posttoday
“พิชัย จิราธิวัฒน์” มองวิวัฒนาการธุรกิจเพลง จากยุคขายเทปสู่สตรีมมิ่งรายได้หด และกระแสเพลง AI

“พิชัย จิราธิวัฒน์” มองวิวัฒนาการธุรกิจเพลง จากยุคขายเทปสู่สตรีมมิ่งรายได้หด และกระแสเพลง AI

16 ตุลาคม 2569

คุยกับ “พิชัย จิราธิวัฒน์” ถึงวิวัฒนาการธุรกิจเพลงไทยตลอด 20 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังค่าย SpicyDisc จากยุคขายเทปทำเงิน สู่สตรีมมิ่ง และ AI เขย่าวงการ ค่ายเพลงต้องรับมือ

KEY

POINTS

  • คุยกับ “พิชัย จิราธิวัฒน์” ถึงวิวัฒนาการธุรกิจเพลงไทยตลอด 20 ปี ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังค่าย SpicyDisc
  • จากยุคขายเทปทำเงิน สู่สตรีมมิ่งรายได้หด ศิลปินไม่มีค่ายก็ดังได้ และ การเข้ามาของ AI เป็นศัตรู หรือวิวัฒนาการที่ค่ายเพลงต้องรับมือ
  • เน้นย้ำ ทุกการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจต้องเอาขาเหยียบไว้อีกข้าง สุดท้ายตลาดจะเป็นผู้ตัดสินเอง

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสองทศวรรษก่อน วงการเพลงไทยถูกโอบล้อมด้วยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ค่าย 

 

การที่ค่ายเพลงอิสระค่ายหนึ่งจะแจ้งเกิด และส่งเพลงขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชาร์ตวิทยุได้นั้น ถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะค่ายใหญ่สมัยนั้นมีสื่อและรายการเพลงเป็นของตนเอง 

 

ซึ่งเรื่องราวนี้สะท้อนผ่านมุมมองของ พิชัย จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารเครือเซ็นทรัล ที่สวมหมวกอีกใบในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังค่ายเพลง SpicyDisc 

 

‘สหกรณ์นักดนตรี’ ในวันที่ไร้สื่อหลัก

 

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสได้ร่วมสัมภาษณ์พูดคุยกับ พิชัย ถึง การจัดคอนเสิร์ต Melody of life ครั้งที่ 17 ซึ่งเป็นหนึ่งในแพสชันที่ พิชัย ไม่เคยวางมือ และเป็นเทศกาลดนตรีที่รวมศิลปินกว่าร้อยชีวิต หลากหลายค่ายเพลงมาร่วมแสดง ซึ่งงานนี้ มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด 

 

https://www.posttoday.com/lifestyle/750443

 

พูดคุยเรื่องคอนเสิร์ตไปแล้ว เราจึงไม่พลาดที่จะถาม และรับฟังเกี่ยวกับเรื่องราวของ SpicyDisc ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา และมองวิวัฒนาการวงการเพลงเปลี่ยนไปอย่างไร 

 

พิชัย เล่าย้อนความทรงจำให้ฟังว่า สมัยก่อนมีค่ายเพลงไม่กี่ค่าย แต่ละค่ายก็จะมีสื่อของตัวเอง ทั้งวิทยุ ทีวี ดึก ๆ มีรายการเพลง ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการผลักดันศิลปินให้เป็นที่รู้จัก

 

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ “พี่บอย โกสิยพงษ์” ต้องยุติการทำค่ายเพลง หลังจากขยายธุรกิจไปหลายด้าน ขณะที่ศิลปินที่เคยร่วมงานกันยังต้องการเดินหน้าทำเพลงต่อ ทั้ง Armchair, Friday และบอย ตรัย จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ พิชัยมองเห็นโอกาสในการสร้างค่ายเพลงรูปแบบใหม่

 

“เราก็บอกว่า งั้นเราเปิดค่ายเพลงคล้าย ๆ สหกรณ์นักดนตรี ดูแลกันเอง อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้บังคับ แต่ขออย่างเดียวอย่าเจ๊ง รายได้ก็มาแบ่งกัน แต่สุดท้ายมันก็เจ๊งแหละ”

 

Credit / Spicydisc

แม้แนวคิดการให้ศิลปินดูแลกันเองและแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่โอกาสเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อวง “ละอองฟอง” จากเดิมที่กำลังจะร่วมงานกับค่ายใหญ่ แต่ต้องการรักษาแนวทางดนตรีของตนเอง จึงได้นำผลงานมาให้พิชัยฟัง 

 

พิชัย บอกว่า เมื่อได้ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นเพลงที่มีเอกลักษณ์ จึงตัดสินใจเปิดโอกาสให้วงได้ทำงานต่อ จนเกิดเป็นเพลง “ต่างใจเดียว” ที่สามารถขึ้นสู่อันดับ 1 ได้สำเร็จ

 

