
“พิพัฒน์” กางแผนเชื่อมราง-ถนน-ท่าเรือ-สนามบิน ปั้นไทยฮับขนส่งโลก
“พิพัฒน์” กางแผนคมนาคม เดินหน้ารถไฟทางคู่ เพิ่มศักยภาพท่าเรือน้ำลึก พร้อมขยายคลังสินค้าทางอากาศ รับโอกาสดึงดูดการลงทุนและเชื่อมการค้าโลก
KEY
POINTS
- "พิพัฒน์" กางแผนคมนาคมยุครัฐบาลอนุทิน เชื่อมโยง "ราง ถนน ท่าเรือ และอากาศ" ผลักดันไทยสู่เป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของโลก
- ยกระดับระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลัก โดยเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ และเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน พร้อมพัฒนามอเตอร์เวย์เป็นระบบสนับสนุน (Feeder)
- เพิ่มศักยภาพการขนส่งทางทะเลด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่เชื่อมฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน และขยายคลังสินค้าในสนามบินเพื่อรองรับการส่งออกมูลค่าสูง
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “โครงสร้างพื้นฐานขับเคลื่อนประเทศไทย (Infrastructure Blueprint for the Future)” ในงาน Nation Forum 2027 โดยกล่าวถึงทิศทางการพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์เชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก โดยอาศัยจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ระหว่างจีนและอินเดีย
“ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ สามารถเชื่อมโยงจีน อาเซียน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานหลายระบบยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการสร้างโครงการแยกส่วน มาเป็นการพัฒนาโครงข่ายที่เชื่อมต่อกันทั้งประเทศ”
อย่างไรก็ดี หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือการยกระดับระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลักด้านโลจิสติกส์รองรับการขนส่งสินค้าเชื่อมต่อเส้นทางจากจีน ผ่านลาว และมาไทย รวมไปถึงเชื่อมโยงสายใต้ไปยังมาเลเซีย และสิงคโปร์
ซึ่งกระทรวงฯ มีแผนเดินหน้าพัฒนารถไฟทางคู่เพิ่มเติม 1,479 กิโลเมตร พร้อมผลักดันนโยบาย Open Access เปิดโอกาสให้เอกชนร่วมประกอบกิจการขนส่งทางราง เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนไว้ให้คุ้มค่ามากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาระบบขนส่งทางบกเพื่อให้เป็นฟีดเดอร์เชื่อมต่อกับระบบรางลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนน และลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว ซึ่งการพัฒนาระบบขนส่งทางบกนั้น
กระทรวงฯ มีแผนพัฒนาทั้งส่วนของมอเตอร์เวย์สายใต้ สายอีสานที่เปิดให้บริการแล้ว รวมไปถึงสายเหนือที่จะมีการขยายมอเตอร์เวย์ M5 ช่วงรังสิต - บางปะอิน เป็นโครงการทางยกระดับต่อขยายจากดอนเมืองโทลล์เวย์เพื่อรองรับการเดินทางด้วย
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาระบบรางและขนส่งทางถนนนั้น เป็นส่วนสำคัญของการเดินทางและขนส่งในประเทศและเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านในระยะใกล้ แต่กระทรวงฯ มีแผนพัฒนาขนส่งเพื่อเชื่อมโลก ให้ไทยเป็นศูนย์กลางของโลก ผ่านแนวคิดการเพิ่มขีดความสามารถของการขนส่งทางทะเล
เนื่องจากปัจจุบันมีท่าเรือน้ำลึกที่แหลมฉบัง ปริมาณการส่งออกและนำเข้าสินค้าประมาณ 10.8 ล้าน TEU ซึ่งใกล้เต็มความสามารถ
ดังนั้นประเทศไทยในจังหวะและโอกาสแบบนี้ ต้องการเป็นศูนย์กลาง เป็นฮับขนส่งทางทะเล จึงควรจะมีท่าเรือน้ำลึกเพิ่มเติมเป็นแห่งที่ 2 – 3 เพื่อรองรับกับระบบขนส่งทางรางที่แล้วเสร็จ
