posttoday
แกะร่าง PDP 2026 ไฟไม่พอรับ Data Center เสี่ยงล็อกไทยติดโรงไฟฟ้าฟอสซิล ค่าไฟใครจ่าย?

แกะร่าง PDP 2026 ไฟไม่พอรับ Data Center เสี่ยงล็อกไทยติดโรงไฟฟ้าฟอสซิล ค่าไฟใครจ่าย?

12 ตุลาคม 2569

Data Center โตแซงแผนไฟฟ้าไทย เปิดโจทย์ใหญ่ PDP 2026 เมื่อรัฐอาจต้องยืดอายุโรงไฟฟ้าก๊าซเดิม ควบคู่สร้างโรงใหม่ เสี่ยงต้นทุนพลังงานและเป้าหมายพลังงานสะอาดระยะยาว

KEY

POINTS

  • การเติบโตของ Data Center ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในร่างแผน PDP 2026 อย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต
  • เพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าระยะสั้น ประเทศมีความเสี่ยงที่จะต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลเดิมมากขึ้น เช่น การต่ออายุโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งขัดกับเป้าหมายการลดคาร์บอนและอาจทำให้ไทยต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป
  • การลงทุนขยายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่อาจสูงขึ้น และจะมีการจัดสรรต้นทุนอย่างเป็นธรรมระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่และประชาชนทั่วไปหรือไม่

PDP 2026 กับโจทย์ไฟฟ้าไทย เมื่อ Data Center โตเร็วกว่าแผนพลังงาน ใครจะจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้น?

 

TDRI เผยในรายงาน "แกะพิมพ์เขียว PDP 2026 ไฟฟ้าไทยกำลังไปทางไหน" ว่าการเติบโตของ Data Center กำลังเปลี่ยนโจทย์พลังงานของไทย จากเดิมที่ต้องวางแผนให้มีไฟฟ้าเพียงพอต่อบ้านเรือนและภาคอุตสาหกรรม สู่ความท้าทายใหม่ในการรองรับธุรกิจดิจิทัลที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากตลอด 24 ชั่วโมง

 

ขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะผลิตไฟฟ้าเพิ่มได้อีกเท่าไร แต่คือจะจัดหาไฟฟ้าอย่างไรให้เพียงพอ ราคาเหมาะสม และไม่ผลักภาระต้นทุนให้ประชาชนในระยะยาว

 

และนี่คือโจทย์ที่ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 หรือ PDP 2026 ต้องตอบให้ชัด

 

เพราะแผนฉบับนี้จะกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าไทยไปอีกหลายทศวรรษ ตั้งแต่ชนิดของโรงไฟฟ้าที่จะสร้าง สัดส่วนพลังงานสะอาด ไปจนถึงต้นทุนที่อาจสะท้อนอยู่ในบิลค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม

 

เมื่อ Data Center ใช้ไฟมากขึ้น แผนพลังงานต้องตามให้ทัน

ในร่างแผน PDP 2026 มีการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดไว้ที่ 79,696 เมกะวัตต์ ในกรณี BASE-High และกำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมเมื่อสิ้นสุดแผนไว้ระหว่าง 185,673–206,073 เมกะวัตต์ โดยประเมินความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ไว้ประมาณ 6,799–8,811 เมกะวัตต์

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่นำเสนอในรายงานวิเคราะห์ฉบับนี้ระบุว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีคำขอใช้ไฟฟ้าจากโครงการ Data Center รวม 26,045.2 เมกะวัตต์

 

ขณะที่ศักยภาพการจัดหาไฟฟ้าที่รองรับได้อยู่ที่ 4,882.7 เมกะวัตต์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่างความต้องการลงทุนกับความพร้อมของระบบไฟฟ้า

 

แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า คำขอใช้ไฟฟ้าไม่ใช่ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด เพราะโครงการบางส่วนอาจยังอยู่ระหว่างพัฒนา หรือไม่ได้ดำเนินการพร้อมกันตามกำลังที่ยื่นขอ

 

ความท้าทายของ Data Center ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ความต่อเนื่องของการจ่ายไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูลต้องรักษาการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง จึงต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงสูง พร้อมระบบสำรองรองรับเหตุขัดข้อง

 

แกะร่าง PDP 2026 ไฟไม่พอรับ Data Center เสี่ยงล็อกไทยติดโรงไฟฟ้าฟอสซิล ค่าไฟใครจ่าย?

