posttoday
รัฐบาลตั้ง 3 ทีมเฉพาะกิจลุยปราบ E-Waste ข้ามชาติ ตรวจ 915 ตู้ จ่อเพิ่มโทษยึดทรัพย์

รัฐบาลตั้ง 3 ทีมเฉพาะกิจลุยปราบ E-Waste ข้ามชาติ ตรวจ 915 ตู้ จ่อเพิ่มโทษยึดทรัพย์

31 ตุลาคม 2569

รัฐบาลผนึกกำลัง 3 ทีมเฉพาะกิจสกัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ หลัง DSI ตรวจพบตู้ต้องสงสัย 915 ตู้ น้ำหนักกว่า 1.3 หมื่นตัน เร่งเพิ่มโทษและตัดวงจรฟอกเงินผู้กระทำผิด

KEY

POINTS

  • รัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 3 ทีม เพื่อบูรณาการการปราบปรามขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ โดยมีหน้าที่ตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง, สกัดกั้นการนำเข้าที่ผิดกฎหมาย, และปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เข้าตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยจำนวน 915 ตู้ พบน้ำหนักรวมกว่า 13,393 ตัน และได้เสนอรับเป็นคดีพิเศษเพื่อขยายผลเอาผิดทั้งขบวนการ
  • รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น โดยมีแผนจะเพิ่มบทลงโทษ และผลักดันให้ความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อให้สามารถยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดได้

รัฐบาลตั้งทีมเฉพาะกิจ 3 ชุด สกัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ จ่อเพิ่มโทษ–ยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด

 

รัฐบาลเดินหน้าสกัดขบวนการลักลอบนำเข้าและฝังกลบขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) หลังนายกรัฐมนตรีสั่งบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ยกระดับการตรวจสอบโรงงานและท่าเรือ

 

พร้อมเร่งปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษ และขยายผลเส้นทางการเงิน หวังป้องกันประเทศไทยเป็นแหล่งรองรับขยะอันตรายจากต่างประเทศ

 

รัฐบาลยกระดับมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมข้ามแดน หลังพบความเคลื่อนไหวของขบวนการสำแดงสินค้าเท็จและนำของเสียอันตรายเข้ามาปะปนกับเศษโลหะ

 

เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและนำไปคัดแยกหรือกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม

 

รัฐบาลตั้ง 3 ทีมเฉพาะกิจลุยปราบ E-Waste ข้ามชาติ ตรวจ 915 ตู้ จ่อเพิ่มโทษยึดทรัพย์

 

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์

 

โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม

 

วันที่ 30 ตุลาคม 2569 นางศุภจีเปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและสกัดกั้นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าไทยตั้งแต่ปี 2563 และมีการปรับปรุงประกาศกระทรวงพาณิชย์ในปี 2568 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมการนำเข้าและป้องกันการสำแดงสินค้าเป็นเท็จ

 

รัฐบาลตั้ง 3 ทีมเฉพาะกิจลุยปราบ E-Waste ข้ามชาติ ตรวจ 915 ตู้ จ่อเพิ่มโทษยึดทรัพย์

 

ตั้ง 3 ทีมเฉพาะกิจ ลุยตรวจโรงงาน–สกัดนำเข้า

คณะกรรมการฯ กำหนดกลไกการทำงานผ่านคณะทำงานเฉพาะกิจ 3 ทีม เพื่อให้การปราบปรามครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ได้แก่

 

1. ทีมปราบปรามและกวาดล้าง แบ่งเป็น 2 ชุด โดยกระทรวงอุตสาหกรรมนำทีมตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยก

 

และแปรรูปวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและการนำวัสดุเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบติดตามและแก้ไขปัญหามลพิษตามข้อร้องเรียนของประชาชน

 

2. ทีมกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออก นำโดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสินค้า พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการทางกฎหมายเพื่อปิดช่องโหว่การนำเข้าของเสียอันตราย

 

3. ทีมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย เร่งทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

 

