posttoday
AI บูม Data Center โต! เปิดตัวเลขขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นโลก ไทยเสี่ยงแค่ไหน?

AI บูม Data Center โต! เปิดตัวเลขขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นโลก ไทยเสี่ยงแค่ไหน?

05 พฤศจิกายน 2569

ลกสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์ 62 ล้านตัน รีไซเคิลถูกวิธีเพียง 22.3% ขณะที่ AI เร่งขยาย Data Center เพิ่มซากเซิร์ฟเวอร์ โจทย์ใหญ่ที่เมืองต้องเร่งรับมือ

KEY

POINTS

  • ปี 2565 โลกสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์ 62 ล้านตัน แต่มีเพียง 22.3% หรือ 13.8 ล้านตัน ที่ได้รับการเก็บรวบรวมและรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามระบบ
  • หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกอาจเพิ่มเป็น 82 ล้านตันในปี 2573
  • มูลค่าโลหะที่อยู่ในขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกในปี 2565 สูงถึง 91,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทรัพยากรจำนวนมากยังไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์
  • งานวิจัยของ Alex de Vries-Gao ปี 2569 ประเมินว่า เซิร์ฟเวอร์ AI อาจสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์ 131,000–224,800 ตันต่อปีภายในปี 2573

AI โต เมืองดิจิทัลขยาย ขยะอิเล็กทรอนิกส์พุ่ง! โลกเร่งหาทางรีไซเคิลก่อนทรัพยากรสูญเปล่า

 

การเปลี่ยนผ่านสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) และการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้โลกต้องพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ตั้งแต่สมาร์ตโฟน เซิร์ฟเวอร์ ระบบสื่อสาร ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องใช้เครื่องประมวลผลจำนวนมหาศาล

 

แต่เบื้องหลังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กำลังเกิดปัญหาที่เมืองทั่วโลกไม่อาจมองข้าม นั่นคือปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าระบบจัดการ!

 

ข้อมูลจากรายงาน Global E-waste Monitor 2024 ซึ่งจัดทำโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) และสถาบันวิจัยการฝึกอบรมแห่งสหประชาชาติ (UNITAR) ระบุว่า ในปี 2565 โลกสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 62 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 7.8 กิโลกรัมต่อคน

 

แต่มีเพียง 22.3% หรือประมาณ 13.8 ล้านตัน ที่ได้รับการเก็บรวบรวมและรีไซเคิลอย่างเป็นทางการตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

 

AI บูม Data Center โต! เปิดตัวเลขขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นโลก ไทยเสี่ยงแค่ไหน?

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปัญหาสำคัญ เพราะปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการจัดเก็บและรีไซเคิลเกือบ 5 เท่า

 

โดยในปี 2553 โลกมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 34 ล้านตัน ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 62 ล้านตันในปี 2565 และหากยังดำเนินไปในทิศทางเดิม คาดว่าปี 2573 จะเพิ่มขึ้นเป็น 82 ล้านตัน!


AI ยิ่งเติบโต ขยะจาก Data Center ก็เป็นโจทย์ใหม่ของเมือง

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาคือการขยายตัวของ AI ซึ่งทำให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกลงทุนสร้าง Data Center และเพิ่มกำลังประมวลผลอย่างต่อเนื่อง อุปกรณ์สำคัญอย่างเซิร์ฟเวอร์และชิปประมวลผลมีวงจรการใช้งานและการเปลี่ยนทดแทน เมื่อหมดอายุหรือล้าสมัยก็จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์อีกประเภทหนึ่ง

 

งานวิจัยเรื่อง Recalibrating Global Artificial Intelligence E-waste Estimates ของ Alex de Vries-Gao ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Resources, Conservation and Recycling ปี 2569 ประเมินว่า ภายในปี 2573 เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้กับ AI อาจก่อให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 131,000–224,800 ตันต่อปี

 

แม้ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แต่ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้มีเพียงความต้องการใช้ไฟฟ้าและพื้นที่ตั้ง Data Center เท่านั้น หากยังต้องวางแผนรองรับซากอุปกรณ์และวัสดุเหลือใช้หลังหมดอายุการใช้งานด้วย

 

สำหรับเมืองที่กำลังแข่งขันดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงควรเดินควบคู่กับระบบจัดการขยะจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การจัดซื้อ การเปลี่ยนอุปกรณ์ ไปจนถึงการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่

 

AI บูม Data Center โต! เปิดตัวเลขขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นโลก ไทยเสี่ยงแค่ไหน?

