
แบตเตอรี่ EV หมดอายุไม่ใช่ขยะ! เปิดภารกิจ กฟผ. ชุบชีวิตแร่ล้ำค่า "Black Mass"
เจาะเบื้องหลังภารกิจ กฟผ. ทดลองรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV สกัด Black Mass คืนแร่สำคัญ พร้อมใช้ BESS กักเก็บพลังงาน ปูทางความมั่นคงพลังงานไทยในอนาคต
KEY
POINTS
- แบตเตอรี่ EV ที่หมดอายุไม่ใช่ขยะ แต่เป็นแหล่งของแร่ธาตุมีค่า (Critical Minerals) ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดย กฟผ. ได้พัฒนาโรงงานต้นแบบเพื่อสกัด "Black Mass" ซึ่งเป็นผงวัตถุดิบที่อุดมด้วยแร่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- กฟผ. กำลังลงทุนศึกษาและสร้างองค์ความรู้ด้านการรีไซเคิลและนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ (Second-Life) ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับแบตเตอรี่ EV จำนวนมหาศาลที่จะหมดอายุในอีก 8-10 ปีข้างหน้า
- แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่แบตเตอรี่สามารถมีชีวิตที่สองในระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ก่อนจะถูกรีไซเคิลเพื่อนำทรัพยากรกลับเข้าสู่วงจรการผลิต ซึ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน
บทความนี้ ดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร และคอลัมนิสต์ด้านพลังงานของ PostToday ขอแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ที่ได้ไปศึกษาดูงานร่วมกับทาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อวันที่ 16–17 กันยายน 2569
ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดลพบุรี นำทีมโดย นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ นายศุภชัย คูณเศรษฐ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ กฟผ. พร้อมด้วยนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมกว่า 15 ท่าน
ดูงานจุดที่ 1: โรงงานต้นแบบแยกแบล็คแมสจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า/แบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้า โรงไฟฟ้าวังน้อย กฟผ. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จุดแรกที่เราเดินทางไปคือโรงไฟฟ้าวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อดูโรงงานต้นแบบแยกแบล็คแมสจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า/แบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้า
โดยมี ศ.นุรักษ์ กฤษดานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากรอธิบายหลักการและกระบวนการทำงาน
ถ้าอธิบายแบบง่ายๆ เมื่อแบตเตอรี่ EV หมดอายุ มันไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงขยะก้อนใหญ่ เพราะภายในยังมีวัสดุและแร่ที่มีมูลค่าอยู่ กระบวนการรีไซเคิลจึงมีเป้าหมายในการนำแบตเตอรี่กลับมาผ่านกระบวนการคัดแยกและคืนกลับแร่สำคัญ จนได้ลิเธียมและโลหะมีค่า
วัสดุผงสีดำที่เรียกว่า Black Mass ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีโลหะสำคัญจากแบตเตอรี่อยู่ภายใน และสามารถเข้าสู่กระบวนการแยกและสกัดเพื่อนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง
เรื่องนี้กำลังมีความสำคัญมากขึ้น เพราะแร่หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Critical Minerals ซึ่งเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ในอดีตเรามักพูดถึงด้านความมั่นคงทางพลังงาน ในความหมายว่า ประเทศมีไฟฟ้าใช้เพียงพอหรือไม่?
