
สปสช. ปรับเกณฑ์จ่าย 30 บาท ผู้ป่วยนอก เหตุสภาพัฒน์กังวลงบ 5.9 พันล้านซ้ำซ้อน
บอร์ดสปสช. เห็นชอบโอนงบประมาณผู้ป่วยนอก-สร้างเสริมสุขภาพโดยใช้เกณฑ์จ่ายเงินปี 67 ไปพลางๆ เหตุกลัวหน่วยบริการฯ ขาดสภาพคล่อง หลังต้องรอดำเนินการตามมติครม. และความเห็นสภาพัฒน์ ที่เคยชี้ว่ามีความกังวลถึงการใช้งบกลาง 5.9 พันล้านในโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ซ้ำซ้อนกัน!
นพ.ดุสิต ขำชัยภูมิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 67 ที่ผ่านมา โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ “ข้อเสนอการโอนค่าบริการผู้ป่วยนอก (OP) และค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) แบบเหมาจ่าย โดยใช้หลักเกณฑ์การจัดสรรของปีงบประมาณ 2567 ระหว่างการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)”
ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวสืบเนื่องจากทางสภาพัฒน์ฯ มีข้อสังเกตต่อการจัดสรรค่าบริการ OP และ PP ภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยระบุว่าการที่ประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ไปรับบริการที่หน่วยบริการอื่นที่ไม่ได้ลงทะเบียนสิทธิไว้ หรือที่หน่วยบริการสาธารณสุขพื้นฐานใกล้บ้าน ขณะที่หน่วยบริการตามสิทธิไม่ต้องจัดบริการแก่ประชาชนผู้มีสิทธิรายนั้นๆ ขณะที่ยังได้รับงบประมาณค่าเหมาจ่ายรายหัวในอัตราเดิม อาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของการสนับสนุนงบประมาณในการจัดบริการได้
ดังนั้นจึงควรให้ สปสช. พิจารณาหาแนวทางการจัดสรรงบประมาณที่เป็นการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดบริการร่วมกัน ระหว่างหน่วยบริการที่ประชาชนลงทะเบียนสิทธิไว้ และหน่วยงานอื่นภายใต้ระบบบัตรทอง ซึ่งในการประชุม บอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2567 ก็ได้มอบให้ สปสช. รับข้อสังเกตจากสภาพัฒน์ พร้อมกับดำเนินการออกหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้เป็นไปตามมติ ครม. ด้วย
- ข้อกังวลของสภาพัฒน์
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลถึงความคืบหน้าภายหลัง คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบกลาง จำนวน 5,924 ล้านบาท รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น (กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
อย่างไรก็ตาม พบว่าสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ได้มีความเห็นต่อประเด็นการอนุมัติงบประมาณดังกล่าวว่า
การอนุมัติงบประมาณดังกล่าว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจัดบริการสาธารณสุขในหน่วยบริการอื่นที่นอกเหนือจากโรงพยาบาลที่ได้ลงทะเบียนไว้ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการจัดบริการในหน่วยนวัตกรรมบริการสาธารณสุขพื้นฐานใกล้บ้านจํานวน 8 ประเภท อาทิ ร้านยาชุมชนอบอุ่น คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกพยาบาล คลินิกแพทย์แผนไทย ซึ่งสถานบริการได้จัดบริการจริงและสํารองค่าใช้จ่ายในการจัดการบริการเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ การขออนุมัติสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น พ.ศ. 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
อย่างไรก็ตามสภาพัฒน์มีข้อสังเกตว่า การที่ผู้มีสิทธิไปรับบริการที่หน่วยบริการอื่น ที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้ หรือหน่วยบริการสาธารณสุขพื้นฐานใกล้บ้าน ขณะที่หน่วยบริการเดิมที่ได้ลงทะเบียนไว้ ไม่ต้องจัดบริการแก่ผู้มีสิทธิรายนั้นๆ แต่ยังได้รับงบประมาณในการดําเนินงานตามค่าเหมาจ่ายรายหัว งบประมาณดังกล่าวได้ดําเนินการตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ซึ่งรายการเงินอาจก่อให้เกิดการซ้ำซ้อนของการสนับสนุนงบประมาณในการจัดบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้
สํานักงานหลักประกันสุขภาพ จึงควรพิจารณาหาแนวทางในการจัดสรรงบประมาณที่เป็นการรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในการจัดบริการร่วมกันระหว่างหน่วยบริการที่ประชาชนได้ลงทะเบียนไว้ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยบริการอื่นภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการดําเนินงานในระยะต่อไป
ทำให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงสาธารณสุข ต้องสั่งประชุมด่วนในวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา
- สปสช.ใช้เกณฑ์การจัดสรรเงินของปี 2567 กันหน่วยบริการฯ ขาดสภาพคล่อง
ล่าสุด นพ.ดุสิต กล่าวว่า ระะหว่างรอดำเนินการตามมติ ครม. และ ความเห็นของสภาพัฒน์ รวมถึงมติบอร์ด สปสช. ข้างต้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบสภาพคล่องทางการเงินของหน่วยบริการ ดังนั้น จึงขอเสนอใช้เกณฑ์การจัดสรรเงินค่าบริการ OP และ PP แบบเหมาจ่ายของปีงบประมาณ 2567 ไปพลางก่อน ดังนี้
- สปสช. จะโอนเงินค่าบริการ OP และ PP ให้หน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ทั้งที่เป็นหน่วยประจำและหน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่าย ไม่เกิน 20% ของเงื่อนไขข้อตกลงในปี 2567
- หน่วยบริการสังกัดอื่น เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) โรงพยาบาลรัฐสังกัดอื่น โอนเงินตามจำนวนประชากรที่ลงทะเบียนในอัตราเบื้องต้น เพื่อให้หน่วยบริการมีงบประมาณจัดบริการให้กับผู้มีสิทธิ
“ทั้งนี้ สปสช. จะประสานกองเศรษฐกิจสุขภาพฯ กระทรวงสาธารณสุขเร่งรัดการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีและความเห็นของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด” รองเลขาธิการ สปสช. ระบุ