 

แม้ภาครัฐจะเปิดทางให้มีการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง หรือ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ในกรอบนำร่อง 2,000 เมกะวัตต์

 

แต่ปริมาณดังกล่าวยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับคำขอใช้ไฟฟ้าที่รายงานไว้ และไม่ได้เป็นสิทธิสำหรับ Data Center เพียงกลุ่มเดียว

 

เมื่อไฟฟ้าสะอาดที่จัดหาได้โดยตรงยังมีข้อจำกัด ผู้ประกอบการจึงยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายหลัก ซึ่งมีทั้งไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน และแหล่งผลิตประเภทอื่นผสมกัน

 

คำถามที่ตามมาคือ เมื่อมีผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศจะขยายกำลังผลิตและโครงข่ายให้ทันได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ต้นทุนระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น

 

ช่องว่างกำลังผลิต ดันโรงไฟฟ้าเดิมกลับมาเป็นตัวเลือก

ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วอาจทำให้การวางแผนกำลังผลิตในช่วงแรกของ PDP 2026 มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะโรงไฟฟ้าใหม่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา

 

ตั้งแต่การอนุมัติโครงการ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การจัดหาอุปกรณ์ ไปจนถึงการก่อสร้างและทดสอบระบบก่อนจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์

 

ร่างแผนที่มีการนำมาวิเคราะห์ระบุการเพิ่มกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่รวม 9,100 เมกะวัตต์ แต่หากโครงการเหล่านี้ยังไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ทันตามช่วงเวลาที่ความต้องการเพิ่มขึ้น รัฐอาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่นเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ

 

หนึ่งในทางเลือกที่ถูกกล่าวถึงคือการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือเลื่อนการปลดระวางโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเดิม เพื่อให้กำลังผลิตที่มีอยู่ยังสามารถทำงานต่อไปได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

ข้อมูลในรายงานวิเคราะห์ระบุโรงไฟฟ้าที่อยู่ในข่ายพิจารณา 4 แห่ง

ได้แก่ Glow IPP จังหวัดชลบุรี กำลังผลิต 713 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าราชบุรี 2,041 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 3 จำนวน 446 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าน้ำพอง 650 เมกะวัตต์ รวมประมาณ 3,850 เมกะวัตต์

 

ส่วนโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขนาด 540 เมกะวัตต์ เป็นโครงการที่มีการระบุสัญญาเดิมและกำหนดจ่ายไฟในปี 2572 จึงไม่ควรนำมารวมเป็นกำลังผลิตที่เตรียมต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากภาคเอกชนที่รายงานข่าวระบุถึงการพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้า IPP และ SPP บางส่วน รวมถึงประเด็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP จังหวัดระยอง ซึ่งมีกำลังผลิต 1,434 เมกะวัตต์ และมีกำหนดหมดสัญญาในปี 2575

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอหรือการคาดการณ์เหล่านี้ต้องแยกออกจากมติอนุมัติอย่างเป็นทางการ และควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละโครงการก่อนสรุปว่ามีการต่ออายุสัญญาแล้ว

 

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การต่อสัญญาโรงไฟฟ้าเดิมเป็นเรื่องผิดหรือถูกในตัวเอง เพราะในมิติความมั่นคงทางพลังงาน การรักษากำลังผลิตที่พร้อมใช้งานอาจเป็นทางเลือกจำเป็น

 

แต่รัฐต้องเปิดเผยให้ชัดว่าโรงไฟฟ้าใดจะเดินเครื่องต่ออีกกี่ปี มีต้นทุนเท่าไร และผ่านการเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นแล้วหรือไม่

 

โดยเฉพาะหากการต่อสัญญาเป็นมาตรการสำคัญที่ใช้รองรับความต้องการไฟฟ้าระยะสั้น แต่ไม่ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในเอกสารที่เปิดรับฟังความคิดเห็น ก็ย่อมเกิดคำถามว่าประชาชนมีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินทิศทางพลังงานของประเทศหรือไม่

 

ค่าไฟ 3.8364 บาทต่อหน่วย จะเป็นไปได้แค่ไหน?

อีกประเด็นที่คนเมืองและภาคธุรกิจให้ความสนใจ คือค่าไฟฟ้าในอนาคต เพราะต้นทุนพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิตสินค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

ร่างแผน PDP 2026 ตามข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ ประเมินค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดช่วงแผนไว้ที่ 3.8364 บาทต่อหน่วย แต่ตัวเลขนี้เป็นผลจากสมมติฐานระยะยาว ไม่ใช่การรับประกันว่าค่าไฟฟ้าจะอยู่ในระดับดังกล่าวตลอดเวลา

 

ราคาค่าไฟจริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG ในตลาดโลก ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภท ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงข่าย ต้นทุนทางการเงิน ตลอดจนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลและการคำนวณค่าไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา

 

หากระบบยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ความผันผวนของราคาก๊าซก็ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่กำลังผลิตใหม่หรือแหล่งพลังงานทางเลือกยังไม่พร้อมเข้าระบบ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าการเพิ่มขึ้นของ Data Center จะทำให้ค่าไฟของครัวเรือนแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ ผลกระทบที่แท้จริงขึ้นอยู่กับวิธีจัดสรรต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า รูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟของผู้ใช้แต่ละประเภท

 

สิ่งที่ภาครัฐควรทำจึงเป็นการเปิดเผยว่า ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มใดรับผิดชอบต้นทุนส่วนใด โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการขยายระบบส่งและระบบจำหน่ายที่เกิดจากการเชื่อมต่อผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุดหนุนไขว้ระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าโดยไม่มีเหตุผลรองรับอย่างโปร่งใส

