posttoday
ข้อมูลน้ำล้นจอ แต่ทำไมเตือนภัยไม่ทัน? ถึงเวลารื้อระบบจากแค่ “แจ้งข่าว” สู่ “บัญชาการ"

ข้อมูลน้ำล้นจอ แต่ทำไมเตือนภัยไม่ทัน? ถึงเวลารื้อระบบจากแค่ “แจ้งข่าว” สู่ “บัญชาการ"

29 กันยายน 2569

สภาพภูมิอากาศโลก ฝนและน้ำเปลี่ยนเร็วและรวนกว่าเดิม ระบบเตือนภัยจึงต้องไปไกลกว่าการแจ้งข่าว สู่การบัญชาการที่เชื่อมข้อมูล การตัดสินใจ และการลงมือรับมือให้ทันเวลา

KEY

POINTS

  • ปัญหาหลักของการเตือนภัยน้ำท่วมไม่ใช่การขาดแคลนข้อมูล แต่เป็นความล้มเหลวในการเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่มหาศาลให้เป็นการตัดสินใจและลงมือปฏิบัติได้ทันเวลา
  • ระบบเตือนภัยปัจจุบันต้องถูกยกระดับจากการเป็นเพียงผู้ "แจ้งข่าว" ไปสู่การเป็น "ระบบบัญชาการ" ที่มีเอกภาพ สามารถรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และมีผู้มีอำนาจตัดสินใจสั่งการที่ชัดเจน
  • เป้าหมายสูงสุดของระบบเตือนภัยไม่ใช่แค่การทำให้คนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่คือการให้คำสั่งที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้ (เช่น กำหนดเวลาอพยพ) เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเพียงพอในการรับมือก่อนภัยจะมาถึง

มาถึงวันนี้เชื่อว่า ประชาชนชาวไทยจะได้พบคำตอบโดยพร้อมเพรียงกันแล้วว่า ปัญหาใหญ่ของการรับมือน้ำท่วมอาจไม่ใช่การ “ไม่มีข้อมูล” แต่คือ ข้อมูลจำนวนมากยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจและการลงมือทำได้เร็วพอ

 

ประเทศไทยมีทั้งข้อมูลฝน ระดับน้ำ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ เรดาร์ตรวจอากาศ กล้อง CCTV และสถานีวัดน้ำจำนวนมาก  ไปจนถึงเทคโนโลยีข้อมูลเชิงพื้นที่อย่าง GIS หรือ ภูมิสารสนเทศ ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะที่หน่วยงานด้านน้ำและป้องกันภัยต่างมีศูนย์ติดตามสถานการณ์ของตัวเอง

 

แต่เมื่อเกิดเหตุจริง คำถามสำคัญกลับไม่ใช่เพียงว่า “ตอนนี้น้ำอยู่ที่ไหน” หากคือ ใครเป็นคนตัดสินใจ เมื่อไรต้องประกาศเตือน ใครต้องอพยพ ใครต้องปิดถนน ใครต้องเตรียมเครื่องสูบน้ำ และประชาชนต้องทำอะไรในอีก 1–3 ชั่วโมงข้างหน้า

 

นี่คือจุดที่ระบบเตือนภัยจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก “การแจ้งข่าว” ไปสู่ “ระบบบัญชาการ”

 

ข้อมูลน้ำล้นจอ แต่ทำไมเตือนภัยไม่ทัน? ถึงเวลารื้อระบบจากแค่ “แจ้งข่าว” สู่ “บัญชาการ"

 

ข้อมูลต้องไม่จบที่หน้าจอ แต่ต้องนำไปสู่การตัดสินใจ

ปัจจุบันภาครัฐกำลังพัฒนาระบบเตือนภัยหลายชั้น โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ทำหน้าที่เฝ้าระวัง วิเคราะห์ และแจ้งเตือนภัย

 

ขณะเดียวกันได้ผลักดันระบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อความเตือนภัยตรงไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแอปพลิเคชัน (ซึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่าในหลายๆ กรณี)

 

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ปภ.ระบุแนวทางการพัฒนาระบบเตือนภัยภายใต้หลัก “เตือนไว เข้าถึงง่าย แม่นยำ” พร้อมเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การแจ้งเตือนแบบเจาะจงพื้นที่ และการปรับภาษาเทคนิคให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ ปภ.ยังมีการจัดทำ มาตรฐานการปฏิบัติงานการส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัย (SOP) ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ ตรวจพบพื้นที่เสี่ยง ไปจนถึงการส่งสัญญาณเตือน โดยมี SOP สำหรับ Cell Broadcast ในกรณีอุทกภัยโดยเฉพาะด้วย

