
"ยุคใหม่ของเฟด" ผ่าวิธีคิด "เควิน วอร์ช" บนเวที IMF ท่ามกลางโจทย์เงินเฟ้อโลก
เปิดมุมมอง "เควิน วอร์ช" ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนที่ 17 บนเวทีประชุม IMF-World Bank 2026 ณ กรุงเทพมหานคร หลังก้าวขึ้นกุมบังเหียนเฟดได้ครบ 148 วัน
บนเวทีการประชุม IMF-World Bank 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร หนึ่งในวงสนทนาที่ถูกจับตามองมากที่สุดจากแวดวงการเงินทั่วโลก คือการขึ้นเวทีพูดคุยแบบเปิดอกระหว่าง คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF และ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนที่ 17 ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และปฏิบัติหน้าที่ครบรอบ 148 วันพอดิบพอดี
กอร์เกียวากล่าวต้อนรับประธานเฟดคนใหม่ฉันมิตร พร้อมชื่นชมเส้นทางสายอาชีพที่โดดเด่นและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในแวดวงวิชาการจากสถาบันฮูเวอร์ (Hoover Institution) และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประสบการณ์จริงในตลาดทุนกับ Morgan Stanley และ Duquesne Family Office ไปจนถึงการทำงานภาครัฐในฐานะที่ปรึกษาด้านการเงินให้กับอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช
แต่สิ่งที่เธอประทับใจมากที่สุด คือบทบาทของวอร์ชในฐานะผู้ว่าการเฟดที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยวัยเพียง 35 ปี ซึ่งได้ร่วมกำหนดทิศทางนโยบายชี้ชะตาเพื่อกู้วิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) ในขณะนั้น ก่อนที่เขาจะหวนกลับมากุมบังเหียนเป็นเบอร์หนึ่งของเฟดอย่างเต็มตัวในวัย 56 ปี
วอร์ชเริ่มต้นบทสนทนาอย่างอารมณ์ดีว่า การรับมือกับวิกฤตการเงินโลกอาจเป็นช่วงเวลาทำงานที่กอร์เกียวาประทับใจ แต่สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เลย เขายอมรับว่าทุกครั้งที่ก้าวเข้าสู่ห้องประชุม IMF หรือ G20 "รอยแผลเป็น" จากช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของวิกฤตครั้งนั้นยังคงติดตัวเขาอยู่เสมอ แต่เขามองว่าการมีแผลเป็นคอยเตือนสติให้ระมัดระวัง ย่อมดีกว่าความประมาทชะล่าใจ
ส่วนมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แม้ฉากหน้าจะดูแข็งแกร่งและรับมือกับแรงเสียดทานได้ดี แต่ลึกๆ กลับแฝงไปด้วยความเปราะบางและความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ ประธานเฟดชี้ว่า สิ่งที่เขาพยายามผลักดันให้ผู้กำหนดนโยบายเปลี่ยนวิธีคิด คือการหันมามอง "ความจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า"
"คนในแวดวงเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายมักยึดติดอยู่กับอดีตและตัวเลขสถิติ หลายครั้งเราหลงคิดว่าเป็นข้อมูลปัจจุบัน ทั้งที่จริงแล้วเป็นข้อมูลย้อนหลังที่สะท้อนสิ่งที่ผ่านไปแล้ว หรือไม่เราก็มัวแต่ทุ่มเวลาไปกับการคาดการณ์อนาคตในปี 2027 หรือ 2028 ทั้งที่ไม่มีใครประเมินได้แม่นยำสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ผมพยายามทำคือการมองโลกตามความเป็นจริง เพื่อดูให้เห็นชัดเจนที่สุดว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับภาคการผลิต การจ้างงาน และเงินเฟ้อ" นายวอร์ชกล่าว
นอกจากนี้ เขายังสร้างความฮือฮาให้กับผู้ฟังในห้องประชุม เมื่อกล่าวถึงมติเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเฟดเริ่มถอนมาตรการผ่อนคลายทางการเงินบางส่วนเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคา โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่คาดเดาหรือส่งสัญญาณชี้นำล่วงหน้าว่าเฟดจะตัดสินใจอย่างไรในการประชุมเดือนตุลาคมและธันวาคมนี้
"ผมรู้ว่าพูดแบบนี้คงทำให้คนฟังเกินครึ่งห้องผิดหวังและอยากปิดทีวีหนี แต่นี่คือยุคใหม่ของเฟด เราเลิกทำหน้าที่คอยบอกใบ้ตลาดล่วงหน้าแบบนั้นแล้ว" ประธานเฟดกล่าวทิ้งท้ายอย่างตรงไปตรงมา
โจทย์ใหญ่ AI สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจระยะยาว
