posttoday
เปิดเบื้องลึกกองทัพไทย เชื่อม "กริพเพน-เรดาร์" สู่เกมความมั่นคงยุคใหม่

เปิดเบื้องลึกกองทัพไทย เชื่อม "กริพเพน-เรดาร์" สู่เกมความมั่นคงยุคใหม่

16 ตุลาคม 2569

จาก Gripen สู่เครือข่ายเรดาร์และระบบป้องกันโดรน เปิดศักยภาพกองทัพไทยที่หลายคนอาจมองข้าม พร้อมโจทย์ใหญ่ในการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

KEY

POINTS

  • กองทัพไทยกำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการจัดหายุทโธปกรณ์เป็นรายชิ้น ไปสู่การสร้างระบบป้องกันประเทศแบบเครือข่ายบูรณาการ ที่เชื่อมโยงสินทรัพย์สำคัญของทุกเหล่าทัพ เช่น เครื่องบินขับไล่กริพเพน ระบบเรดาร์ และเรือรบเข้าด้วยกัน
  • หัวใจสำคัญของระบบคือเทคโนโลยีการเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Data Link) ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือระยะยาวกับซาบ (Saab) ทำให้สามารถสร้างภาพสถานการณ์ร่วมกันได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจและการปฏิบัติภารกิจร่วม
  • เป้าหมายของเกมความมั่นคงยุคใหม่คือการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อรับมือภัยคุกคามที่หลากหลาย ตั้งแต่การรบตามแบบไปจนถึงการต่อต้านโดรนและการรักษาความปลอดภัยพลเรือน โดยเน้นความคุ้มค่าและยั่งยืน

ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านการพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศมากกว่าที่หลายคนมองเห็น

 

ปัจจุบันสถานการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศไทยมีความท้าทายมากที่สุดในรอบหลายปี ปัจจัยทางภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวก็ทำให้กองทัพต้องรับผิดชอบภารกิจที่หลากหลาย ประเทศไทยมีพรมแดนทางบกรวมระยะทาง 5,673 กิโลเมตร

 

ในจำนวนนี้เป็นพรมแดนติดกับเมียนมา 2,416 กิโลเมตร และติดกับกัมพูชา 817 กิโลเมตร โดยในปี พ.ศ. 2568 ความตึงเครียดตามแนวชายแดนกัมพูชาได้ยกระดับไปสู่การปะทะ ก่อนจะกลับเข้าสู่การเจรจาทางการทูต


นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีเขตเศรษฐกิจจำเพาะประมาณ 305,000 ตารางกิโลเมตร หรือเกือบร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่อ่าวไทยไปจนถึงชายฝั่งทะเลอันดามัน

 

อีกทั้งยังต้องรับมือกับเหตุการณ์ที่ยากต่อการวางแผนล่วงหน้า เช่น อุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 2.1 ล้านคน

 

ถึงแม้ว่าภารกิจเหล่านี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีสิ่งที่ต้องการร่วมกัน คือการรับรู้สถานการณ์ การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และความต่อเนื่องในการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายเหล่าทัพ และหลายครั้งต้องดำเนินการภายในเวลาอันจำกัด

 

ดังนั้น การหารือเรื่องการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยในประเทศไทยจึงควรต้องปรับมุมมองใหม่ ปัจจุบันการหารือส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การจัดหาอุปกรณ์ เช่น อากาศยาน เรือ ระบบเรดาร์ และระบบตอบโต้ภัยคุกคาม

 

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ระบบทั้งหมดเหล่านี้จะทำงานร่วมกันได้อย่างไร และประเทศไทยจะสามารถใช้งานและพัฒนาต่อยอดระบบเหล่านี้ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประเทศได้หรือไม่

 

เปิดเบื้องลึกกองทัพไทย เชื่อม "กริพเพน-เรดาร์" สู่เกมความมั่นคงยุคใหม่

 

ประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านนี้อยู่แล้ว และควรได้รับการให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้ร่วมมือกับซาบพัฒนาโครงสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ที่เชื่อมโยงเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen) เครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้า Saab 340 Erieye และระบบเซ็นเซอร์ภาคพื้นดินเข้าด้วยกัน

 

ทำให้สามารถใช้ภาพสถานการณ์ร่วมกันผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีของประเทศ ขณะเดียวกัน เรือฟริเกตขนาดใหญ่ของกองทัพเรือก็เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายเดียวกันผ่านระบบอำนวยการรบ 9LV และระบบเรดาร์ตระกูล Saab Giraffe

 

มีกองทัพเพียงไม่กี่แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีขีดความสามารถในการเชื่อมโยงการปฏิบัติงานระหว่างระบบและเหล่าทัพในระดับนี้

 

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากสัญญาจัดซื้อเพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทีละขั้นตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีของความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยและซาบ

 

จุดเด่นของระบบในลักษณะนี้คือ ยิ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันมากเท่าใด ประสิทธิภาพโดยรวมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

 

เซ็นเซอร์หรือระบบตอบโต้ภัยคุกคามทุกระบบที่เพิ่มเข้ามาในเครือข่ายที่มีความปลอดภัย จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ทุกระบบที่เชื่อมต่ออยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น เรดาร์ที่กองทัพบกจัดหามาสามารถช่วยเสริมภาพสถานการณ์ทางอากาศที่กองทัพอากาศใช้งาน

 

หรือเรดาร์อย่าง Giraffe 1X ซึ่งตรวจจับและจำแนกโดรนที่กำลังเข้าใกล้ฐานทัพ ก็สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ภาพสถานการณ์เดียวกันกับที่ใช้ปกป้องสนามบินได้

 

ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานกลางที่ทุกระบบสามารถเชื่อมต่อร่วมกันได้จึงมีความสำคัญมากกว่าคุณสมบัติเฉพาะของระบบใดระบบหนึ่ง และเป็นเหตุผลที่ข้อกำหนดของไทยมักอ้างอิงมาตรฐานของ NATO 

 

ทั้งนี้ไม่ใช่ด้วยเหตุผลด้านนโยบายพันธมิตร แต่เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในทางปฏิบัติสำหรับการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ และการใช้งานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในภารกิจจริง

 

การพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศ ต้องเริ่มจากการพัฒนาอุตสาหกรรม แล้วจึงตามด้วยนโยบายการจัดซื้อจัดหา

 

เปิดเบื้องลึกกองทัพไทย เชื่อม "กริพเพน-เรดาร์" สู่เกมความมั่นคงยุคใหม่

 

ประเทศไทยมีความพยายามในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และล่าสุดได้ดำเนินการภายใต้แนวทาง "วิสัยทัศน์ 2026" ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นความก้าวหน้าอย่างชัดเจน

 

โดยในปี พ.ศ. 2569 บริษัท ชัยเสรี สามารถคว้าสัญญาส่งออกรถหุ้มเกราะสะเทินน้ำสะเทินบกให้แก่กองทัพเรือฟิลิปปินส์ ท่ามกลางการแข่งขันจากผู้ผลิตในเกาหลีใต้ ตุรกี และสาธารณรัฐเช็ก

 

ขณะเดียวกัน การพัฒนาอากาศยานไร้คนขับภายในประเทศก็มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงผลักดันจากประสบการณ์การปฏิบัติงานจริงในสถานการณ์ที่ท้าทาย ทำให้บริษัทสัญชาติไทยไม่ได้มีบทบาทเพียงในฐานะผู้ซื้ออีกต่อไป

 

ในด้านความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ว่าผู้ผลิตจากต่างประเทศมีส่วนช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ หรือเพียงนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในตลาดเท่านั้น

 

โครงการเครื่องบินขับไล่กริพเพน อี/เอฟ (Gripen E/F) เป็นตัวอย่างที่ดีของแนวทางแรก ทั้งการมอบสิทธิ์ในการพัฒนาต่อยอดระบบเชื่อมโยงข้อมูล Link T การจัดตั้งหน่วยงานวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย โครงการปรับปรุงเครื่องบิน Erieye ให้ทันสมัย

