มีกองทัพเพียงไม่กี่แห่งในเอเชี ยตะวันออกเฉียงใต้ที่มีขี ดความสามารถในการเชื่ อมโยงการปฏิบัติงานระหว่ างระบบและเหล่าทัพในระดับนี้
ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้ นจากสัญญาจัดซื้อเพียงครั้งเดี ยว แต่เป็นผลจากการพัฒนาอย่างต่ อเนื่องทีละขั้นตลอดระยะเวลากว่ า 40 ปีของความร่วมมือระหว่างกองทั พไทยและซาบ
จุดเด่นของระบบในลักษณะนี้คือ ยิ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้ วยกันมากเท่าใด ประสิทธิภาพโดยรวมก็ยิ่งเพิ่มขึ้ นแบบทวีคูณ
เซ็นเซอร์หรือระบบตอบโต้ภัยคุ กคามทุกระบบที่เพิ่มเข้ ามาในเครือข่ายที่มีความปลอดภัย จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ทุ กระบบที่เชื่อมต่ออยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น เรดาร์ที่กองทัพบกจั ดหามาสามารถช่วยเสริ มภาพสถานการณ์ทางอากาศที่กองทั พอากาศใช้งาน
หรือเรดาร์อย่าง Giraffe 1X ซึ่งตรวจจับและจำแนกโดรนที่กำลั งเข้าใกล้ฐานทัพ ก็สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ ภาพสถานการณ์เดียวกันกับที่ใช้ ปกป้องสนามบินได้
ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานกลางที่ทุกระบบสามารถเชื่ อมต่อร่วมกันได้จึงมีความสำคั ญมากกว่าคุณสมบัติ เฉพาะของระบบใดระบบหนึ่ง และเป็นเหตุผลที่ข้ อกำหนดของไทยมักอ้างอิ งมาตรฐานของ NATO
ทั้งนี้ไม่ใช่ด้วยเหตุผลด้ านนโยบายพันธมิตร แต่เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิ งในทางปฏิบัติสำหรับการทำงานร่ วมกันระหว่างระบบ และการใช้งานที่ได้รับการพิสู จน์แล้วในภารกิจจริง
การพึ่งพาตนเองด้านการป้องกั นประเทศ ต้องเริ่มจากการพัฒนาอุตสาหกรรม แล้วจึงตามด้วยนโยบายการจัดซื้ อจัดหา
ประเทศไทยมีความพยายามในการพั ฒนาอุตสาหกรรมป้องกั นประเทศภายในประเทศมาตั้งแต่ ทศวรรษ 1960 และล่าสุดได้ดำเนินการภายใต้ แนวทาง "วิสัยทัศน์ 2026" ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นความก้ าวหน้าอย่างชัดเจน
โดยในปี พ.ศ. 2569 บริษัท ชัยเสรี สามารถคว้าสัญญาส่งออกรถหุ้ มเกราะสะเทินน้ำสะเทินบกให้แก่ กองทัพเรือฟิลิปปินส์ ท่ามกลางการแข่งขันจากผู้ผลิ ตในเกาหลีใต้ ตุรกี และสาธารณรัฐเช็ก
ขณะเดียวกัน การพัฒนาอากาศยานไร้คนขั บภายในประเทศก็มีความก้าวหน้ าอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงผลักดั นจากประสบการณ์การปฏิบัติงานจริ งในสถานการณ์ที่ท้าทาย ทำให้บริษัทสัญชาติไทยไม่ได้มี บทบาทเพียงในฐานะผู้ซื้ออีกต่ อไป
ในด้านความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ว่าผู้ผลิ ตจากต่างประเทศมีส่วนช่วยพั ฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ หรือเพียงนำสินค้าเข้ามาจำหน่ ายในตลาดเท่านั้น
โครงการเครื่องบินขับไล่กริพเพน อี/เอฟ (Gripen E/F) เป็นตัวอย่างที่ดีของแนวทางแรก ทั้งการมอบสิทธิ์ในการพัฒนาต่ อยอดระบบเชื่อมโยงข้อมูล Link T การจัดตั้งหน่วยงานวิจัยและพั ฒนาในประเทศไทย โครงการปรับปรุงเครื่องบิน Erieye ให้ทันสมัย
ความร่วมมือกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI) และผู้ประกอบการสำคัญรายอื่ นในประเทศด้านการซ่อมบำรุงและห่ วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการมอบทุนการศึกษาให้นั กศึกษาไทยไปศึกษาต่อที่มหาวิ ทยาลัยในสวีเดน
