องระวังอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา
โรควัยทอง
โรควัยทอง คือ ภาวะที่ระดับฮอร์โมนเพศลดลงจนทำให้เกิดอาการทางร่างกายและจิตใจอย่างชัดเจน ซึ่งผู้หญิงจะเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ลดลงอย่างรวดเร็วหลังหมดประจำเดือน (Menopause) ส่วนผู้ชายก็สามารถเป็นได้ เพราะเกิดจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) แต่จะลดลงช้า ๆ ตามอายุ
สำหรับวัยทองในผู้ชายจะเกิดขึ้นในช่วงอายุ 40-50 ปี โดยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนค่อย ๆ ลดลงประมาณ 1% ต่อปีหลังอายุ 30 ปี
อาการที่พบบ่อยตั้งแต่ ความต้องการทางเพศลดลง อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อลดลง ไขมันเพิ่ม อารมณ์ซึมเศร้า ขาดความมั่นใจ การนอนผิดปกติ ความจำและสมาธิลดลง และมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคกระดูกพรุนมากขึ้น
โรคกินไม่หยุด/คลั่งผอม
แม้ว่าโรคคลั่งผอม จะถูกสื่อสารและคุ้นชินกับภาพผู้หญิงที่มักจะเปิดเผยอารมณ์ ความรู้สึกมากกว่า โดยพบว่าผู้ชายสามารถเป็นโรคลั่งผอมได้ราว 25-33% ของผู้ป่วยทั้งหมด ที่สำคัญในผู้ชายมักไม่ถูกวินิจฉัย เพราะไม่ถูกสงสัย และอาการไม่ตรงกับภาพจำของโรคในผู้หญิง ที่ผอมแห้งอย่งที่เคยเห็นตามสื่อ
สำหรับอาการของผู้ชายจะไม่เน้นความผอม แต่เน้นที่ความฟิตและไร้ไขมัน ซึ่งมักพบในนักกีฬา เช่น นักวิ่งระยะไกล นักมวยปล้ำ ฯลฯ จนนำไปสู่การจำกัดการกินอาหารอย่างรุนแรง กลัวน้ำหนักขึ้นแม้ผอมมาก และมองรูปร่างตัวเองผิดจากความจริง
นอกจากนี้บางโรคยังมีพฤติกรรมกินแล้วล้วงคออาเจียน ออกกำลังกายหักโหม หรือหมกมุ่นกับการสร้างกล้ามจนนำไปสู่การออกกำลังกายหนัก และใช้สารเสริมซึ่งรวมถึงสเตียรอยด์ได้ง่าย