ความสำเร็จครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ SpicyDisc ยังไม่มีสื่อหลักเป็นของตัวเอง และต้องอาศัย Cat Radio เป็นช่องทางสำคัญ ก่อนจะมี Seed 97.5 FM เข้ามาช่วยเปิดพื้นที่ให้เพลงของค่ายเข้าถึงผู้ฟังมากขึ้น จากนั้นยังมีศิลปินอย่าง Sqweez Animal และ Groove Riders ที่ทยอยสร้างผลงานและประสบความสำเร็จบนชาร์ตเพลงอย่างต่อเนื่อง

 

Credit / Spicydisc

 

จากเทปคาสเซ็ต สู่ยุค Streaming ไร้พรมแดน

 

พิชัย ยังมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการฟังเพลงที่ส่งผลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมดนตรีอย่างชัดเจน จากอดีตที่ผู้ฟังส่วนใหญ่มีรสนิยมทางดนตรีใกล้เคียงกัน มาสู่ยุคที่ผู้ฟังแต่ละคนมีความชอบเฉพาะตัวมากขึ้น แม้แต่แนวดนตรีเดียวกันก็ยังแตกแขนงออกเป็นหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นดิสโก้หรือร็อก ก็มีเป็นสิบห้าสิบแบบทำให้เกิดแนวดนตรีและเวทีแสดงดนตรีที่หลากหลายตามไปด้วย

 

“เดี๋ยวนี้เด็กเขา Niche มาก อยากฟังอะไรก็ฟัง มันก็เลยเกิด ดนตรีที่แตกต่างกัน”

 

ขณะเดียวกัน เขามองว่าดนตรีไทยมีโอกาสก้าวสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยมีศิลปินและวงดนตรีไทยหลายรายที่อาจไม่ได้รับความนิยมในประเทศมากนัก แต่กลับมีฐานผู้ฟังในต่างแดน ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน ไปจนถึงบราซิล

 

ปัจจัยสำคัญคือพฤติกรรมการฟังเพลงของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนจากการติดตามผ่านวิทยุ มาเป็นการค้นพบเพลงผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok ซึ่งเปิดโอกาสให้เพลงเข้าถึงผู้ฟังกลุ่มใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการนำเพลงไปประกอบคลิปวิดีโอ จนกลายเป็นกระแสและสร้างโอกาสให้ศิลปินเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

 

Credit / Spicydisc

ยุคสตรีมเมอร์ ยอมรับค่ายเพลงก็ลำบาก 

 

พิชัย ยอมรับว่า ธุรกิจค่ายเพลงเผชิญความยากลำบากมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านจากการจำหน่ายเทปและซีดี ซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้หลัก มาสู่ยุคสตรีมมิ่ง (Streaming) ที่รายได้จากการฟังเพลงต่อครั้งลดลงอย่างมาก แม้ศิลปินจะสามารถเข้าถึงผู้ฟังได้ทั่วโลกก็ตาม

 

หากย้อนกลับไปในอดีต ความสำเร็จของศิลปินสามารถสร้างรายได้จากยอดขายเทปจำนวนมหาศาล อย่างกรณีของ “พี่เบิร์ด ธงไชย” ที่มียอดขายระดับหลายล้านม้วน ได้ส่วนแบ่งม้วนละ 10 บาท ย่อมหมายถึงรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำ แต่ในยุคปัจจุบัน แม้เพลงจะเผยแพร่ไปถึงผู้ฟังได้ทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่การสร้างรายได้กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเดิม

 

“รายได้จากสตรีมมิ่งมันน้อย แต่ตลาดมันไปทั่วโลก ดังนั้นเพลงควรจะไปถึงทุกคน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ทำเงินยาก แต่ช่องทางที่คนจะได้ฟังเพลงมันง่ายขึ้น สมัยก่อนต้องฟังจากวิทยุหรือช่องทางที่มีอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เปิดฟังจากที่ไหนก็ได้”

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังส่งผลต่อรูปแบบการสร้างรายได้ของศิลปิน จากเดิมที่อาจให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการทำตลาดเป็นหลัก มาสู่ยุคที่ความสามารถในการร้องเพลงและการแสดงสดมีความสำคัญมากขึ้น เพราะรายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตและงานโชว์กลายเป็นอีกช่องทางหลักในการเลี้ยงชีพของศิลปิน

 

อย่างไรก็ตาม พิชัยเชื่อว่าธุรกิจดนตรียังมีอนาคต เพราะไม่ว่าจะเป็นสินค้า แบรนด์ หรือกิจกรรมทางการตลาด ล้วนสามารถเชื่อมโยงกับดนตรีได้ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากเดิมที่อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ปัจจุบันอาจเปลี่ยนไปภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

 

ขณะเดียวกัน การมาถึงของสตรีมมิ่งยังทำให้อำนาจในอุตสาหกรรมเพลงกระจายตัวมากขึ้น จากอดีตที่ค่ายเพลงใหญ่เป็นผู้ควบคุมช่องทางการผลิตและเผยแพร่ผลงาน มาสู่ยุคที่ศิลปินสามารถผลิตและเผยแพร่เพลงของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องสังกัดค่ายเพลง เปิดโอกาสให้คนทำดนตรีหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น แม้การแข่งขันและการสร้างรายได้จะยังเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจเพลงก็ตาม

 

“พิชัย จิราธิวัฒน์” มองวิวัฒนาการธุรกิจเพลง จากยุคขายเทปสู่สตรีมมิ่งรายได้หด และกระแสเพลง AI

 

AI ในวงการดนตรี ศัตรู หรือ วิวัฒนาการ?

