
เปิดผลงาน 9 เดือนแรกปี 69 BBL กำไรหด สวนทาง BAY-TTB กำไรพุ่ง
ส่องผลงานไตรมาส 3/69 และ 9 เดือนแรกของปี 69 BBL กำไรสุทธิวูบ 21.6% เหลือ 29,981 ล้านบาท สวนทาง “BAY-TTB” กำไรสุทธิพุ่ง
KEY
POINTS
- ธนาคารกรุงเทพ (BBL) รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 29,981 ล้านบาท ลดลง 21.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) มีกำไรสุทธิ 25,572 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.9% โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อ
- ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) มีกำไรสุทธิ 16,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ธนาคารพาณิชย์ทยอยรายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2569 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยได้รวบรวมผลดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB
BBL แจ้งงบ 9 เดือนแรกปี 69 กำไร 29,981 ล้าน ลดลง 21.6%
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2569 จำนวน 29,981 ล้านบาท ลดลง 21.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า โดยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.47%
ทั้งนี้ การขยายตัวของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของธนาคารและชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ย สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลงส่วนใหญ่จากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์จากกิจกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสมควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 4.6% และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 48.2% สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากการที่ธนาคารมีการตั้งสำรองภายใต้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,692,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากสิ้นปีก่อน จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่า ด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.2% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 322.1% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 จำนวน 3,221,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 83.6% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 21.5 ร้อยละ 17.1 และร้อยละ 17.1 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
BAY เผยผลกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 69 โต 3.9% แตะ 25,572 ล้าน
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY และบริษัทในเครือ รายงานผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ
โดยการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของสินเชื่อ นำโดยกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มลูกค้าที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR
นอกจากนั้น การบริหารต้นทุนทางการเงิน และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพที่ต่อเนื่อง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของกำไรและความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงาน
เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.8% หรือจำนวน 15,382 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพในปีนี้ของธนาคาร โดยการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มอาเซียนซึ่งเติบโต 6.5% และ 7.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการหดตัวของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสินเชื่อรายย่อยในประเทศ
เงินรับฝาก ลดลง 1.7% หรือจำนวน 29,380 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยการเติบโตของเงินฝากออมทรัพย์ สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารงบดุลและโครงสร้างเงินทุนเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน พร้อมรักษาความแข็งแกร่งของฐานเงินฝากอย่างต่อเนื่อง
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 4.58% เทียบกับ 4.28% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นจากการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR ตลอดจนการบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุกและรอบคอบระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ผ่านโครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืมที่มีประสิทธิภาพ
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 3.7% หรือ 1,444 ล้านบาท จากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งและการกระจายตัวของฐานรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของธนาคาร รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานที่มีความท้าทาย
อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 45.6% จาก 46.4% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยกรุงศรียังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.19% จาก 3.26% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 231 เบสิสพอยท์ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 143.1%
อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.46% เทียบกับ 20.69% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ กรุงศรี กรุ๊ป ส่งมอบผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยการเติบโตของธุรกิจในประเทศได้รับการขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมการลงทุนที่ยังคงเดินหน้าในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
ขณะที่สินเชื่ออาเซียนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งของเครือข่ายธุรกิจที่ครอบคลุมหลายประเทศ ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานโดยรวมของกรุงศรี กรุ๊ป
นายเคนอิจิ ให้ความเห็นเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจว่า ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง การส่งออกที่ขยายตัวตามวัฏจักรขาขึ้นของภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากอุทกภัย และกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ยังเปราะบาง อาจชะลอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ ภายใต้บริบทดังกล่าว กรุงศรีประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการลงทุนและอุปสงค์จากต่างประเทศ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 กรุงศรีซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.94 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.71 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.62 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 339.51 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.46% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.23%
TTB งบ 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 16,139 ล้าน โต 4.8%
ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 5,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) รวม 9 เดือน ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 16,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% YoY
สำหรับรายได้จากการดำเนินงานรวม อยู่ที่ 16,786 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ลดลง 3.2% จากไตรมาสก่อน (QoQ) สาเหตุหลักจากการลดลงของกำไรที่เกี่ยวกับการลงทุนและเงินปันผล ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมหลักแม้ลดลงแต่ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดี
ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หนุนโดยการควบคุมต้นทุนทางการเงินและการเติบโตสินเชื่อกลุ่มเป้าหมาย ในภาพรวมรายได้จากการดำเนินงานรอบ 9 เดือน ปี 2569 ยังคงเพิ่มขึ้น 3.3% YoY มาอยู่ที่ 50,862 ล้านบาท เนื่องจากได้แรงหนุนจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ลดลง 5.1% QoQ มาอยู่ในระดับปกติที่ 7,644 ล้านบาท ในไตรมาส 3 หลังจากไตรมาสก่อนหน้ามีค่าใช้จ่าย One-time เกี่ยวกับการ Write-off ระบบไอที และการบันทึกการด้อยค่าแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ยุติการใช้งาน
รวม 9 เดือน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 23,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% YoY สำหรับอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้รอบ 9 เดือน ปี 2569 ทรงตัวอยู่ที่ 46% เป็นไปตามเป้าหมาย สะท้อนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย
ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% QoQ โดยธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ Management Overlay ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เพื่อรองรับผลกระทบทั้งจากเหตุการณ์น้ำท่วมและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ รวม 9 เดือน ปี 2569 ตั้งสำรองฯ ทั้งสิ้น 12,113 ล้านบาท ลดลง 5.8% YoY
ภายหลังการซื้อหุ้นคืนรวมสะสม 21,000 ล้านบาท และการจ่ายปันผลระหว่างกาลเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารยังคงมีฐานะเงินกองทุนในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ในระดับสูงที่ 18.8% และ 16.8% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ ธปท. กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1
สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ 1,187 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% QoQ หนุนโดยสินเชื่อกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ สินเชื่อบ้านแลกเงิน, สินเชื่อรถแลกเงิน แบบไม่โอนเล่ม, สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ด้านสินเชื่อรถจักรยานยนต์ภายใต้บริษัท ttb leasing บริษัทในกลุ่มทีทีบี ซึ่งเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ภาพรวมสินเชื่อยังคงชะลอลง 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 (YTD) สะท้อนแนวทางการเติบโตสินเชื่ออย่างรอบคอบภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเติบโตในอัตราต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง
ด้านเงินฝากอยู่ที่ 1,282 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% QoQ และ 1.0% YTD หนุนโดยการเพิ่มขึ้นของเงินฝากเพื่อการออม นำโดยเงินฝากดิจิทัล ttb ME save และเงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed รวมทั้งกลุ่มเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ขณะที่เงินฝากประจำลดลงตามการครบกำหนด เป็นไปตามกลยุทธ์การบริหารต้นทุนเงินฝากและสภาพคล่องของธนาคาร
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTB เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2569 ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย โดยผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การรักษาแนวโน้มผลประกอบการ การดูแลคุณภาพสินทรัพย์และลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม และการสร้างการเติบโตด้านรายได้ในระยะยาว
ธนาคารยังคงเน้นย้ำการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพ และลดผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำโดยเน้นขยายสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง พร้อมกับบริหารต้นทุนทางการเงินให้สอดคล้องกัน ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยในไตรมาส 3 ค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ รอบ 9 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 27,524 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 27,476 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
คุณภาพสินทรัพย์มีเสถียรภาพ สะท้อนได้จากหนี้เสียซึ่งทรงตัวในระดับ 39,000 ล้านบาท ต่อเนื่องตลอด 8 ไตรมาส ด้านอัตราส่วนหนี้เสียลดลงมาอยู่ที่ 2.88% เทียบกับกรอบเป้าหมายที่ 3.2% และสำหรับเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายไตรมาส 3 ธนาคารได้เร่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านโครงการ ‘ตั้งหลัก’ ซึ่งได้เปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ครอบคลุมทั้งสินเชื่อลูกค้าธุรกิจ สินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อลูกค้ารายย่อย โดยจากการประเมินของธนาคาร คาดว่ายอดสินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการจะมีสัดส่วนไม่เกิน 1% ของพอร์ตสินเชื่อรวม
ดังนั้น ในด้านผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์จึงคาดว่าจะอยู่ในระดับจำกัดและบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ดี เพื่อความรอบคอบ ธนาคารได้ตั้งสำรองฯ Management Overlay เพิ่มเติมสำหรับรองรับความเสี่ยงทั้งเรื่องของอุทกภัยและปัจจัยไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ส่งผล Coverage Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 159% จาก 152% ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งในการรองรับความเสี่ยง
ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ธนาคารได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ DBS Bank และ Schroders ผ่านบริษัท ttb wealth securities บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่มทีทีบี เพื่อยกระดับธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง นอกจากนั้นยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ My Wealth และร่วมมือกับ Webull เพื่อเพิ่มช่องทางการลงทุนและ Digital Wealth Advisory สำหรับลูกค้ากลุ่ม Mass Affluent ซึ่งจะช่วยขยายแหล่งรายได้ค่าธรรมเนียมและรองรับความต้องการด้านการลงทุนของลูกค้าทุกกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน
สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและรักษาแนวโน้มผลการดำเนินงานผ่านการบริหารเชิงรุกในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ การควบคุมต้นทุน และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงบริหารการใช้เงินทุนและโครงการซื้อหุ้นคืนซึ่งยังคงเหลือวงเงินอีก 14,000 ล้านบาทอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้ ธนาคารยังคงเดินหน้าสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการผลักดันแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) โดยในเดือนสิงหาคม 2569 ธนาคารได้เปิดตัว ‘สินเชื่อคนผ่อนดี’ ซึ่งต่อยอดมาจากโครงการ ‘ผ่อนดีมีรางวัล’
โดยได้นำหลักการ Risk-based Pricing มาใช้กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับความเสี่ยง เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมมากขึ้นครอบคลุม 4 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ สินเชื่อรถแลกเงิน แบบไม่โอนเล่ม, สินเชื่อบุคคล ทีทีบี แคชทูโก, สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ และสินเชื่อบ้านแลกเงินรีไฟแนนซ์
ทั้งนี้ เมื่อรวบรวมข้อมูลจากทั้ง 2 โครงการเข้าด้วยกัน พบว่ามีลูกค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 58,600 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อประมาณ 15,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับการแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าได้กว่า 1,800 ล้านบาท ด้านโครงการ ‘รวบหนี้’ มีลูกค้าเข้าร่วมกว่า 86,200 ราย และช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยได้ราว 3,400 ล้านบาท ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน







