
ถอดใจหรือไปต่อ? 'สวนสยาม' ในวันที่จมน้ำกับโจทย์ใหญ่ 500 ล้าน
เปิดใจ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ผู้ก่อตั้ง 'สวนสยาม' ตำนานทะเลกรุงเทพฯ หลังจมน้ำท่วมเสียหายกว่า 500 ล้านบาท ชี้อนาคตธุรกิจขึ้นกับความช่วยเหลืออย่างจริงจัง
KEY
POINTS
- สวนสยามเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้ต้องปิดบริการชั่วคราว โดยประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท
- ความเสียหาย 500 ล้านบาท ครอบคลุมค่าซ่อมแซมเครื่องเล่นและระบบสวนน้ำ 300 ล้าน, ค่าดูแลพนักงาน 100 ล้าน และค่าฟื้นฟูอื่นๆ อีก 100 ล้านบาท
- อนาคตของสวนสยามขึ้นอยู่กับมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐและสถาบันการเงิน หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจริงอาจต้องปิดกิจการถาวร
เมื่อพูดถึง "สวนสยาม" หรือ Siam Amazing Park ภาพจำของคนไทยหลายรุ่นคืออาณาจักรแห่งความสุขใต้สโลแกนฮิตติดหู "สวนสยาม...ทะเลกรุงเทพฯ" สวนสนุกและสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 300 ไร่ในเขตคันนายาว
ที่นี่เปิดให้บริการวันแรกมาตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) จากการบุกเบิกของ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้ทุ่มเททรัพย์สินทั้งชีวิตเพื่อสร้างสถานที่พักผ่อนสเกลสากลให้คนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวทั่วโลก
จุดเด่นสำคัญอย่าง "ทะเลเทียม" ขนาดใหญ่ยักษ์ ยังได้รับการรับรองจาก Guinness World Records ให้เป็นทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ตลอดระยะเวลากว่า 46 ปี สวนสยามไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความทรงจำวัยเด็กของคนเมือง
เมื่อมวลน้ำทะลัก และบทเรียนวิกฤต 500 ล้านบาท
ทว่าในวันนี้ แลนด์มาร์กความสุขระดับตำนานกลับต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งรุนแรงที่สุดจากเหตุน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ที่ทะลักเข้าท่วมพื้นที่สวนสนุกและสวนน้ำอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวทัน
ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ในฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้สร้างสวนสยาม ได้ออกมาเปิดใจถึงมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจที่ประเมินขั้นต่ำไว้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท
เปิดโครงสร้างหลักที่เสียหาย
- งบบูรณะและซ่อมแซมเครื่องเล่น: ประมาณ 300 ล้านบาท เนื่องจากระบบเครื่องเล่นระดับโลกและระบบสวนน้ำถูกน้ำท่วมขัง
- ภาระดูแลพนักงานและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน: ร่วม 100 ล้านบาท ที่ต้องแบกรับเพื่ออุ้มพนักงานในช่วงที่ไม่มีรายได้เข้า
- งบปรับปรุงและฟื้นฟูส่วนอื่นๆ: อีกกว่า 100 ล้านบาท เพื่อกู้คืนสภาพแวดล้อมให้กลับมาปลอดภัย
วิกฤตครั้งนี้ทำให้สวนสยามต้องประกาศสถานการณ์ภัยวิบัติและปิดให้บริการชั่วคราวอย่างน้อย 6 เดือน
ส่งผลให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงหน้าปิดเทอม ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวหลัก (High Season) ที่นักเรียนและครอบครัวจะเข้ามาใช้บริการ
หัวใจของผู้นำในวัย 90 ปี: "รวยหรือจน วันนี้เราตั้งต้นใหม่เท่ากัน"
แม้ในวัย 90 ปี แต่สิ่งที่ทำให้ ดร.ไชยวัฒน์ นอนไม่หลับและถึงกับเสียน้ำตา ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขขาดทุนส่วนตัว
แต่คือชะตากรรมของพนักงานรายวันและรายเดือนที่มีรายได้น้อย ซึ่งต้องเผชิญความยากลำบากในช่วง 6 เดือนที่สวนสยามปิดให้บริการ
ในเชิงการบริหารจัดการ ดร.ไชยวัฒน์ มองภัยพิบัติครั้งนี้ด้วยสัจธรรมทางธุรกิจว่า "บ้านเรือนไม่ว่าจนหรือรวย ทั่วหน้ากันหมด ตอนนี้จนเท่ากันแล้ว ความจนคือการต้องไปตั้งตัวใหม่"
พร้อมทั้งเปิดเผยความจริงอันน่าทึ่งว่า ที่ผ่านมาการดำเนินธุรกิจสวนสยามแม้จะประสบภาวะขาดทุนเกือบทุกปี แต่ตัวเขากลับมีความสุขทุกปีที่ได้สร้างรอยยิ้มให้คนที่มาเที่ยว
วัดใจอนาคตธุรกิจ: จะไปต่อ หรือ "ขอลาตลอดกาล"?
คำถามสำคัญที่นักลงทุนและสังคมกำลังจับตามองคือ "สวนสยามจะเดินหน้าต่อหรือปิดตำนานลงเพียงเท่านี้?"
ดร.ไชยวัฒน์ ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังหน่วยงานภาครัฐ กรุงเทพมหานคร และสถาบันการเงินที่เคยออกมาระบุว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา โดยตั้งเงื่อนไขสำคัญทางธุรกิจไว้ว่า
"ถ้าคำว่าช่วยๆ จาก กทม. รัฐบาล และธนาคารเกิดขึ้นจริง สวนสยามจะสามารถอยู่ได้ตลอดไป... แต่หากเป็นเพียงคำพูดติดปากว่าช่วยแล้วไม่ได้เข้ามาช่วยจริง สวนสยามคงต้องขอลาตลอดกาล"
ซึ่งอนาคตของสวนสยาม ทะเลกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงกำลังกายและกำลังใจของแม่ทัพวัย 90 ปีเท่านั้น
แต่ขึ้นอยู่กับ "มาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม" จากภาครัฐว่าจะสามารถช่วยพยุงแลนด์มาร์กความสุขของคนไทยแห่งนี้ให้ก้าวผ่านวิกฤต 500 ล้านบาทครั้งนี้ไปได้หรือไม่