 

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่แค่ของเสีย แต่เป็นเหมืองทรัพยากรที่ยังใช้ประโยชน์ได้

 

เหตุผลที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์มีความซับซ้อนกว่าขยะทั่วไป เพราะภายในอุปกรณ์มีทั้งวัสดุที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสารที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

 

รายงาน Global E-waste Monitor 2024 ประเมินว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2565 มีส่วนประกอบเป็นโลหะประมาณ 31 ล้านตัน พลาสติก 17 ล้านตัน และวัสดุอื่น ๆ เช่น แร่ธาตุ แก้ว และวัสดุผสมอีก 14 ล้านตัน

 

ที่น่าสนใจคือ โลหะที่อยู่ในขยะเหล่านี้มีมูลค่ารวมประมาณ 91,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นทองแดง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเหล็ก 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม การนำทรัพยากรเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ยังมีข้อจำกัด รายงานเดียวกันระบุว่า กระบวนการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์กลับมารีไซเคิลอย่างเป็นทางการสามารถกู้คืนวัตถุดิบรองได้ประมาณ 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

 

นี่จึงเป็นโอกาสของแนวคิด Urban Mining หรือการทำเหมืองในเมือง ซึ่งมุ่งนำวัสดุมีค่าจากผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งานกลับมาเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาการขุดทรัพยากรธรรมชาติใหม่ และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

 

การเก็บตัวอย่าง ณ พื้นที่กำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ประเทศไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยองค์กร Arnika และ EARTH / ภาพ Wikipedia Commons

 

แต่การรีไซเคิลต้องดำเนินการอย่างถูกวิธี เพราะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภทมีสารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม การเผาสายไฟ การรื้อแยกชิ้นส่วนโดยไม่มีระบบควบคุม หรือการกำจัดด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้สารปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศ

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะการรีไซเคิลนอกระบบ อาจทำให้เกิดการสัมผัสสารอันตรายและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเด็กและหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ

 

ประเทศไทยก็มีโจทย์ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องเร่งจัดการ

 

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศที่มีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เพราะประเทศไทยเองก็มีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก

 

ข้อมูลจากฐานข้อมูล Global E-waste Statistics Partnership ซึ่งจัดทำโดย ITU และ UNITAR ระบุว่า ในปี 2565 ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 753,000 ตัน หรือเฉลี่ย 10.5 กิโลกรัมต่อคน และมีปริมาณที่ได้รับการเก็บรวบรวมและรีไซเคิลอย่างเป็นทางการประมาณ 29,000 ตันเท่านั้น

 

ขณะที่รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2567 โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ประเทศไทยมีของเสียอันตรายชุมชน 685,999 ตัน โดยเป็นซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 445,899 ตัน หรือประมาณ 65% ของของเสียอันตรายชุมชนทั้งหมด

 

ข้อมูลดังกล่าวใช้คนละขอบเขตและวิธีการประเมิน จึงไม่ควรนำตัวเลข 753,000 ตัน และ 445,899 ตัน มาเปรียบเทียบกันโดยตรง แต่ทั้งสองชุดข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีภาระขยะอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ และยังต้องพัฒนาระบบเก็บรวบรวมและจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือขยะอิเล็กทรอนิกส์บางส่วนอาจปะปนอยู่กับขยะทั่วไป หรือถูกส่งต่อไปยังผู้รับซื้อของเก่าและสถานประกอบการที่ไม่มีระบบจัดการสารอันตรายอย่างเหมาะสม ทำให้การตรวจสอบเส้นทางขยะและการควบคุมผลกระทบต่อชุมชนทำได้ยากขึ้น