DSI ตรวจ 915 ตู้คอนเทนเนอร์ พบพิรุธกว่า 1.3 หมื่นตัน

หนึ่งในข้อมูลสำคัญของการปราบปรามครั้งนี้ คือผลการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยพันตำรวจโท อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยจำนวน 915 ตู้ น้ำหนักรวมกว่า 13,393 ตัน มูลค่าตามข้อมูลกว่า 338 ล้านบาท

 

ผลการสืบสวนพบพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวกับการสำแดงสินค้าเท็จ และมีความเชื่อมโยงกับโรงงานและแหล่งทิ้งของเสียในพื้นที่ภาคตะวันออก จึงเสนอรับเป็นคดีพิเศษ 2 คดี ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว พร้อมขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ

 

ด้านกรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย โดยใช้ข้อมูลข่าวกรองและการวิเคราะห์ความเสี่ยงร่วมกับการตรวจสอบด้วยเครื่องเอกซเรย์และการเปิดตรวจทางกายภาพกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ เนื่องจากภาพเอกซเรย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการจำแนกของเสียที่ปะปนมากับเศษโลหะ

 

เล็งยึดทรัพย์–เพิ่มความผิดสิ่งแวดล้อมเป็นฐานฟอกเงิน

อีกแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการทางกฎหมายและการเงินเข้าจัดการขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้ความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับใหม่

 

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะครอบคลุมความผิดตามกฎหมายโรงงาน กฎหมายวัตถุอันตราย และกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570 หากดำเนินการตามแผน จะเป็นการเพิ่มเครื่องมือให้หน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดได้

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมผลักดันร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อวางระบบบริหารจัดการของเสียและจัดตั้งกองทุนรองรับการแก้ไขปัญหามลพิษ พร้อมระบุว่า หากตรวจพบโรงงานกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด รวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาต

 

คุมเศษโลหะตั้งแต่ต้นทาง ป้องกันนำเข้าของเสียแฝง

นอกจากการตรวจสอบโรงงานและตู้สินค้าแล้ว กรมควบคุมมลพิษเตรียมกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออกเศษโลหะ โดยผู้นำเข้าจะต้องแสดงหนังสือรับรองระดับการปะปนของสิ่งอื่นในเศษโลหะ (Self-declaration) พร้อมระบุวัตถุประสงค์การนำเข้าและโรงงานปลายทางให้ชัดเจน

 

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายป้องกันการนำเข้าของเสียมาแยกคัดเฉพาะส่วนที่มีมูลค่าเพื่อนำกลับไปส่งออก ขณะที่เศษวัสดุที่เหลือถูกทิ้งหรือกำจัดอย่างไม่ถูกต้องภายในประเทศ

 

ส่วนกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเร่งพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัลเชื่อมโยงการขนส่งกากอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถติดตามและกำกับดูแลได้แบบเรียลไทม์ พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม ผู้รับขนส่ง ไปจนถึงผู้รับกำจัด

 

ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรและเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (Basel Action Network: BAN) เพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนที่ไม่ได้รับความยินยอมตามอนุสัญญาบาเซล พร้อมเตรียมตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง

 

คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังมอบหมายให้รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่โฆษกคณะกรรมการ รวบรวมข้อมูลความคืบหน้าจากหน่วยงานต่าง ๆ เป็นรายสัปดาห์ เพื่อรายงานให้ประชาชนรับทราบ

 

การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสกัดกั้นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ด่านนำเข้า แต่ครอบคลุมถึงการตรวจสอบโรงงาน การติดตามเส้นทางกากอุตสาหกรรม การจัดการมลพิษ และการตัดวงจรทางการเงินของผู้กระทำผิด โดยผลลัพธ์สำคัญอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายได้จริง และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะอันตรายข้ามชาติในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

'รวยไม่หยุด' กรุ๊ป แตกไลน์ 'เกศเตี๋ยว' ประเดิมสาขาแรกเอ็มสเฟียร์

'รวยไม่หยุด' กรุ๊ป แตกไลน์ 'เกศเตี๋ยว' ประเดิมสาขาแรกเอ็มสเฟียร์