
เปิด 6 ปม “น้ำท่วมกรุง” ปลอดประสพเตือน เกมน้ำเปลี่ยนทิศ จับตาแม่กลอง
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ยังไม่จบ “ปลอดประสพ” เปิด 6 ปมระบบระบายน้ำ พร้อมเตือนจับตาแม่กลอง หลังมวลน้ำจากกาญจนบุรีเพิ่มแรงกดดันพื้นที่ท้ายน้ำ
KEY
POINTS
- ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ชี้ 6 ปมปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ว่าเกิดจากปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อน ไม่ใช่แค่ฝนตกหนักเพียงอย่างเดียว โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับน้ำในแม่น้ำสูง, ประสิทธิภาพเครื่องสูบน้ำ, โครงสร้างท่อระบายน้ำเก่า และสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ลุ่มต่ำ
- เตือนให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำที่อาจเปลี่ยนทิศทาง โดยมีความเสี่ยงใหม่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำแม่กลอง นอกเหนือจากปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เป็นจุดสนใจเดิม
- สถานการณ์ในลุ่มน้ำแม่กลองน่าจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากมวลน้ำปริมาณมากจากแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่กำลังไหลมารวมกัน ทำให้กรมชลประทานอาจต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำในหลายจังหวัด
ริมแม่กลองก็ต้องจับตา “ปลอดประสพ” ชี้ 6 ปมระบายน้ำ เตือนรับมือน้ำแม่กลอง
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครที่ยืดเยื้อมาหลายวัน กำลังขยายประเด็นจาก “น้ำท่วมขังในเมือง” ไปสู่คำถามใหญ่เรื่องประสิทธิภาพระบบระบายน้ำและการบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำ
ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งข้อสังเกตต่อสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ
โดยระบุว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำในแม่น้ำและคลอง โครงสร้างระบบระบายน้ำ รวมถึงสภาพพื้นที่ที่มีระดับต่ำกว่าพื้นที่โดยรอบ
6 ปมที่ “ปลอดประสพ” ตั้งคำถามต่อระบบระบายน้ำ กทม.
ประเด็นแรก คือระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสายต่าง ๆ ซึ่ง ดร.ปลอดประสพมองว่า เมื่อระดับน้ำปลายทางสูงกว่าระดับน้ำในคลองระบายน้ำ การสูบน้ำออกจากพื้นที่ย่อมทำได้ยากขึ้น และอาจทำให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง
ประเด็นที่สอง คือขีดความสามารถของเครื่องสูบน้ำ เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่สะสมในพื้นที่ โดยข้อมูลที่ กทม. รายงานในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมระบุว่า ฝั่งพระนครมีน้ำสะสมประมาณ 223 ล้านลูกบาศก์เมตร
และสามารถเดินเครื่องสูบน้ำรวมราว 1,100–1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากไม่มีฝนเติม คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2–3 วันในการระบายออก
ขณะที่ปัญหาสำคัญคือคลองหลายแห่งมีน้ำเต็ม ทำให้การผลักดันน้ำออกจากกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่โดยรอบทำได้จำกัด
ประเด็นที่สาม คือสภาพโครงสร้างท่อระบายน้ำเดิม โดยเฉพาะพื้นที่ถนนงามวงศ์วานและแจ้งวัฒนะ ซึ่ง ดร.ปลอดประสพระบุว่า มีปัญหาความแตกต่างของระดับท่อจากการปรับปรุงถนนในอดีต พร้อมตั้งคำถามว่าระบบท่อเดิมยังสามารถรองรับน้ำฝนปริมาณมากในปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด
ประเด็นที่สี่ คือภูมิประเทศของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกและพื้นที่บริเวณหัวหมาก–บางกะปิ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้การระบายน้ำต้องพึ่งพาระบบสูบน้ำและโครงข่ายคลองอย่างมาก
ประเด็นที่ห้า คือคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่ง ดร.ปลอดประสพตั้งข้อสังเกตถึงทิศทางการระบายน้ำและภาวะน้ำเอ่อในพื้นที่สองฝั่งคลอง พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ตะวันออกกับแม่น้ำเจ้าพระยา
ส่วนประเด็นที่หก คือคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นเส้นทางระบายน้ำสำคัญของกรุงเทพฯ
