
"บทบาทของผู้หญิงในวงการกีฬา" เป้าหมายที่ยังไม่บรรลุในโอลิมปิก 2024?
IOC เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่าโอลิมปิก 2024 จำนวนนักกีฬาหญิงและชายมีสัดส่วนเท่ากันที่ 50:50 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันบทบาทของผู้หญิงในวงการกีฬา ท่ามกลางข้อกังขาที่ต้องพิจารณาหลายประเด็น
คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ในการแข่งขันโอลิมปิก 2024 จำนวนนักกีฬาหญิงและชายมีสัดส่วนเท่ากันที่ 50:50 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันบทบาทของผู้หญิงในวงการกีฬา และสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ IOC ในการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ
แต่เบื้องหลังตัวเลขที่สวยงามนี้ ยังมีข้อกังขาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเกิดขึ้นอีกมากมาย รวมถึงยังมีประเด็นน่าสนใจที่ต้องพิจารณาหลายประเด็น
ย้อนรอยบทบาทผู้หญิงในมหกรรมโอลิมปิก
มหกรรมการแข่งกีฬาโอลิมปิกในอดีต มีนักกีฬาหญิงเพียง 22 รายเท่านั้นที่เข้าร่วมการแข่งขันใน 5 ชนิดกีฬา (เทนนิส เรือใบ โครเกต์ ขี่ม้า และกอล์ฟ) หรือคิดเป็น 2% ของนักกีฬาทั้งหมด โดย Hélène de Pourtalès นักกีฬาเรือใบจากสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้าเหรียญทองได้ในโอลิมปิก
นับตั้งแต่นั้นมา สัดส่วนการเข้าร่วมแข่งขันในโอลิมปิกของนักกีฬาหญิงก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และต้องใช้เวลาจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 กว่าสัดส่วนจะแตะ 10% และใช้เวลาอีกราว 30 ปี กว่าตัวเลขจะแตะ 20%
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ได้พยายามส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในวงการกีฬาอย่างจริงจัง เช่น ในปี 1976 ผู้หญิงสามารถลงแข่งขันใน 3 ชนิดกีฬาใหม่ได้ (บาสเก็ตบอล แฮนด์บอล และเรือพาย) ขณะที่ในปี 1991 คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ได้กำหนดว่ากีฬาใหม่ที่นำเข้ามาสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกต้องมีการแข่งขันอย่างน้อยหนึ่งรายการสำหรับผู้หญิง
โอลิมปิกกับเส้นทางสู่ความเท่าเทียมทางเพศ
มหกรรมการแข่งกีฬาโอลิมปิกถือเป็นการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และขึ้นชื่อว่ามีส่วนผลักดันความเท่าเทียมทางเพศมากที่สุดในโลก จากอดีตที่ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมแข่งขันจนกระทั่งในปี 1990 หรือ 4 ปีหลังจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกที่นักกีฬาหญิง 22 รายได้เข้าร่วมการแข่งขันใน 5 ชนิดกีฬาจากนักกีฬาทั้งหมด 997 คน
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา IOC ได้เพิ่มจำนวนการแข่งขันกีฬาหญิงในโปรแกรมโอลิมปิกอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับสหพันธ์กีฬานานาชาติ (IFs) และคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ด้วยการเพิ่มการแข่งขันมวยหญิงในโอลิมปิกเกมส์ปี 2012 ที่กรุงลอนดอน และเป็นครั้งแรกที่มีการแข่งขันกีฬาสำหรับผู้หญิงทุกประเภทในโปรแกรมการแข่งขันโอลิมปิก นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มการแข่งขันแบบผสมระหว่างชายและหญิงหลายรายการ เพื่อส่งเสริมความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศ
สัดส่วนของนักกีฬาหญิงในมหกรรมการแข่งกีฬาโอลิมปิกถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2020 ที่กรุงโตเกียว มีนักกีฬาหญิงเข้าร่วมถึง 5,457 คน จากนักกีฬาทั้งหมด 11,420 คน หรือราว 47.8% ขณะที่ในปี 2024 นี้ คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) เผยว่า มีนักกีฬาหญิงเข้าร่วม 5,250 คน หรือ 50% จากนักกีฬาทั้งหมด
แม้ตัวเลขทางฝั่งการแข่งขัน IOC จะดูประสบความสำเร็จในการผลักดันซึ่งความเท่าเทียมทางเพศ แต่หากมองต่อมาที่ฝั่งโค้ชหรือกรรมการผู้ตัดสิน สัดส่วนผู้หญิงยังถือว่าอยู่ในจำนวนที่ค่อนข้างน้อย
ในปี 1996 IOC แนะนำให้คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติ (NOCs) และ สหพันธ์กีฬานานาชาติ (IFs) ตั้งเป้าว่าภายในปี 2000 “กรรมการผู้ตัดสิน” ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงมารับหน้าที่นี้ให้ได้ร้อยละ 10, ภายในปี 2005 ร้อยละ 20, ภายในปี 2020 ร้อยละ 30 เพื่อลดช่องว่างทางเพศในโอลิมปิก
อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว มีโค้ชหญิงเพียง 13% เท่านั้นที่ได้เข้าร่วมในมหกรรมนี้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในโอลิมปิกปารีส 2024 แต่ก็ไม่เป็นไปตามคาด
Mechelle Lewis Freeman อดีตนักกีฬาโอลิมปิกและโค้ชวิ่งผลัดหญิงทีมชาติสหรัฐฯ ทั้งยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ ให้ความเห็นว่า แม้บรรทัดฐานทางสังคมในอดีตจะกีดกันไม่ให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในบทบาทผู้นำ แต่ในวงการกีฬาทุกวันนี้ถือว่ามีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากแล้ว ในเมื่อทุกเพศสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่ามีความสามารถพอที่จะไปยืนอยู่จุดนั้น ทั้งในฐานะโค้ชและนักกีฬา
ทั้งนี้ ยังมีเสียงสะท้อนจากโค้ชหญิงหลายรายว่า การคัดเลือกโค้ชในหลายทีมชาติยังไม่มีมาตรฐาน การคัดเลือกมักขึ้นอยู่กับความต้องการของหัวหน้าโค้ชมากกว่าความต้องการของนักกีฬา เช่น บางทีมมีผู้หญิงที่เคยเป็นโค้ชให้กับนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกคนปัจจุบัน แต่กลับไม่ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในทีมงานที่จะร่วมแข่งขันในกรุงปารีส แม้ตัวนักกีฬาจะร้องขอแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ในระดับบริหาร การผลักดันประเด็นต่างๆให้เข้าใจถึงความต้องการของนักกีฬาหญิงจะเป็นเรื่องยากมาก หากในที่ประชุมมีสัดส่วนผู้หญิงที่น้อยกว่า ซึ่งที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนได้ดำรงตำแหน่งในฐานะประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ส่วนคณะกรรมการบริหาร IOC ก็มีสัดส่วนผู้หญิงแค่ 1/3 เท่านั้น
แม้โอลิมปิก 2024 จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในวงการกีฬา แต่ข้อกังขาของสาธารณชนยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ การเผยตัวเลขนักกีฬาหญิงและชายที่มีจำนวนเท่ากันในการแข่งขันครั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกชนิดกีฬาจะเกิดความเท่าเทียม
อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก? เป็นผลมาจากความพยายามของ IOC เองหรือเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของนักกีฬาหญิงและสาธารณชน?