ซึ่งกระทรวงฯ มีแนวคิดพัฒนาท่าเรือสองฝั่งทะเล เชื่อมอ่าวไทยและอันดามันด้วยระบบราง เพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย สร้างโอกาสให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางขนส่งทางทะเล
ขณะเดียวกัน การขนส่งทางอากาศนับเป็นอีกหนึ่งการขนส่งที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบว่ามีปริมาณการขนส่งปีละ 1.7 ล้านตัน แม้ไม่ถึง 1% ของสินค้าที่ส่งออกไปทั่วโลก แต่สินค้าที่ส่งออกทางอากาศไม่ถึง 1% ของสินค้าทั้งหมด คิดเป็นวงเงิน 33% ของมูลค่าการส่งออก แสดงให้เห็นว่าการขนส่งสินค้าทางอากาศดึงรายได้เพิ่ม 3.5 ล้านล้านบาท
ทำให้ขณะนี้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ลงนามกับ AOTGA เพื่อลงทุนคลังสินค้าเพิ่มแห่งที่ 3 โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2572 เมื่อดำเนินธุรกิจแล้ว จะขนสินค้าเพิ่มอีกปีละ 6 – 7 แสนตัน การขนส่งสินค้าทางอากาศจะเป็น 2.3 – 2.4 ล้านตัน มูลค่าเทียบเท่าการส่งออกประมาณ 44% ของมูลค่าการส่งออก หรือ 5.5 ล้านล้านบาท ดังนั้นไม่ควรมองข้ามการส่งออกทางอากาศแม้มีปริมาณน้อยแต่สร้างมูลค่ามาก
“การขนส่งสินค้าทางอากาศที่มีศักยภาพสูง ทำให้ไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลางการบิน Aviation Hub รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งออก และการลงทุน โดยดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น กระทรวงฯ จึงมีแผนหากการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น จะขยายคลังสินค้าไปดอนเมือง และอู่ตะเภา หรืออาจจะย้ายไปทางใต้ที่สนามบินกระบี่ ซึ่งมีความเหมาะสมเช่นกัน”
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ไทยอยู่ในภูมิศาสตร์กึ่งกลางระหว่าง 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อเมริกาและตะวันออกกลาง โจทย์วันนี้คือจะมีวิธีการอย่างไร เพื่อขนถ่ายและทำให้ไทยเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางและการขนถ่าย นี่คือผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นแล้วว่าเมื่อเชื่อมโลกทางอากาศ และเชื่อมผ่านมหาสมุทรทางทะเล จะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย
“จากวิกฤติการณ์อ่าวเปอร์เซีย นี่เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ไทยต้องเร่ง ผมคิดว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยได้รับนักลงทุนญี่ปุ่น และเพิ่มต่อเนื่องจนกระทั่งวันนี้ เช่นกันว่าปัจจุบันวิกฤติของยุโรป และตะวันออกกลาง วันนี้เป็นโอกาสของไทย ซึ่งเรามีความพร้อม เรามีความสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นครัวของโลก”
ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า มั่นใจว่าจากแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยในขณะนี้ เมื่อทำสำเร็จไทยจะเป็นฮับอากาศ และทางทะเล และมีระบบรางเชื่อมจีนตอนใต้ ไปยังสิงคโปร์ ผ่านมาเลเซีย นี่คือสิ่งต่างๆ ในยุครัฐบาลอนุทิน โดยมีผมกำกับกระทรวงคมนาคม อะไรที่อดีตทำไม่ได้ ในยุคนายกฯ อนุทิน มั่นใจว่าเราทำได้
แต่สิ่งที่จะทำได้หรือไม่ได้ อยู่กับนักธุรกิจจะให้การสนับสนุน ให้ข้อแนะนำอย่างไรกับกระทรวงคมนาคม ซึ่งพร้อมรับคำติชม พร้อมรับข้อมูลต่างๆ โดยมั่นใจว่าประเทศไทยเดินต่อได้ ต้องฟื้นในระยะเวลาอันใกล้ นี่คือโอกาสของประเทศไทย ถ้าไม่ฉวยโอกาสฯ เวลานี้ โอกาสของเราอาจจะหลุดลอย