 

สำหรับประชาชน การประเมินแผนพลังงานจึงไม่ควรดูเพียงค่าไฟเฉลี่ยที่คาดการณ์ไว้ แต่ต้องดูด้วยว่าตัวเลขนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานอะไร และหากราคาก๊าซหรือความต้องการใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนไปจากที่คาดการณ์ ภาระส่วนต่างจะตกอยู่กับใคร

 

พลังงานสะอาดมีมากขึ้น แต่ระบบไฟฟ้าต้องพร้อมด้วย

ในช่วงที่ไทยต้องเร่งรองรับความต้องการไฟฟ้าใหม่ การเพิ่มกำลังผลิตจากก๊าซธรรมชาติอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเสริมความมั่นคงของระบบ แต่การตัดสินใจลงทุนในโรงไฟฟ้าที่มีอายุใช้งานยาวนานก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้า เทคโนโลยี และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

 

หากประเทศลงทุนในโรงไฟฟ้าฟอสซิลมากเกินความจำเป็น ขณะที่พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานมีต้นทุนลดลง สินทรัพย์บางส่วนอาจมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ลดลงก่อนสิ้นสุดอายุการใช้งาน ความเสี่ยงนี้เรียกว่า Stranded Assets หรือสินทรัพย์ที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามที่คาดไว้

 

ในทางกลับกัน พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมก็มีข้อจำกัดด้านความผันผวนของการผลิต การนำมาใช้ในสัดส่วนสูงจึงต้องพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS และเครื่องมือบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าควบคู่กันไป

 

ประเด็นจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างโรงไฟฟ้าก๊าซกับพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบระบบไฟฟ้าที่ผสมผสานแหล่งผลิตหลายประเภทให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงทั้งต้นทุน ความมั่นคง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ข้อมูลในรายงานวิเคราะห์ยังระบุว่า ร่างแผนมีโควตาพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ 24,300 เมกะวัตต์ โดยเป็นส่วนของภาคเอกชน 14,300 เมกะวัตต์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนขนาดของการลงทุนที่อาจเกิดขึ้น

 

แต่การประเมินว่าแผนจะเพิ่มพลังงานสะอาดได้จริงมากเพียงใด ต้องพิจารณาควบคู่กับกำหนดการเปิดรับซื้อไฟฟ้า ความพร้อมของโครงข่าย ข้อจำกัดในการเชื่อมต่อ และความคืบหน้าของโครงการจริง

 

นอกจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแล้ว แผนพลังงานยังต้องมองถึงผลกระทบในระดับพื้นที่ด้วย เช่น ความต้องการใช้น้ำของโรงไฟฟ้าความร้อนร่วม ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดสรรน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และชุมชน

 

กรณีโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีข้อมูลในรายงานวิเคราะห์อ้างถึงการใช้น้ำหล่อเย็น 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือประมาณ 4.38 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หากเดินระบบครบ 365 วัน

 

ทั้งนี้ ปริมาณใช้น้ำจริงและเงื่อนไขการสูบน้ำต้องตรวจสอบกับรายงาน EIA และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เพราะอาจแตกต่างกันตามรูปแบบการเดินเครื่องและข้อกำหนดการใช้น้ำ

 

นี่เป็นตัวอย่างว่าการวางแผนพลังงานไม่ควรจบลงที่ตัวเลขกำลังผลิตระดับประเทศ แต่ต้องประเมินด้วยว่าโครงการแต่ละแห่งจะส่งผลต่อทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่อย่างไร..

 

ท้ายที่สุด PDP 2026 ไม่ใช่เพียงแผนว่าจะสร้างโรงไฟฟ้ากี่แห่งหรือเพิ่มกำลังผลิตอีกกี่เมกะวัตต์ แต่เป็นแผนกำหนดต้นทุนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานที่คนไทยต้องพึ่งพาในระยะยาว

 

การเติบโตของ Data Center อาจเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่โอกาสนั้นจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อไทยสามารถจัดหาไฟฟ้าได้เพียงพอในราคาที่แข่งขันได้ พร้อมลดความเสี่ยงจากเชื้อเพลิงนำเข้าและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ

 

คำถามที่สังคมควรร่วมกันติดตามจึงไม่ใช่แค่ไทยจะมีไฟฟ้าพอสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลหรือไม่ แต่คือ ใครเป็นผู้ลงทุน ใครเป็นผู้รับประโยชน์ และใครต้องรับภาระต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้

 

เพราะเมืองอัจฉริยะที่แท้จริงต้องไม่เพียงขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้ระบบพลังงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่มด้วย..

 

 

ที่มา: TDRI แกะพิมพ์เขียว PDP 2026 ไฟฟ้าไทยกำลังไปทางไหน

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก แนะตลาดเกิดใหม่ใช้ “Small AI” สร้างงาน-เพิ่มผลิตภาพ

ธนาคารโลก แนะตลาดเกิดใหม่ใช้ “Small AI” สร้างงาน-เพิ่มผลิตภาพ