
เปิดศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ชิงเวลาอภิปราย จับตาปม สว.–สอบท้องถิ่น
ฝ่ายค้านเล็งซักฟอก 18 รัฐมนตรี เจาะปม สว.–สอบท้องถิ่น–เศรษฐกิจ หวังสั่นคลอนฐานเสียงภูมิใจไทย จับตาท่าทีกล้าธรรมก่อนปรับ ครม.
KEY
POINTS
- ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน โดยเกิดความขัดแย้งเรื่องกรอบเวลาในการอภิปรายระหว่าง 3 วันที่รัฐบาลเสนอ และ 5 วันที่ฝ่ายค้านต้องการ
- ประเด็นหลักที่ถูกจับตามองในการซักฟอกครั้งนี้ คือข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และการทุจริตการสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น
- การอภิปรายมุ่งเป้าไปที่พรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก โดยฝ่ายค้านต้องการเปิดประเด็นเพื่อสร้างความคลางแคลงใจต่อสังคมและกระทบฐานเสียง มากกว่าการลงมติล้มรัฐบาล
หกเดือนรัฐบาล สู่บททดสอบความเชื่อมั่น
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังบริหารประเทศมาได้ 6 เดือน โดยฝ่ายค้านยื่นอภิปรายรัฐมนตรี 18 คน มุ่งตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือก สว. การสอบท้องถิ่น ความโปร่งใสของโครงการรัฐ และปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง
การอภิปรายครั้งนี้มีความหมายมากกว่าผลแพ้ชนะจากการลงมติ เพราะฝ่ายค้านต้องการเปิดประเด็นตรวจสอบที่กระทบความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และเชื่อมโยงไปถึงฐานอำนาจของพรรคภูมิใจไทย
แม้จะประเมินว่าเสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภายังแน่นหนา แต่การรักษาคะแนนไว้วางใจกับการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องรับมือควบคู่กัน
ชิงเวลาอภิปราย ก่อนเปิดศึกเนื้อหา
ด่านแรกของการเผชิญหน้าอยู่ที่กรอบเวลา ฝ่ายค้านเสนออภิปราย 5 วัน 5 คืน ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายนถึง 1 ธันวาคม ขณะที่รัฐบาลให้เวลา 3 วัน โดยอ้างภารกิจงานพืชสวนโลกที่จังหวัดอุดรธานีและการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร
ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องลดเวลาตรวจสอบ ส่วนฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลว่า การอภิปรายยาวถึง 5 วันอาจทำให้เนื้อหาซ้ำและประชาชนเบื่อหน่าย
ข้อถกเถียงเรื่องเวลาจึงเชื่อมกับคำถามเรื่องความพร้อมในการชี้แจง ขณะที่ถ้อยคำในญัตติเพิ่มความเข้มข้นของการตอบโต้ ฝ่ายค้านใช้คำว่า “อาชญากรรมประชาธิปไตย” ส่วนฝ่ายรัฐบาลตอบกลับด้วยคำว่า “บันเทิงอธิปไตย”
อย่างไรก็ตาม น้ำหนักของศึกครั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำเสนอ และคำอธิบายของรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย
เจาะสามกลุ่ม กระทบฐานภูมิใจไทย
ศึกซักฟอกรัฐบาลแบ่งเป้าหมายของฝ่ายค้านออกเป็น 3 กลุ่ม โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นศูนย์กลาง
กลุ่มแรกคือ เครือข่ายอำนาจที่ฝ่ายค้านเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องการเลือก สว. และสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบน้ำเงิน” โดยเตรียมตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์กับองค์กรอิสระ รวมถึง กกต. ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นข้อกล่าวหาที่ต้องพิจารณาจากหลักฐานและคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง
กลุ่มที่สองคือ รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องตอบคำถามทั้งเรื่องปากท้อง ผลของมาตรการช่วยเหลือประชาชน และความโปร่งใสของโครงการรัฐ โดยมีโครงการ AI พาสปอร์ตเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกระบุไว้
กลุ่มที่สามคือ รัฐมนตรีจากกลุ่มบ้านใหญ่ เช่น นายสุชาติ ชมกลิ่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และนายนพินธร ศรีสรรพางค์ ซึ่งบทวิเคราะห์มองว่าเป็นเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่าฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐมนตรีที่ถูกเรียกว่า “กลุ่มลูกเทพ” และอาจอภิปรายพาดพิงบุคคลนอกสภาที่ถูกเรียกว่า “ครูใหญ่” ทำให้ขอบเขตการต่อสู้ทางการเมืองอาจขยายออกไปจากตัวรัฐมนตรีที่มีชื่อในญัตติ
ปมสอบท้องถิ่น–เศรษฐกิจ แกนหลักการตรวจสอบ
ในบรรดาประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมหยิบยก กรณีทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นเรื่องที่บทวิเคราะห์ให้น้ำหนัก โดยกล่าวถึงวงเงินที่อ้างว่าสะพัดถึง 9,000 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อขอบเขตการสอบสวนของ ป.ป.ช. ว่าครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องตลอดสายหรือไม่
อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวและข้อวิจารณ์เรื่องผู้เกี่ยวข้องที่อาจหลุดจากการตรวจสอบ เป็นข้อมูลตามต้นฉบับและมุมมองในรายการ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อยุติความผิดของบุคคลใดแล้ว
ส่วนปมฮั้วเลือก สว. ฝ่ายค้านเตรียมใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถามถึงเครือข่ายอำนาจ ขณะที่โครงการ TH-AI Passport จะเป็นประเด็นตรวจสอบความโปร่งใสของนโยบายและโครงการเทคโนโลยีภาครัฐ
ด้านเศรษฐกิจ ฝ่ายค้านจะมุ่งไปที่เงินในกระเป๋าประชาชน ส่วนรัฐบาลเตรียมนำมาตรการช่วยเหลือมาเป็นคำชี้แจง ทำให้การอภิปรายด้านนี้เป็นการเผชิญหน้าระหว่างข้อวิจารณ์เรื่องความเดือดร้อนกับผลการดำเนินงานที่รัฐบาลต้องอธิบายให้ชัดเจน
“ตอกลิ่ม” ฐานเสียง จับตากล้าธรรมลงมติ
เมื่อเสียงรัฐบาลยังแน่นหนา จึงประเมินว่าโอกาสโหวตคว่ำรัฐบาลกลางสภามีจำกัด เป้าหมายสำคัญของฝ่ายค้านอยู่ที่การ “ตอกลิ่ม” เปิดประเด็นตรวจสอบให้สังคมติดตามต่อ และสร้างแรงกดดันต่อฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ผลทางการเมืองจึงอาจไม่ได้สิ้นสุดพร้อมการลงมติ หากข้อมูลที่นำเสนอทำให้รัฐบาลต้องกลับมาชี้แจง หรือทำให้รัฐมนตรีและกลุ่มบ้านใหญ่เผชิญคำถามจากประชาชนในพื้นที่
อีกจุดที่ต้องจับตาคือท่าทีของ พรรคกล้าธรรม โดยมองว่าการลงมติครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณต่อความสัมพันธ์กับรัฐบาล ก่อนความเคลื่อนไหวเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีหรือการเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ทั้งสองเรื่องยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ไม่ใช่ข้อสรุปที่เกิดขึ้นแล้ว
ที่มาประกอบ : เนชั่นอินไซต์