 

ความร่วมมือกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI) และผู้ประกอบการสำคัญรายอื่นในประเทศด้านการซ่อมบำรุงและห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาไทยไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในสวีเดน

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าซาบสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและความมั่นคงของไทยอย่างไร แม้การส่งมอบเครื่องบินจะเสร็จสิ้นแล้ว ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคจะยังคงอยู่ในประเทศอย่างถาวร และสร้างประโยชน์ให้แก่ระบบนิเวศด้านการป้องกันประเทศในภาพรวมต่อไป

 

ความร่วมมือที่ดีต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

การป้องกันภัยจากโดรนเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือทางอุตสาหกรรมที่มองไปถึงอนาคต เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนในปี พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นว่าโดรนเชิงพาณิชย์สามารถถูกนำมาใช้ทางทหารได้อย่างรวดเร็ว

 

และการรับมือด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิมนั้นไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การป้องกันไม่ได้เริ่มต้นที่ระบบตอบโต้ภัยคุกคาม แต่เริ่มต้นที่การตรวจการณ์ เรดาร์อย่าง Giraffe 1X ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนที่ช้าและบินในระดับต่ำ

 

ท่ามกลางพื้นที่ชุมชนและสภาพภูมิประเทศต่าง ๆ จำแนกประเภทเป้าหมาย และส่งข้อมูลต่อไปยังระดับบัญชาการ จากนั้นจึงสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสมตามระดับของภัยคุกคาม

 

ทั้งนี้ ระบบเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมาจากผู้ผลิตรายเดียว อุตสาหกรรมไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีการรับมือแบบไม่ทำลายเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรบกวนสัญญาณหรือทำให้โดรนของฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถปฏิบัติการได้แทนการทำลาย

 

แนวทางนี้มักเป็นทางเลือกเดียวที่เหมาะสม ทั้งในด้านการปฏิบัติและความคุ้มค่า โดยเฉพาะในพื้นที่พลเรือนหรือเมื่อต้องรับมือกับเป้าหมายจำนวนมาก การที่อุปกรณ์เหล่านี้สามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง

 

แต่เป็นผลจากการออกแบบระบบให้รองรับการเชื่อมต่อจากผู้ผลิตหลายราย ระบบในลักษณะนี้สามารถเลือกใช้ระบบตอบโต้ภัยคุกคามที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้โดยไม่จำกัดผู้ผลิต ขณะที่ระบบแบบปิดทำให้ต้องพึ่งพาผู้ผลิตเพียงรายเดียว

 

ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทยจึงสามารถนำไปเสริมผลิตภัณฑ์และโซลูชันของซาบในตลาดอื่นทั่วภูมิภาคได้ ความสัมพันธ์ที่เทคโนโลยีถ่ายทอดไปเพียงทิศทางเดียวเป็นเพียงช่องทางการขาย ไม่ใช่ความร่วมมือที่แท้จริง

 

ขีดความสามารถต้องมีความคุ้มค่า จึงจะรักษาไว้ได้อย่างยั่งยืน

งบประมาณด้านการป้องกันประเทศของไทยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 203,000 ล้านบาท หรือราว 6,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 1.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า

 

งบประมาณราวครึ่งหนึ่งเป็นของกองทัพบก หนึ่งในห้าเป็นของกองทัพเรือ และสัดส่วนที่น้อยกว่านั้นเล็กน้อยเป็นของกองทัพอากาศ โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจและกำลังพล มากกว่าการจัดหาอุปกรณ์ใหม่ 

 

ดังนั้น ต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ความสะดวกในการใช้งาน ความต้องการด้านการฝึกอบรม และศักยภาพในการปรับปรุงให้ทันสมัย จึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่าประสิทธิภาพของระบบในวันแรกที่นำมาใช้ นี่คือสิ่งที่ซาบให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบมาตลอดหลายทศวรรษ

 

ความคุ้มค่าไม่ใช่การลดทอนขีดความสามารถ แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ประเทศมีขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศอย่างรอบด้าน และพร้อมรับมือกับความท้าทายที่กล่าวมาข้างต้น

 

ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของสังคมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของกองทัพเท่านั้น

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ท่าอากาศยาน 6 แห่งภายใต้การดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รองรับเที่ยวบิน 788,095 เที่ยว และผู้โดยสารเกือบ 126 ล้านคน หรือเฉลี่ยประมาณ 2,150 เที่ยวบิน และผู้โดยสาร 345,000 คนต่อวัน

 

เฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแห่งเดียว คาดว่าจะรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านคนต่อปี การดูแลความปลอดภัยของการจราจรทางอากาศในระดับนี้จึงเป็นภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศโดยตรง และต้องอาศัยเซ็นเซอร์ ระบบเชื่อมโยงข้อมูล และระบบบัญชาการและควบคุมในลักษณะเดียวกับการเฝ้าระวังน่านฟ้าทางทหาร

 

การควบคุมจราจรทางอากาศสะท้อนให้เห็นว่าภารกิจด้านความมั่นคงและการบินพลเรือนกำลังเชื่อมโยงเข้าหากันมากขึ้น ที่ผ่านมา สนามบินแต่ละแห่งต้องมีหอบังคับการบินของตนเอง พร้อมอาคาร ระบบเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่ประจำ

 

แต่หอบังคับการบินดิจิทัลกำลังเปลี่ยนรูปแบบนี้ ระบบ r-TWR ของซาบใช้กล้องและเซ็นเซอร์ส่งภาพและข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศจากระยะไกล

 

โดยศูนย์หอบังคับการบินระยะไกลส่วนกลางแห่งเดียวสามารถดูแลสนามบินได้มากถึง 24 แห่ง เทคโนโลยีนี้ได้รับการรับรองสำหรับการใช้งานทั้งภาคพลเรือนและภาคทหาร และมีการใช้งานแล้วในน่านฟ้าของประเทศสมาชิก NATO 

 

แนวคิดเดียวกันนี้ยังนำไปใช้กับการเฝ้าระวังชายแดน การรักษาความปลอดภัยทางทะเล และการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เช่นกัน

 

แม้ว่า สวีเดน และประเทศไทย จะไม่ได้เป็นประเทศเพื่อนบ้านกันโดยตรง และความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างกรุงสตอกโฮล์มกับกรุงเทพฯ ก็มีอยู่จริง

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศมีแนวทางด้านความมั่นคงที่คล้ายคลึงกันมาอย่างยาวนาน โดยให้ความสำคัญกับแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ต้องการพึ่งพามหาอำนาจเพียงประเทศเดียว

 

และให้ความสำคัญกับการประเมินพันธมิตรจากการลงมือปฏิบัติมากกว่าคำพูด ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 จึงยังคงพัฒนาและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

เป้าหมายของประเทศไทยไม่ใช่การจัดซื้อให้มากขึ้น แต่คือการมีขีดความสามารถที่จำเป็นต่อการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทั้งในด้านเทคนิค อุตสาหกรรม และองค์ความรู้ นี่คือการพัฒนาที่ต้องใช้ระยะเวลาหลายทศวรรษ

 

และท้ายที่สุดจะวัดผลจากสิ่งที่วิศวกร ช่างเทคนิค และบริษัทไทยสามารถดำเนินการได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภายนอก และพันธมิตรที่ดีจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปถึงเป้าหมายนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น
 

 

เปิดเบื้องลึกกองทัพไทย เชื่อม "กริพเพน-เรดาร์" สู่เกมความมั่นคงยุคใหม่

 

บทความโดย เฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ, ซาบ ประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

จุฬาฯ เปิดตัว DSAT ประเมินทักษะ AI-Data Science แห่งแรกในไทย

จุฬาฯ เปิดตัว DSAT ประเมินทักษะ AI-Data Science แห่งแรกในไทย