posttoday
มาตรา 151 ชี้ชะตารัฐบาล | มาตรา 152 เปิดเวทีซักถามไร้มติ

มาตรา 151 ชี้ชะตารัฐบาล | มาตรา 152 เปิดเวทีซักถามไร้มติ

31 ตุลาคม 2569

มาตรา 151 เปิดทางลงมติไม่ไว้วางใจที่อาจทำให้รัฐมนตรีพ้นตำแหน่ง ส่วนมาตรา 152 ใช้ซักถามและเสนอแนะโดยไม่มีมติ ความต่างนี้กำหนดแรงกดดันและยุทธศาสตร์ฝ่ายค้าน

KEY

POINTS

  • มาตรา 151 ใช้เสียง สส. เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 และมีการลงมติ ส่วนมาตรา 152 ใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 แต่ไม่มีมติชี้ขาด
  • ต้นฉบับระบุกรอบอภิปรายวันที่ 7–10 ธันวาคม และลงมติวันที่ 11 ธันวาคม พร้อมประเมินว่าช่วงเวลาที่เพิ่มขึ้นเปิดโอกาสให้รัฐบาลเตรียมชี้แจง ขณะที่ฝ่ายค้านต้องจัดลำดับประเด็นจากรัฐมนตรี 18 ราย
  • โครงการโซลาร์ประชาชน การจัดสรรภาษีสรรพสามิต และการบังคับใช้กฎหมายไซเบอร์ เป็นประเด็นที่คาดว่าอาจถูกนำมาอภิปราย โดยข้อกล่าวหาและข้อสังเกตยังต้องพิจารณาควบคู่กับหลักฐานและคำชี้แจง

 

ศึกอภิปรายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีเสียงมากกว่าในสภา แต่ยังอยู่ที่ฝ่ายค้านจะเลือกใช้กลไกรัฐธรรมนูญอย่างไร โดยเฉพาะมาตรา 151 และมาตรา 152 ซึ่งมีเป้าหมายและผลทางการเมืองต่างกันอย่างชัดเจน

มาตรา 151 เป็นการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ต้องมี สส. เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ และเมื่อเสนอญัตติแล้ว นายกรัฐมนตรีไม่อาจยุบสภาได้ตามเงื่อนไข  หากที่ประชุมลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ความเป็นรัฐมนตรีของบุคคลนั้นอาจสิ้นสุดลง ส่วนการไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ

 

 

มาตรา 152 ใช้เสียงเข้าชื่อน้อยกว่า คือไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เพื่อขออภิปรายซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี แต่ไม่มีการลงมติ จึงไม่ทำให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งโดยตรง จุดแข็งของกลไกนี้คือเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านตั้งคำถามและนำปัญหาการบริหารมาสู่สาธารณะ ขณะที่แรงกดดันต่อรัฐบาลขึ้นอยู่กับเนื้อหา หลักฐาน และการตอบชี้แจง

ทั้งสองมาตรายังมีข้อจำกัดเรื่องความถี่ตามมาตรา 154 ซึ่งยื่นได้ปีละหนึ่งครั้ง และกล่าวถึงข้อยกเว้นกรณีญัตติมาตรา 151 สิ้นสุดด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระไป ประเด็นนี้ทำให้การใช้มาตรา 152 ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องคำนึงถึงโควตาและเวลาเตรียมข้อมูลด้วย หากนำประเด็นที่จะใช้ในมาตรา 151 มาอภิปรายก่อน รัฐบาลก็อาจได้เห็นแนวทางคำถามและเตรียมคำชี้แจงล่วงหน้า

 

สำหรับกรอบอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือวันที่ 7–10 ธันวาคม 2569 และลงมติวันที่ 11 ธันวาคม 2569 การเลื่อนเวลาเปิดศึกถูกประเมินว่าให้รัฐบาลมีช่วงเตรียมรับมือ ขณะที่ฝ่ายค้านต้องจัดเวลาอภิปรายรัฐมนตรี 18 ราย ความเสี่ยงคือการกระจายประเด็นจนขาดน้ำหนัก แต่หากคัดเลือกข้อมูลได้ตรงจุด เวทีอภิปรายก็อาจทำให้รัฐบาลต้องตอบคำถามเชิงนโยบายต่อสภาและประชาชน


การตรวจสอบรัฐบาลบนเวทีซักฟอกของฝ่ายค้าน ได้แก่ เงื่อนไขโครงการโซลาร์ประชาชน ซึ่งมีข้อวิจารณ์เรื่องเงินค้ำประกันผู้ติดตั้งและภาระค่าใช้จ่ายส่วนที่ประชาชนต้องรับเอง การเสนอแก้กฎหมายจัดสรรภาษีสรรพสามิตแก่หน่วยงาน 4 แห่ง รวมมูลค่าที่มีประเมินไว้ 14,000–16,000 ล้านบาทต่อปี ตลอดจนข้อสงสัยเรื่องมาตรฐานการดำเนินคดีไซเบอร์ ทั้งหมดเป็นประเด็นที่ต้องแยกข้อกล่าวหาออกจากข้อเท็จจริง และพิจารณาคำชี้แจงของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ท้ายที่สุด มาตรา 151 ให้น้ำหนักกับการลงมติและผลต่อสถานะรัฐบาล ส่วนมาตรา 152 เป็นเวทีซักถามและเสนอแนะที่ไม่มีมติ ความแตกต่างนี้จึงกำหนด ยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านว่าจะเก็บประเด็นไว้ใช้ชี้ขาดความไว้วางใจ หรือเปิดเวทีตรวจสอบล่วงหน้า ขณะที่ผลทางการเมืองจะขึ้นอยู่กับความหนักแน่นของข้อมูลและคำตอบที่รัฐบาลนำเสนอต่อสภาเป็นสำคัญ

ข่าวล่าสุด

รัฐบาล เปิด 3 โครงการ กระตุ้นท่องเที่ยว ปลายปี คาด สร้างรายได้หมุนเวียน 629 ล้าน

รัฐบาล เปิด 3 โครงการ กระตุ้นท่องเที่ยว ปลายปี คาด สร้างรายได้หมุนเวียน 629 ล้าน