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่ าซาบสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุ ตสาหกรรมป้องกันประเทศและความมั่ นคงของไทยอย่างไร แม้การส่งมอบเครื่องบินจะเสร็ จสิ้นแล้ว ความรู้และความเชี่ยวชาญด้ านเทคนิคจะยังคงอยู่ในประเทศอย่ างถาวร และสร้างประโยชน์ให้แก่ระบบนิ เวศด้านการป้องกั นประเทศในภาพรวมต่อไป
ความร่วมมือที่ดีต้องเกื้อหนุ นซึ่งกันและกัน
การป้องกันภัยจากโดรนเป็นอีกตั วอย่างหนึ่งของความร่วมมือทางอุ ตสาหกรรมที่มองไปถึงอนาคต เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนในปี พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นว่าโดรนเชิงพาณิชย์ สามารถถูกนำมาใช้ทางทหารได้อย่ างรวดเร็ว
และการรับมือด้วยระบบป้องกันภั ยทางอากาศแบบดั้งเดิมนั้นไม่คุ้ มค่าทางเศรษฐกิจ การป้องกันไม่ได้เริ่มต้นที่ ระบบตอบโต้ภัยคุกคาม แต่เริ่มต้นที่การตรวจการณ์ เรดาร์อย่าง Giraffe 1X ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจั บเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนที่ ช้าและบินในระดับต่ำ
ท่ามกลางพื้นที่ชุมชนและสภาพภู มิประเทศต่าง ๆ จำแนกประเภทเป้าหมาย และส่งข้อมูลต่อไปยังระดับบั ญชาการ จากนั้นจึงสามารถตอบสนองได้อย่ างเหมาะสมตามระดับของภัยคุกคาม
ทั้งนี้ ระบบเหล่านี้ไม่จำเป็นต้ องมาจากผู้ผลิตรายเดียว อุตสาหกรรมไทยได้พัฒนาเทคโนโลยี การรับมือแบบไม่ทำลายเป้าหมายที่ มีประสิทธิภาพสูง สามารถรบกวนสัญญาณหรือทำให้ โดรนของฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถปฏิ บัติการได้แทนการทำลาย
แนวทางนี้มักเป็นทางเลือกเดี ยวที่เหมาะสม ทั้งในด้านการปฏิบัติและความคุ้ มค่า โดยเฉพาะในพื้นที่พลเรือนหรื อเมื่อต้องรับมือกับเป้ าหมายจำนวนมาก การที่อุปกรณ์เหล่านี้สามารถเชื่ อมต่อและทำงานร่วมกันได้ไม่ได้ เกิดขึ้นเอง
แต่เป็นผลจากการออกแบบระบบให้ รองรับการเชื่อมต่อจากผู้ผลิ ตหลายราย ระบบในลักษณะนี้สามารถเลือกใช้ ระบบตอบโต้ภัยคุกคามที่มีประสิ ทธิภาพสูงสุดได้โดยไม่จำกัดผู้ ผลิต ขณะที่ระบบแบบปิดทำให้ต้องพึ่ งพาผู้ผลิตเพียงรายเดียว
ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยผู้ ประกอบการไทยจึงสามารถนำไปเสริ มผลิตภัณฑ์และโซลูชั นของซาบในตลาดอื่นทั่วภูมิ ภาคได้ ความสัมพันธ์ที่เทคโนโลยีถ่ ายทอดไปเพียงทิศทางเดียวเป็นเพี ยงช่องทางการขาย ไม่ใช่ความร่วมมือที่แท้จริง
ขีดความสามารถต้องมีความคุ้มค่า จึงจะรักษาไว้ได้อย่างยั่งยืน
งบประมาณด้านการป้องกั นประเทศของไทยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 203,000 ล้านบาท หรือราว 6,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 1.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า
งบประมาณราวครึ่งหนึ่งเป็ นของกองทัพบก หนึ่งในห้าเป็นของกองทัพเรือ และสัดส่วนที่น้อยกว่านั้นเล็ กน้อยเป็นของกองทัพอากาศ โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับความพร้ อมในการปฏิบัติภารกิจและกำลังพล มากกว่าการจัดหาอุปกรณ์ใหม่
ดังนั้น ต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ความสะดวกในการใช้งาน ความต้องการด้านการฝึกอบรม และศักยภาพในการปรับปรุงให้ทั นสมัย จึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่าประสิ ทธิภาพของระบบในวันแรกที่ นำมาใช้ นี่คือสิ่งที่ซาบให้ความสำคั ญในการพั ฒนาระบบมาตลอดหลายทศวรรษ