แต่ในโลกของ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ความมั่นคงทางพลังงานเริ่มเชื่อมโยงกับความมั่นคงด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น (Technology Security และ Supply-chain Security)
เพราะต่อให้เราต้องการผลิตรถยนต์ EV หรือระบบกักเก็บพลังงานจำนวนมาก แต่หากไม่สามารถเข้าถึงวัตถุดิบ เทคโนโลยี หรือชิ้นส่วนสำคัญได้ การเปลี่ยนผ่านก็อาจสะดุดได้เช่นเดียวกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องการลดขยะเพียงอย่างเดียว แบตเตอรี่ EV ที่ประสิทธิภาพลดลงจนไม่เหมาะกับการใช้งานในรถยนต์ อาจยังสามารถนำไปใช้แบบ Second-Life หรือ Repurpose สำหรับงานที่ไม่ต้องการสมรรถนะสูงเท่ากับรถยนต์ เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน ก่อนที่สุดท้ายจะเข้าสู่กระบวนการ Recycle เพื่อนำแร่สำคัญกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง
หากเราสามารถทำให้วงจรนี้เกิดขึ้นได้จริง แบตเตอรี่หนึ่งก้อนจึงไม่ได้จบชีวิตลงพร้อมกับรถยนต์หนึ่งคัน แต่สามารถมีชีวิตที่สอง และเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว วัตถุดิบภายในก็ยังสามารถวนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีก
ดูงานจุดที่ 2: ระบบ Battery Energy Storage System (BESS) สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี
จุดที่สองเราเดินทางต่อไปยังอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อดูระบบ Battery Energy Storage System หรือ BESS ที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า
ถ้าอธิบายอย่างง่าย BESS คือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่สามารถรับพลังงานไฟฟ้าเข้ามาเก็บไว้ และจ่ายพลังงานกลับเข้าสู่ระบบได้เมื่อจำเป็น
เทคโนโลยีนี้จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประเทศไทยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพราะไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมมีข้อจำกัดสำคัญ คือ ความผันผวนตามช่วงเวลาและสภาพอากาศ เราไม่สามารถสั่งให้แดดออกหรือลมพัดตามเวลาที่ระบบไฟฟ้าต้องการได้
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นภาพชัดคือ Duck Curve ในช่วงกลางวันที่ Solar ผลิตไฟฟ้าได้มาก ความต้องการไฟฟ้าจากระบบอาจลดลง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น Solar หายไป
ขณะที่ประชาชนกลับบ้านและความต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้น ระบบผลิตไฟฟ้าจึงต้องเพิ่มกำลังขึ้นอย่างรวดเร็ว (อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับปรากฏการณ์ Duck Curve ได้ในบทความ: เกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐแคลิฟอร์เนียผลิตพลังแสงอาทิตย์เกินความต้องการ?)
ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) สามารถเข้ามาช่วยกักเก็บพลังงานส่วนเกินในบางช่วงเวลา และจ่ายกลับในช่วงที่ระบบต้องการ รวมถึงช่วยสนับสนุนการควบคุมความถี่และแรงดันของระบบไฟฟ้า ทำให้ Grid หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าสามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนได้ดีขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจเมื่อได้เห็นของจริงคือ BESS ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนแบตเตอรี่ก้อนใหญ่เพียงก้อนเดียว แต่เป็นระบบที่ประกอบด้วยตู้ลักษณะคล้าย Container ภายในติดตั้ง Battery Modules เรียงเป็นชุดๆ พร้อม Battery Management System หรือ BMS
ทำหน้าที่ตรวจสอบและบริหารการทำงานของแบตเตอรี่ ทั้งแรงดัน อุณหภูมิ สถานะการชาร์จ และความปลอดภัยของระบบ
ทำไม กฟผ. ต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่วันนี้อาจยังไม่คุ้มค่าที่สุด