 

ด้านสถาบันโทรคมนาคมระหว่างประเทศยังระบุถึงข้อจำกัดของประเทศไทยว่า การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังขาดกฎหมายเฉพาะที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยร่างกฎหมายจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ WEEE Act ซึ่งยึดหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ยังอยู่ในกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงตามข้อมูลที่เผยแพร่

 

ภาพ AI Gemini

 

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ต้องควบคุมไม่ให้ประเทศปลายทางกลายเป็นแหล่งมลพิษ

 

นอกจากการจัดการภายในประเทศแล้ว การเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนก็เป็นอีกปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานอาจมีทั้งชิ้นส่วนที่นำกลับมาใช้ได้และวัสดุที่ต้องผ่านกระบวนการกำจัดเฉพาะทาง

 

หากขยะเหล่านี้ถูกส่งไปยังประเทศที่มีระบบรีไซเคิลไม่ได้มาตรฐาน หรือถูกลักลอบนำเข้าเพื่อถอดแยกและสกัดโลหะโดยไม่มีมาตรการควบคุม ก็อาจทำให้ประเทศปลายทางต้องรับภาระด้านมลพิษและความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน

 

หนึ่งในกลไกระหว่างประเทศที่เข้ามาควบคุมเรื่องนี้คืออนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด โดยมีการแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568

 

ข้อกำหนดใหม่ขยายการควบคุมให้ครอบคลุมการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามประเทศ โดยกำหนดให้ต้องใช้กระบวนการแจ้งและได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากประเทศที่เกี่ยวข้อง (Prior Informed Consent: PIC) ก่อนการเคลื่อนย้ายตามเงื่อนไขของอนุสัญญา

 

มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการค้าของเสีย และป้องกันการเคลื่อนย้ายขยะอันตรายไปยังประเทศที่ไม่มีศักยภาพในการจัดการอย่างปลอดภัย

 

โลกเปลี่ยนจากการรีไซเคิลปลายทาง สู่การลดขยะตั้งแต่ต้นทาง

 

หลายประเทศเริ่มปรับแนวทางจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเก็บขยะไปรีไซเคิล แต่พยายามลดการเกิดขยะตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและการผลิตสินค้า

 

ตัวอย่างสำคัญคือหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) หรือความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์หลังหมดอายุการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดระบบรับคืน การเก็บรวบรวม การรีไซเคิล หรือการกำจัดอย่างถูกต้อง

 

ข้อมูลจาก Global E-waste Monitor 2024 ระบุว่า จาก 81 ประเทศที่มีนโยบาย กฎหมาย หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ มี 67 ประเทศที่นำหลัก EPR มาใช้แล้ว สะท้อนว่าหลายประเทศเริ่มผลักภาระการจัดการขยะกลับไปยังผู้ผลิต ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว

 

อีกแนวทางคือ Right to Repair หรือสิทธิในการซ่อมแซม ซึ่งสหภาพยุโรปผลักดันผ่าน Directive (EU) 2024/1799 ที่ได้รับการรับรองในปี 2567 และกำหนดให้ประเทศสมาชิกนำไปบังคับใช้ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

 

กฎดังกล่าวมุ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถซ่อมแซมสินค้าที่ชำรุดได้ง่ายขึ้น โดยกำหนดหน้าที่ให้ผู้ผลิตซ่อมสินค้าบางประเภทที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านการซ่อมแซม พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงบริการซ่อมและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่โดยไม่จำเป็น

 

แนวทางเหล่านี้ทำให้เห็นว่าการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ซ่อมแซมได้ง่าย มีอะไหล่รองรับ และสามารถแยกวัสดุเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้