เมื่อกอร์เกียวาตั้งคำถามถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเป็นทั้งตัวเร่งเศรษฐกิจและตัวการดันราคาสินค้าให้พุ่งสูง ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ประธานเฟดได้สรุปผลกระทบของ AI ออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญที่ธนาคารกลางต้องจับตาและรับมืออย่างรัดกุม ดังนี้
1. ดีมานด์พุ่งนำซัพพลายในระยะสั้น
วอร์ชประเมินว่า AI คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญมา แม้ในระยะกลาง เทคโนโลยีนี้จะช่วยปลดล็อกศักยภาพการผลิตครั้งใหญ่ และสร้างประโยชน์มหาศาล แต่ระหว่างที่กำลังก้าวไปสู่จุดนั้น การเร่งลงทุนด้าน AI กลับกระตุ้นให้ความต้องการใช้จ่ายและลงทุนรวมพุ่งทะยานขึ้นมาก่อน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ธนาคารกลางต้องบริหารจัดการให้สมดุล
2. การปฏิวัติวิธีวิเคราะห์ข้อมูลของธนาคารกลาง
ที่ผ่านมา ธนาคารกลางต้องพึ่งพาตัวเลขสถิติทางการที่ทั้งล่าช้าและคลาดเคลื่อน แล้วนำมาเค้นหาแนวโน้มเงินเฟ้อที่แท้จริงผ่านแบบจำลองเศรษฐกิจแบบเดิมๆ แต่ในอนาคตอันใกล้ เครื่องมือวิเคราะห์ยุคใหม่จะช่วยให้ธนาคารกลางดึงข้อมูลทั่วโลกมาประมวลผลได้ทันที และคัดกรองสัญญาณเศรษฐกิจจริงออกจากข้อมูลรบกวนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะพลิกโฉมการดำเนินนโยบายการเงินไปอย่างสิ้นเชิง
3. ความท้าทายของเศรษฐกิจจริงและโครงสร้างตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน
แม้ในระยะยาว AI จะช่วยยกระดับผลิตภาพ (Productivity) และสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศที่นำมาปรับใช้ได้อย่างถูกจุด แต่ในช่วง 12–18 เดือนข้างหน้า ผลกระทบต่อตลาดแรงงานยังมีความไม่แน่นอนสูง เช่นเดียวกับฝั่งธุรกิจที่ยังไม่เห็นภาพชัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะที่ทำกำไรได้จริง และจะเกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มที่ทุ่มเงินเดิมพันมหาศาล แต่สุดท้ายโครงสร้างตลาดกลับไม่เอื้อให้สร้างกำไรได้จริง
สำหรับการรับมือกับโจทย์ระยะยาวเหล่านี้ วอร์ชเปิดเผยว่าเมื่อ 4-5 เดือนก่อน ได้ตั้งคณะทำงานพิเศษที่ดึงผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก (External Task Forces) 5 ชุด เข้ามาศึกษาเรื่องผลิตภาพและการจ้างงาน การจัดเก็บข้อมูล และภาวะเงินเฟ้อ เพื่อสร้าง "ทุนทางปัญญาชุดใหม่" ป้อนให้กับคณะกรรมการ FOMC โดยไม่ยึดติดกับกรอบคิดเดิมๆ ของคนในธนาคารกลาง
ทั้งนี้ คณะทำงานด้านผลิตภาพและการจ้างงานเตรียมลงพื้นที่เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ที่ย่านเบย์แอเรีย (Bay Area) รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งวอร์ชหวังว่าผลการศึกษาเหล่านี้จะกลายเป็น "สินค้าสาธารณะระดับโลก" ที่ทั้ง IMF และธนาคารกลางประเทศอื่นๆ นำไปต่อยอดได้
ในช่วงท้ายของการเสวนา กอร์เกียวาชวนวอร์ชย้อนมองบทเรียนตลอด 148 วันแรกบนเก้าอี้ประธานเฟดคนที่ 17 รวมถึงข้อคิดที่ได้จากอดีตประธานเฟดรุ่นก่อนๆ
"หัวใจสำคัญที่สุดของธนาคารกลางไม่ใช่แท่นพิมพ์ธนบัตร แม้จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากก็ตาม แต่อำนาจที่แท้จริงของเรามาจาก 'ความน่าเชื่อถือของสถาบัน' ที่อดีตประธานเฟดรุ่นก่อนๆ สั่งสมและส่งต่อกันมา"
หากงานส่วนใดส่วนหนึ่งของเฟดเกิดข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลสถาบันการเงินหรือระบบชำระเงิน ความน่าเชื่อถือขององค์กรจะสั่นคลอนทันที ดังนั้น ในอีก 100 วันข้างหน้า ผมจะให้ความสำคัญกับทุกสายงานอย่างเท่าเทียมกัน และรื้อวิธีคิดกลับไปทบทวนตั้งแต่หลักการพื้นฐานใหม่ทั้งหมด ข้ออ้างเดิมๆ อย่าง 'ก็เคยทำกันมาแบบนี้' หรือ 'ทำตามที่โมเดลบอก' จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป
"นับตั้งแต่ผมเริ่มทำงานมา โลกยุคนี้หมุนเร็วที่สุด หน้าที่แรกของเราจึงเป็นการตั้งคำถามกับความจริงที่อยู่ตรงหน้า และผมยังมีความหวังอยู่เสมอว่า หากเราร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานทั่วโลกที่เปิดรับแนวคิดใหม่ๆ เราจะก้าวผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้ไปได้ พร้อมกับเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกว่าเดิม" วอร์ชกล่าวทิ้งท้ายท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้เข้าร่วมงาน