ประเด็นหนึ่งจากการดูงานที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากคือ ทำไม กฟผ. ต้องทดลองและลงทุนในระบบแบตเตอรี่ตั้งแต่วันนี้ ทั้งที่เทคโนโลยีบางอย่างยังมีต้นทุนสูงมาก
คำตอบที่ผมสังเคราะห์มาจากการดูงานครั้งนี้ คือ หน้าที่ของผู้ดูแลระบบไฟฟ้าไม่ได้มีเพียงการผลิตไฟฟ้า แต่ต้องรักษาทั้งคุณภาพของไฟฟ้า เช่น ความถี่และแรงดัน และความมั่นคง (ปริมาณ) ของระบบให้มีไฟฟ้าเพียงพอต่อการใช้งานอยู่ตลอดเวลา
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ระบบไฟฟ้าของไทยถูกออกแบบโดยแทบไม่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่มาเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบส่ง แต่โลกพลังงานในอีก 10–20 ปีข้างหน้าอาจไม่เหมือนเดิม
เมื่อ Solar, Wind, EV และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ดูแลระบบจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคโนโลยีก่อนที่จะกลายเป็นของแพร่หลาย พูดง่ายๆ คือ ต้องรู้ก่อน ทดลองก่อน เจอปัญหาก่อน และสร้างองค์ความรู้ของตัวเองก่อน
เพื่อให้พร้อมรับมือวันที่เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบไฟฟ้าไทยจำนวนมาก และถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นหลัง เพื่อเตรียมพร้อมรับอนาคตที่เทคโนโลยีจะแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย
วันนี้อาจยังแพง แต่ต้องเตรียมตัวก่อนวันที่แบตเตอรี่ EV ปลดระวางพร้อมกัน
สิ่งที่ผมอยากชื่นชม กฟผ. จากการดูงานครั้งนี้คือการเริ่มต้นศึกษาเรื่อง Repurpose, Second-Life และ Recycling ของแบตเตอรี่ตั้งแต่วันนี้
แน่นอนว่า หากมองเฉพาะตัวเลขทางธุรกิจในปัจจุบัน เราอาจยังตอบไม่ได้เต็มปากว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพียงพอสำหรับการลงทุนเชิงพาณิชย์ในทุกกรณี
เพราะทั้งเทคโนโลยี กระบวนการคัดแยก การขนส่ง ความปลอดภัย และการรีไซเคิลยังมีต้นทุนอยู่ไม่น้อย
แต่โจทย์สำคัญคือ รถยนต์ EV ที่เราขายกันจำนวนมากในวันนี้จะไม่ได้อยู่บนถนนตลอดไป เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 8–10 ปี แบตเตอรี่จำนวนหนึ่งจะทยอยเข้าสู่ช่วงปลดระวางจากการใช้งานในรถยนต์
และเมื่อประเทศไทยมีรถ EV หลักล้านคัน คำถามที่ตามมาคือ เราจะทำอย่างไรกับแบตเตอรี่จำนวนมหาศาลเหล่านั้น ถ้ารอให้วันนั้นมาถึงแล้วค่อยเริ่มศึกษา อาจสายเกินไป
(อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยแบตฯรถยนต์ EV ได้ในบทความ: งานวิจัยพบ แบต EV อึดกว่าที่คิด วิ่ง 150,000 กม. ยังเหลือความจุราว 90%)
ดังนั้น การสร้างองค์ความรู้เรื่อง Second-Life, Repurpose, Recycling ของแบตเตอรี่และคัดแยกแยกแร่สำคัญอย่าง Black Mass ตั้งแต่วันนี้ จึงไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องการจัดการขยะ
แต่คือการเตรียม Infrastructure และ Know-how สำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานสำหรับรถ EV อาจกลายเป็นทรัพยากรสำหรับระบบพลังงาน และท้ายที่สุดแร่สำคัญที่อยู่ภายในก็สามารถหมุนเวียนกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมได้อีกครั้ง
การที่ได้มีโอกาสไปดูงานทั้ง 2 แห่งนี้ ทำให้เห็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่า อนาคตของพลังงานสะอาดไม่ได้จบแค่คำถามว่าเราจะผลิตไฟฟ้าสีเขียวได้มากแค่ไหน หรือประเทศไทยจะมีรถ EV กี่ล้านคัน
คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราจะบริหารจัดการเทคโนโลยีเหล่านี้ตลอดทั้งวงจรชีวิตอย่างไร?
เพราะการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่ยั่งยืนจริงๆ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากเทคโนโลยีเก่าไปสู่เทคโนโลยีใหม่ แต่ต้องคิดตั้งแต่วันที่เทคโนโลยีนั้นเข้ามาอยู่ในระบบ จนถึงวันที่มันหมดอายุ และหาวิธีทำให้ทรัพยากรเหล่านั้นกลับมาเริ่มต้นวงจรใหม่ได้อีกครั้ง..
ขอบคุณภาพจากฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)