 

ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ แต่สำหรับสถานการณ์น้ำที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบเตือนภัยที่ดีอาจต้องไปไกลกว่าการส่งข้อความ

 

เพราะ ข้อความว่า “โปรดระวังน้ำท่วม” ไม่เท่ากับคำสั่งที่บอกว่า “พื้นที่นี้ต้องเตรียมอพยพภายใน 2 ชั่วโมง”

 

ข้อมูลน้ำล้นจอ แต่ทำไมเตือนภัยไม่ทัน? ถึงเวลารื้อระบบจากแค่ “แจ้งข่าว” สู่ “บัญชาการ"

 

จาก Warning สู่ Action

ระบบที่ควรออกแบบในอนาคตจึงต้องเชื่อมข้อมูล 3 ชั้นเข้าด้วยกัน

ชั้นแรก คือ “รู้” ว่าฝนตกที่ไหน น้ำกำลังมาเท่าไร ระดับน้ำเพิ่มเร็วแค่ไหน และมีแนวโน้มจะไปทางไหน

 

ชั้นที่สอง คือ “ประเมิน” หากข้อมูลชุดนี้เดินหน้าต่อ พื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบในอีก 1 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง หรือ 6 ชั่วโมง และผลกระทบจะรุนแรงระดับใด

 

ชั้นที่สาม คือ “สั่งการ” เมื่อถึงเกณฑ์ที่กำหนด ใครต้องทำอะไรทันที ทั้งการเปิด–ปิดประตูระบายน้ำ เดินเครื่องสูบน้ำ เตรียมเรือ เปิดศูนย์พักพิง ปิดเส้นทาง หรือแจ้งประชาชนให้อพยพ

 

หากสามชั้นนี้ไม่เชื่อมกัน ข้อมูลก็อาจกลายเป็นเพียง “จอแสดงสถานการณ์” ที่สวยและทันสมัย แต่ไม่ได้ช่วยลดความเสียหายได้เท่าที่ควร

 

ข้อมูลน้ำล้นจอ แต่ทำไมเตือนภัยไม่ทัน? ถึงเวลารื้อระบบจากแค่ “แจ้งข่าว” สู่ “บัญชาการ"

 

ประเทศไทยมีต้นแบบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเชื่อมให้เป็นระบบเดียว

ในกรุงเทพมหานครเอง มีการพัฒนาระบบประเมินและพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 1–3 ชั่วโมง หรือ Nowcasting จากข้อมูลเรดาร์ เพื่อเชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ของศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กทม. เป้าหมายคือเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการบริหารจัดการ การประชาสัมพันธ์ และการเตือนภัยล่วงหน้า

 

ขณะเดียวกัน ระบบตรวจวัดน้ำท่วมถนนของ กทม.ก็มีสถานีตรวจวัดระดับน้ำจำนวนมากและแสดงข้อมูลสถานการณ์แบบออนไลน์และเรียลไทม์ทำให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดเครื่องมือในการตรวจจับสถานการณ์เสียทีเดียว

 

โจทย์ต่อไปจึงอยู่ที่ การเชื่อมข้อมูลจากหลายหน่วยงานให้กลายเป็นภาพเดียวกัน และมีผู้มีอำนาจตัดสินใจที่ชัดเจน

 

ข้อมูลน้ำล้นจอ แต่ทำไมเตือนภัยไม่ทัน? ถึงเวลารื้อระบบจากแค่ “แจ้งข่าว” สู่ “บัญชาการ"

 

เพราะน้ำไม่รู้จักเส้นแบ่งระหว่างหน่วยงาน

ฝนที่ตกในจังหวัดหนึ่งอาจกลายเป็นน้ำที่กระทบอีกจังหวัดหนึ่งในอีกหลายชั่วโมงต่อมา ขณะที่น้ำจากแม่น้ำสายหลักอาจมาซ้อนกับน้ำฝนในพื้นที่เมือง และหากเกิดน้ำทะเลหนุนในเวลาเดียวกัน สถานการณ์ก็สามารถเปลี่ยนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

ดังนั้น ระบบบัญชาการต้องมอง “น้ำทั้งระบบ” ไม่ใช่ข้อมูลของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

War Room ไม่ควรเป็นเพียงห้องประชุม แต่ต้องเป็นห้องตัดสินใจ

เรื่องนี้มีหลักการรองรับอยู่แล้วในระบบจัดการภัยพิบัติของไทย

 

ปภ.มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับ Incident Command System (ICS) และ Emergency Operation Center (EOC) ซึ่งเป็นแนวคิดสำหรับจัดโครงสร้างการบัญชาการและการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน

 

คู่มือบัญชาการเหตุการณ์สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดกรณีอุทกภัยของ ปภ.ก็ระบุถึงการติดตามและประเมินสถานการณ์ การสั่งการศูนย์บัญชาการระดับต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมศูนย์พักพิงและการอพยพเมื่อมีแนวโน้มว่าจะเกิดผลกระทบต่อประชาชน

 

ดังนั้น สิ่งที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามี War Room หรือไม่”

แต่ต้องถามว่า

War Room มีข้อมูลอะไรอยู่ในมือ?