โดย ดร.ปลอดประสพระบุว่า จากประสบการณ์ตรวจพื้นที่ในอดีต เคยพบสิ่งกีดขวางในระบบสูบน้ำ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบระบบระบายน้ำและสถานีสูบน้ำอย่างละเอียด
ทั้ง 6 ประเด็นจึงนำไปสู่ข้อสรุปของ ดร.ปลอดประสพว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ควรถูกมองเฉพาะเรื่อง “ฝนตกหนัก” แต่ต้องมองเป็นปัญหาของทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่รับน้ำ คลอง ท่อ สถานีสูบน้ำ ไปจนถึงระดับน้ำปลายทาง
จับตา “แม่กลอง” เมื่อมวลน้ำแควน้อย–แควใหญ่ไหลมารวมกัน
อีกประเด็นที่ ดร.ปลอดประสพแสดงความกังวล คือสถานการณ์ในลุ่มน้ำแม่กลอง โดยเฉพาะพื้นที่ท้ายเขื่อนในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม
ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมชลประทานที่ออกประกาศเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มวลน้ำไหลรวมลงสู่แม่น้ำแม่กลองในปริมาณมากและรวดเร็ว
โดยกรมชลประทานประเมินว่าอาจมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองมากกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายเขื่อน 5 จังหวัดให้เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนศรีนครินทร์มีความจุอ่างเก็บน้ำ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร และเป็นเขื่อนที่มีความจุมากที่สุดในประเทศไทย
ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณมีความจุ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การที่อ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้ำสูง ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง “ระบายออกทั้งหมด” หรือระดับน้ำท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้นตามตัวเลขเดียวกันโดยอัตโนมัติ
การระบายน้ำจริงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำไหลเข้า การบริหารอ่างเก็บน้ำ สภาพลำน้ำด้านท้าย และการตัดสินใจของหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ
ด้านสภาพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า วันที่ 30 กันยายน 2569 ภาคกลางยังมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่ โดยมีฝนในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ขณะที่ช่วงวันที่ 29 กันยายน–4 ตุลาคมยังมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ของภาคกลาง
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียง “น้ำจากเขื่อน” แต่คือมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำที่กำลังไหลเข้าสู่ระบบแม่น้ำแม่กลอง พร้อมกับการบริหารการระบายน้ำผ่านเขื่อนและพื้นที่ท้ายน้ำ
คำเตือนของ ดร.ปลอดประสพจึงถูกเผยแพร่ในจังหวะที่กรมชลประทานเองก็ประกาศให้พื้นที่ท้ายเขื่อนแม่กลองเฝ้าระวังน้ำเพิ่มขึ้นแล้ว โดยสาระสำคัญอยู่ที่การเตรียมพร้อมล่วงหน้า ไม่รอให้ระดับน้ำเพิ่มสูงจนกลายเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน
หมายเหตุเรื่องตัวเลข
ตัวเลขบางส่วนในโพสต์ของ ดร.ปลอดประสพเป็น ข้อคำนวณและการประเมินของผู้เขียนโพสต์ ไม่ใช่ตัวเลขที่หน่วยงานรัฐยืนยันทั้งหมด เช่น การประเมินน้ำท่วม 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และการคาดการณ์ว่าน้ำริมแม่น้ำแม่กลองจะสูงเกิน 1 เมตร ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
ย้อนบทบาท “ปลอดประสพ” ในมหาอุทกภัย 2554
ในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีบทบาทในศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ก่อนต่อมารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ในปี 2555 โดยมีบทบาทด้านการวางระบบบริหารจัดการน้ำและการฟื้นฟูหลังมหาอุทกภัย
ในช่วงวิกฤตปี 2554 เขายังเป็นหนึ่งในผู้แถลงสถานการณ์น้ำและการอพยพประชาชน โดยมีบันทึกข่าวในวันที่ 13 ตุลาคม 2554 เกี่ยวกับการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ปทุมธานีและใกล้เคียงให้เตรียมอพยพไปยังดอนเมือง ซึ่งสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะผู้รับผิดชอบงานบริหารสถานการณ์น้ำในเวลานั้น