 

Smart City ต้องไม่ใช่แค่เมืองที่มีเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ต้องจัดการซากเทคโนโลยีได้ดีขึ้นด้วย

 

สำหรับเมืองอัจฉริยะ การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ควรเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานเมือง ไม่ต่างจากการจัดการพลังงาน น้ำ และขยะมูลฝอยทั่วไป เพราะยิ่งเมืองใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ก็ยิ่งต้องมีระบบรองรับอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานอย่างเป็นระบบ

 

สิ่งที่เมืองสามารถดำเนินการได้ ได้แก่ การจัดตั้งจุดรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าถึงง่าย การเชื่อมโยงข้อมูลปริมาณและประเภทขยะ การตรวจสอบเส้นทางการขนส่งไปยังโรงงานที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนการส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐและเอกชนจัดซื้ออุปกรณ์ที่ซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ใหม่ได้

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ Data Center และบริษัทเทคโนโลยีควรมีแผนจัดการอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์และชิ้นส่วนที่หมดอายุ ตั้งแต่การยืดอายุการใช้งาน การนำอุปกรณ์กลับมาใช้ซ้ำ ไปจนถึงการส่งต่อวัสดุเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน

 

เพราะความสำเร็จของเมืองอัจฉริยะไม่ควรวัดจากจำนวนอุปกรณ์ดิจิทัลหรือความเร็วในการประมวลผลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงความสามารถในการจัดการผลกระทบที่เกิดจากเทคโนโลยีตลอดวงจรชีวิตด้วย

 

เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI และเศรษฐกิจดิจิทัล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน แต่คือเราจะทำอย่างไรให้ทรัพยากรที่ใช้สร้างเทคโนโลยีเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง โดยไม่ทิ้งต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไว้ให้คนรุ่นต่อไป

 

ที่มา:

1. ITU และ UNITAR – Global E-waste Monitor 2024 ข้อมูลปริมาณขยะทั่วโลก สัดส่วนรีไซเคิล มูลค่าโลหะ และการคาดการณ์ถึงปี 2573 รายงานฉบับเต็มและสถิติ⁠ ITU +1

 

2. Alex de Vries-Gao (2026) – Recalibrating Global Artificial Intelligence E-waste Estimates งานวิจัยเกี่ยวกับขยะจากเซิร์ฟเวอร์ AI เผยแพร่ในวารสาร Resources, Conservation and Recycling อ่านงานวิจัย⁠ ScienceDirect +1

 

3. กรมควบคุมมลพิษ – รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2567 สถิติขยะอันตรายชุมชนและซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รายงานสถานการณ์มลพิษ⁠ สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาระบบราชการ

 

4. ITU – Thailand E-waste Country Profile สถิติขยะอิเล็กทรอนิกส์ไทย 753,000 ตัน และสถานะนโยบายจัดการขยะ ข้อมูลประเทศไทย⁠ ITU

 

5. Basel Convention – E-waste Amendments ข้อกำหนดควบคุมการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามประเทศ มีผล 1 มกราคม 2568 รายละเอียดอนุสัญญา⁠ basel.int +1

 

6. European Commission – Right to Repair Directive กฎหมายส่งเสริมสิทธิในการซ่อมแซม มีผลบังคับใช้ในประเทศสมาชิกตั้งแต่ 31 กรกฎาคม 2569 รายละเอียดกฎหมาย⁠ European Commission +1

 

7. WHO – Electronic Waste ผลกระทบของขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ข้อมูลด้านสุขภาพ⁠ องค์การอนามัยโลก +1

ข่าวล่าสุด

กมช. ยกระดับไซเบอร์ภาครัฐ กำชับทุกกระทรวงใช้ MFA แก้ช่องโหว่ PHP

กมช. ยกระดับไซเบอร์ภาครัฐ กำชับทุกกระทรวงใช้ MFA แก้ช่องโหว่ PHP