ใครมีอำนาจตัดสินใจ?

มีเกณฑ์อะไรที่จะเปลี่ยนจากการเฝ้าระวังเป็นการสั่งการ?

และที่สำคัญที่สุด

เมื่อมีคำสั่งแล้ว ประชาชนได้รับรู้และปฏิบัติตามได้ทันเวลาหรือไม่?

 

ข้อมูลน้ำล้นจอ แต่ทำไมเตือนภัยไม่ทัน? ถึงเวลารื้อระบบจากแค่ “แจ้งข่าว” สู่ “บัญชาการ"

 

Cell Broadcast อาจเป็นเพียง “ปลายทาง” ของระบบเตือนภัย

การมี Cell Broadcast ทำให้การส่งข้อความเตือนภัยไปยังประชาชนรวดเร็วและเจาะจงพื้นที่มากขึ้น แต่เทคโนโลยีนี้เป็นเพียงปลายทางของห่วงโซ่เตือนภัย

 

ก่อนข้อความจะขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง ต้องมีการวิเคราะห์ ต้องมีคนประเมินความเสี่ยง และต้องมีผู้มีอำนาจตัดสินใจว่า “ถึงเวลาต้องเตือนแล้ว”

 

เพราะฉะนั้น ระบบเตือนภัยที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นที่โทรศัพท์มือถือ แต่เริ่มตั้งแต่ เซนเซอร์ → ข้อมูล → แบบจำลอง → การประเมินความเสี่ยง → การบัญชาการ → การแจ้งเตือน → การปฏิบัติของประชาชน

 

หากจุดใดจุดหนึ่งสะดุด การเตือนภัยทั้งหมดก็อาจช้าลง

เมืองอัจฉริยะจึงไม่ใช่เมืองที่มีข้อมูลมากที่สุด...

 

บทเรียนจากสถานการณ์น้ำในช่วงหลังอาจกำลังบอกเราว่า Smart City ไม่ได้หมายถึงการมี Dashboard จำนวนมาก หรือมีข้อมูลเรียลไทม์มากที่สุด

 

แต่คือเมืองที่ สามารถเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจได้ทันเวลา

 

ฝนตกหนักไม่ใช่เรื่องที่รัฐควบคุมได้ทั้งหมด ระดับน้ำก็ไม่สามารถสั่งให้หยุดเพิ่มขึ้นได้ และความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้การคาดการณ์ล่วงหน้ายากขึ้น

 

ข้อมูลน้ำล้นจอ แต่ทำไมเตือนภัยไม่ทัน? ถึงเวลารื้อระบบจากแค่ “แจ้งข่าว” สู่ “บัญชาการ"

 

สิ่งที่บริหารจัดการได้คือ “เวลาที่เหลืออยู่ก่อนน้ำจะมาถึง”

ถ้าระบบสามารถบอกได้ว่าอีก 3 ชั่วโมงพื้นที่ใดจะเสี่ยง ถ้าอีก 2 ชั่วโมงต้องปิดเส้นทาง และถ้าอีก 1 ชั่วโมงต้องอพยพประชาชน พร้อมมีหน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละคำสั่งอย่างชัดเจน นั่นจึงจะเป็นระบบเตือนภัยที่ทำหน้าที่มากกว่าการ “แจ้งข่าว”

 

เพราะเป้าหมายสูงสุดของระบบเตือนภัยไม่ใช่การทำให้ประชาชนรู้ว่า “กำลังจะเกิดอะไรขึ้น” แต่คือการทำให้ประชาชน “มีเวลาพอที่จะทำอะไรบางอย่างก่อนที่มันจะเกิดขึ้น”

 

ข้อมูลน้ำล้นจอ แต่ทำไมเตือนภัยไม่ทัน? ถึงเวลารื้อระบบจากแค่ “แจ้งข่าว” สู่ “บัญชาการ"

ข่าวล่าสุด

TCMA จับมือ ส.อ.ท. ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero 2050

TCMA จับมือ ส.อ.ท. ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero 2050