ความคุ้มค่าไม่ใช่การลดทอนขี ดความสามารถ แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ ประเทศมีขีดความสามารถด้านการป้ องกันประเทศอย่างรอบด้าน และพร้อมรับมือกับความท้าทายที่ กล่าวมาข้างต้น
ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของสังคมไม่ได้จำกั ดอยู่เพียงเรื่องของกองทัพเท่ านั้น
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ท่าอากาศยาน 6 แห่งภายใต้การดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รองรับเที่ยวบิน 788,095 เที่ยว และผู้โดยสารเกือบ 126 ล้านคน หรือเฉลี่ยประมาณ 2,150 เที่ยวบิน และผู้โดยสาร 345,000 คนต่อวัน
เฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแห่ งเดียว คาดว่าจะรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้ นเป็น 120 ล้านคนต่อปี การดูแลความปลอดภั ยของการจราจรทางอากาศในระดับนี้ จึงเป็นภารกิจด้านความมั่ นคงของประเทศโดยตรง และต้องอาศัยเซ็นเซอร์ ระบบเชื่อมโยงข้อมูล และระบบบัญชาการและควบคุมในลั กษณะเดียวกับการเฝ้าระวังน่านฟ้ าทางทหาร
การควบคุมจราจรทางอากาศสะท้ อนให้เห็นว่าภารกิจด้านความมั่ นคงและการบินพลเรือนกำลังเชื่ อมโยงเข้าหากันมากขึ้น ที่ผ่านมา สนามบินแต่ละแห่งต้องมีหอบังคั บการบินของตนเอง พร้อมอาคาร ระบบเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่ประจำ
แต่หอบังคับการบินดิจิทัลกำลั งเปลี่ยนรูปแบบนี้ ระบบ r-TWR ของซาบใช้กล้องและเซ็นเซอร์ส่ งภาพและข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ ควบคุมจราจรทางอากาศจากระยะไกล
โดยศูนย์หอบังคับการบิ นระยะไกลส่วนกลางแห่งเดี ยวสามารถดูแลสนามบินได้มากถึง 24 แห่ง เทคโนโลยีนี้ได้รับการรั บรองสำหรับการใช้งานทั้ งภาคพลเรือนและภาคทหาร และมีการใช้งานแล้วในน่านฟ้ าของประเทศสมาชิก NATO
แนวคิดเดียวกันนี้ยังนำไปใช้กั บการเฝ้าระวังชายแดน การรักษาความปลอดภัยทางทะเล และการป้องกันและบรรเทาสาธารณภั ยได้เช่นกัน
แม้ว่า สวีเดน และประเทศไทย จะไม่ได้เป็นประเทศเพื่อนบ้านกั นโดยตรง และความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่ างกรุงสตอกโฮล์มกับกรุงเทพฯ ก็มีอยู่จริง
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศมีแนวทางด้ านความมั่นคงที่คล้ายคลึงกั นมาอย่างยาวนาน โดยให้ความสำคัญกับแนวทางที่อยู่ บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ต้องการพึ่งพามหาอำนาจเพี ยงประเทศเดียว
และให้ความสำคัญกับการประเมินพั นธมิตรจากการลงมือปฏิบัติมากกว่ าคำพูด ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นขึ้นตั้ งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 จึงยังคงพัฒนาและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้ นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เป้าหมายของประเทศไทยไม่ใช่ การจัดซื้อให้มากขึ้น แต่คือการมีขีดความสามารถที่ จำเป็นต่อการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทั้งในด้านเทคนิค อุตสาหกรรม และองค์ความรู้ นี่คือการพัฒนาที่ต้องใช้ ระยะเวลาหลายทศวรรษ
และท้ายที่สุดจะวัดผลจากสิ่งที่ วิศวกร ช่างเทคนิค และบริษัทไทยสามารถดำเนินการได้ อย่างอิสระโดยไม่ต้องอาศั ยการสนับสนุนจากภายนอก และพันธมิตรที่ดีจะช่วยให้ ประเทศไทยก้าวไปถึงเป้าหมายนี้ ได้เร็วยิ่งขึ้น
บทความโดย เฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ, ซาบ ประเทศไทย