 

เมื่อถามถึงประเด็นร้อนแรงอย่างการเข้ามาของ AI ในการสร้างสรรค์บทเพลง ซึ่งกำลังสร้างความกังวลให้แก่คนทำงานศิลปะทั่วโลก พิชัยกลับมองเรื่องนี้ด้วยสายตาของนักบริหารที่เข้าใจธรรมชาติของโลก

 

“มันกระทำกับวงการเพลงแน่นอน มีทั้งการสร้างศิลปิน AI และเพลง AI ขึ้นมา”

 

แต่เมื่อมีคนถามว่าต่อว่า เป็นการทำลายตลาดหรือทำลายศิลปินหรือไม่? 

 

พิชัย มองว่า มันคือ วิวัฒนาการและกลไกของตลาด

 

นอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กับพัฒนาการของธุรกิจค้าปลีก ตั้งแต่ร้านค้าริมถนน ดีพาร์ทเม้นสโตร์ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ไปจนถึงไฮเปอร์มาร์เก็ตและแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาผู้ประกอบการต่างต้องเผชิญคำถามว่าจะปรับตัวตามกระแสใหม่หรือไม่ 

 

แม้ในตอนแรกอาจไม่มั่นใจหรือไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเรียนรู้และปรับวิธีดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แนวคิดเดียวกันนี้นำมาใช้กับการรับมือเทคโนโลยี AI ได้เช่นกัน 

 

พิชัย มองว่า ผู้ประกอบการไม่ควรปฏิเสธสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่ควรทดลองเรียนรู้และเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปกับสิ่งที่ยังไม่แน่นอน

 

ทั้งยังเน้นย้ำว่า สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคและตลาดจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง ว่าเพลง AI จะดำรงอยู่ได้หรือไม่ หากผ่านไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี คนยังคงฟังเพลง AI เพิ่มขึ้น นั่นแปลว่าพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปแล้ว และเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเทคโนโลยี ค่ายเพลงจึงต้องมีกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน

 

“ผมใช้หลักการ อะไรใหม่ ๆ เข้ามา ต้องเหยียบขาไว้ก่อนขาหนึ่ง เหลืออีกขาไว้ แต่ถ้าเราไม่แตะเลย แล้วมันวิ่งไป เราก็ไม่ทัน เหมือนกับตอนนี้บริษัทใหญ่ ๆ ก็แบ่งงบประมาณประมาณ 10% ไว้สำหรับ New Business ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาได้ ก็เป็นการกระจายความเสี่ยง”

 

เขามองว่า เทคโนโลยีใหม่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจต้องพร้อมเรียนรู้เพื่อไม่ให้ตกขบวน แม้กระทั่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ซึ่งสามารถผลิตผลงานที่ดึงดูดผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

 

Credit / Spicydisc

 

บทต่อไปของ SpicyDisc

 

สำหรับทิศทางของ SpicyDisc พิชัยเผยว่า ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไป โดยตั้งเป้าว่าในปีหน้าอาจกลับมาสร้างผลกำไรและให้น้ำหนักกับการทำธุรกิจเพลงอย่างจริงจังมากขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่านมาเขาให้ความสำคัญกับงานในเครือบริษัทและการสนับสนุนผู้อื่นเป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พิชัย กล่าวว่า เริ่มกลับมาโฟกัสงานด้านดนตรี ภาพยนตร์ และคอนเทนต์มากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ซึ่งเขามองว่าเป็นกลุ่มคนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในอนาคต

 

พิชัยเชื่อว่า การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และทดลองทำงานจริง จะช่วยสร้างโอกาสให้เกิดแนวคิดและผลงานใหม่ ๆ ขณะเดียวกันยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมดนตรี ภาพยนตร์ และคอนเทนต์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค

 

ข่าวล่าสุด

“พิชัย จิราธิวัฒน์” มองวิวัฒนาการธุรกิจเพลง จากยุคขายเทปสู่สตรีมมิ่งรายได้หด และกระแสเพลง AI

“พิชัย จิราธิวัฒน์” มองวิวัฒนาการธุรกิจเพลง จากยุคขายเทปสู่สตรีมมิ่งรายได้หด และกระแสเพลง AI