
"พืชสวนโลกอุดรธานี" เปิดฉาก 134 วัน พลิกโฉมหนองแดสู่พื้นที่สีเขียวระดับนานาชาติ
อุดรธานีเปิดมหกรรมพืชสวนโลก 2569 บนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด 1,030 ไร่ รวม 32 สวนนานาชาติ คาดดึงนักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคน สร้างเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานีจัดขึ้นเป็นเวลา 134 วัน บนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดกว่า 1,030 ไร่ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกที่จัดงานระดับนานาชาติบนพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อพลิกโฉมสู่พื้นที่สีเขียวและแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม
- งานนี้ถูกวางให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด โดยคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานกว่า 81,000 ตำแหน่ง
- หลังจบงาน มีแผนพัฒนาพื้นที่หนองแดอย่างยั่งยืนให้เป็นศูนย์ประชุมนานาชาติ ศูนย์เรียนรู้ และสวนสาธารณะถาวร เพื่อให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่สร้างประโยชน์ให้เมืองได้ในระยะยาว
มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 บนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ พร้อมเปิดพื้นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต่อเนื่อง 134 วัน ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570
การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงมหกรรมจัดแสดงดอกไม้และพรรณไม้จากนานาประเทศ แต่ยังเป็นความพยายามยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่สามารถสร้างประโยชน์ให้เมืองได้ในระยะยาว
ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living)
งานนี้ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ในระดับ B (International Horticultural Exhibition) และนับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจัดมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติบนพื้นที่ชุ่มน้ำ
หนองแด จากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่พื้นที่สีเขียวของเมือง
จุดน่าสนใจของมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี คือการนำพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดกว่า 1,030 ไร่ มาออกแบบเป็นพื้นที่จัดแสดงพรรณไม้ สวนภูมิทัศน์ และนิทรรศการด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนบทบาทของพื้นที่สีเขียวที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นสวนสาธารณะหรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงระบบนิเวศ การเรียนรู้ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเมืองได้พร้อมกัน
ภายในงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 โซนหลัก ครอบคลุมสวนจัดแสดงและอาคารหลัก สวนนานาชาติ นิทรรศการภายในและภายนอกอาคาร ตลอดจนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ
อีกหนึ่งจุดเด่นคือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่นำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดงาน เช่น อาคารประชาสัมพันธ์รูปไหที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง อาคารอำนวยการรูปไซ และอาคารเรือนกระจกที่ออกแบบเป็นเฮือนแฝด สะท้อนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอีสานผ่านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย
รวม 32 สวนนานาชาติ จาก 17 ประเทศ
ภายในงานมีสวนนานาชาติรวม 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็นสวนภายนอกอาคาร 16 สวน และภายในอาคาร 16 สวน นอกจากนี้ยังมีสวนจัดแสดงจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทยอีก 16 สวน
ผู้เข้าชมจะได้พบกับพรรณไม้หายากจากทั่วโลก อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากอเมริกาใต้ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ สวนอินทผลัมยักษ์ รวมถึงพรรณไม้พื้นถิ่นของไทย เช่น ตาลโตนด ต้นรวงผึ้ง ราชพฤกษ์ และต้นกระบก
ตลอดระยะเวลาการจัดงานยังมีการหมุนเวียนไม้ดอกไม้ประดับกว่า 1 ล้านต้น พร้อมนิทรรศการ 16 ชุด การประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตร
มากกว่างานท่องเที่ยว คือโอกาสทางเศรษฐกิจของเมือง
มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ยังถูกวางให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานี โดยมีการคาดการณ์ว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 3.6 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือ GDP มากกว่า 20,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 81,000 ตำแหน่ง
นอกจากรายได้จากการท่องเที่ยวโดยตรงแล้ว งานยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ณ ลานตุ้มโฮม และตลาดชุมชนริมน้ำที่รวบรวมร้านค้าประมาณ 50 ร้าน จำหน่ายสินค้าและอาหารท้องถิ่นภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลก
จังหวัดอุดรธานีคาดหวังให้การจัดงานเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับเมืองสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมไมซ์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
โจทย์สำคัญหลังจบงาน คือการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างยั่งยืน
สิ่งที่ทำให้มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานีมีความสำคัญต่อการพัฒนาเมืองมากกว่าการจัดอีเวนต์ขนาดใหญ่ คือแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังสิ้นสุดการจัดงาน
พื้นที่หนองแดมีแผนพัฒนาต่อเนื่องให้เป็นศูนย์ประชุมนานาชาติ ศูนย์เรียนรู้ และสวนสาธารณะถาวร ซึ่งหากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย จะช่วยให้พื้นที่จัดงานไม่กลายเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกใช้งานชั่วคราว แต่สามารถต่อยอดเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนและเมืองใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นพื้นที่กิจกรรมขนาดใหญ่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยเฉพาะการจัดการน้ำ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะ และการควบคุมผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยว
ประเด็นเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า การพัฒนาหนองแดจะสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้มากน้อยเพียงใด
มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานีจึงเป็นมากกว่างานแสดงพรรณไม้ระดับนานาชาติ แต่เป็นอีกกรณีศึกษาของการนำพื้นที่สีเขียวมาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนาเมือง เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ความสำเร็จที่แท้จริงของงานนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้เข้าชมและเม็ดเงินที่หมุนเวียนในช่วง 134 วัน แต่อยู่ที่ว่าหลังปิดงานแล้ว หนองแดจะกลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่สร้างคุณค่าให้กับเมืองอุดรธานีและคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่







