
งานวิจัยพบ แบต EV อึดกว่าที่คิด วิ่ง 150,000 กม. ยังเหลือความจุราว 90%
ส่องไอเดียการนำแบตเตอรี่ EV มาใช้ซ้ำ หนึ่งในความกังวลใหญ่ของคนซื้อรถ EV คือ แบตจะเสื่อมเร็วหรือไม่? และพอวิ่งเกินแสนกิโลเมตรแล้วจะเหลือความจุเท่าไร?
KEY
POINTS
- งานวิจัยพบว่าแบตเตอรี่รถ EV ส่วนใหญ่ยังมีความจุเหลืออยู่ประมาณ 87-94% แม้วิ่งไปแล้ว 150,000 กิโลเมตร ซึ่งทนทานกว่าที่หลายคนกังวล
- ความเสื่อมของแบตเตอรี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นด้วย เช่น สภาพอากาศร้อน พฤติกรรมการชาร์จ และการใช้งาน
- แม้ความจุจะลดลงจนไม่เหมาะกับรถยนต์ (เหลือ 70-80%) แบตเตอรี่ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อในรูปแบบอื่น (Second Life) เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน ได้อีก 5-10 ปีก่อนนำไปรีไซเคิล
ข้อมูลล่าสุดจาก Aviloo บริษัทวิเคราะห์ Battery Health จากประเทศออสเตรีย พบว่า รถ EV ยอดนิยม 20 รุ่น หลังวิ่งไปได้ประมาณ 150,000 กิโลเมตร ยังมีค่า State of Health (SoH) อยู่ราว 87-94% ของความจุแบตตอนออกรถใหม่
ส่วนที่วิ่งไประยะ 100,000 กิโลเมตรยังอยู่ประมาณ 88-95% หากดูเฉพาะข้อมูลวิจัย ก็ถือว่าแบต EV โดยรวมอึดกว่าที่หลายคนกลัว
แต่ประเด็นสำคัญคือ รถรุ่นเดียวกัน วิ่งเท่ากัน แบตอาจเสื่อมไม่เท่ากัน เพราะ Battery Health ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเลขไมล์อย่างเดียว แต่เกี่ยวกับสภาพอากาศ วิธีการชาร์จ และพฤติกรรมการใช้งานด้วย
สิ่งนี้น่าคิดต่อสำหรับประเทศไทย เพราะเราเป็นประเทศอากาศร้อน และอุณหภูมิสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เร่งการเสื่อมของแบตเตอรี่ Lithium-ion
เพราะฉะนั้นรถที่จอดกลางแดดบ่อยๆ หรือใช้งานในสภาพอากาศร้อนจัดเป็นประจำ ก็มีโอกาสที่ Battery Health จะแตกต่างจากรถรุ่นเดียวกันในประเทศอากาศเย็น
อีกเรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้คือ การชาร์จเต็มแล้วจอดทิ้งไว้นานๆ ก็ไม่ดีกับแบตเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเจอกับอากาศร้อนอย่างไทย ดังนั้น หากรู้ว่าจะจอดรถค้างคืนหลายวัน การปล่อยแบตไว้ในระดับกลางๆ เช่น 30-70% ย่อมดีกว่าชาร์จ 100% แล้วจอดทิ้งไว้เป็นเวลานาน
แต่เรื่องของแบตรถ EV ยังไม่จบแค่ตอนที่มันต้องถูกถอดออกจากรถเมื่อ Battery Health ลดลงมาอยู่แถวๆ 70-80% แบตอาจเริ่มไม่เหมาะกับการใช้งานในรถยนต์ เพราะระยะทางต่อการชาร์จลดลงและประสิทธิภาพไม่เหมือนเดิม
แต่ไม่ได้แปลว่าแบตลูกนั้นหมดประโยชน์แล้ว เพราะยังสามารถนำไป Repurpose หรือ Second Life ได้ สิ่งที่น่าสนใจคือ แบตเตอรี่ EV ใช้แล้วสามารถใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงานแบบอยู่กับที่ได้อีกหลายปี
งานวิจัยหลายชิ้นประเมินว่าสามารถยืดอายุการใช้งานเพิ่มได้อีกประมาณ 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพแบตและรูปแบบการใช้งาน
ตัวอย่างที่เห็นภาพง่ายที่สุดคือ นำแบต EV เก่ามาประกอบเป็น Battery Energy Storage System (BESS) เพื่อเก็บไฟจาก Solar PV ในช่วงกลางวัน
เหตุผลคือช่วงเที่ยงถึงบ่าย โซลาร์ผลิตไฟออกมามาก แต่ความต้องการใช้ไฟอาจไม่ได้สูงตามไปด้วย พอเย็นลงโซลาร์เริ่มผลิตไฟลดลง ในขณะที่คนกลับถึงบ้าน เปิดแอร์ เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า ความต้องการไฟกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
รูปร่างของกราฟความต้องการไฟสุทธิที่เกิดขึ้นคล้ายตัวเป็ด จึงเรียกว่า Duck Curve ( อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: เกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐแคลิฟอร์เนียผลิตพลังแสงอาทิตย์เกินความต้องการ?)
ถ้ามีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เราก็สามารถเอาไฟโซลาร์ส่วนเกินช่วงกลางวันมาเก็บไว้ แล้วค่อยปล่อยออกมาใช้ช่วงเย็น ช่วยลดปัญหาไฟล้นในช่วงที่โซลาร์ผลิตไฟมาก และลดภาระของระบบไฟฟ้าในช่วงที่ Demand พุ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แบตทุกลูกที่ถอดออกจากรถแล้วเอามาใช้ต่อได้ทันที ต้องตรวจทั้ง SoH ความต้านทานภายใน ความสมดุลของเซลล์ และความปลอดภัยก่อน
เพราะแม้ระดับ 70-80% จะเป็นช่วงที่มักถูกมองว่าเข้าสู่ปลายอายุการใช้งานในรถยนต์ แต่ยังสามารถเหมาะกับงาน Stationary Storage ที่ไม่ได้ต้องการกำลังสูงแบบรถยนต์ได้
และเมื่อแบตเสื่อมจนไม่เหมาะกับการนำมาใช้ซ้ำ (Repurpose) แล้วจริงๆ ขั้นต่อไปจึงค่อยเป็น Recycling (การรื้อแบตเตอรี่เพื่อนำแร่ธาตุที่สำคัญกลับมาใช้ใหม่) เพื่อดึง Critical Minerals อย่าง Lithium, Nickel, Cobalt หรือ Manganese กลับมาใช้ใหม่
เป็นการต่ออายุวัตถุดิบในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แทนที่จะมองแบตเก่าเป็นเพียงขยะอันตราย
ตอนนี้เราอาจยังไม่ได้ยินเรื่องการนำแบตเตอรี่รถ EV กลับมาใช้ซ้ำมากนัก เพราะรถ EV จำนวนมากบนถนนยังใหม่อยู่ แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อรถ EV รุ่นแรกๆ เริ่มทยอยปลดระวางพร้อมกันทั่วโลก ตลาดเกี่ยวกับการ Repurpose และการ Recycling
แร่สำคัญจากแบตเตอรี่จะใหญ่ขึ้นมาก อาจเกิดธุรกิจ ตลาดแบตเตอรี่มือสอง ที่ครอบคลุมตั้งแต่ ธุรกิจตรวจ Battery Health การคัดแยกและประกอบ Battery Pack ใหม่ ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงธุรกิจ Recycling Critical Minerals ในอนาคต







