posttoday
จับตา "พระราม 6” จุดเปลี่ยนเกม “จัดจราจรน้ำ” ป่าสักเร่งระบาย น้ำก้อนใหญ่ไปไหน?

จับตา "พระราม 6” จุดเปลี่ยนเกม “จัดจราจรน้ำ” ป่าสักเร่งระบาย น้ำก้อนใหญ่ไปไหน?

29 กันยายน 2569

ป่าสักจ่อเพิ่มระบาย ดัน “พระราม 6” จุดจัดจราจรน้ำ ลดรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์เหลือ 15 ลบ.ม./วินาที พร้อมระบายท้ายเขื่อน 647 ลบ.ม./วินาที จับตาผลต่อพื้นที่ตอนล่างและ กทม.

KEY

POINTS

  • เขื่อนพระราม 6 ทำหน้าที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการ “จัดจราจรน้ำ” โดยบริหารมวลน้ำก้อนใหญ่จากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ว่าจะส่งต่อไปยังเส้นทางใดเพื่อลดผลกระทบโดยรวม
  • การจัดการน้ำมี 2 เส้นทางหลัก คือ ลดการปล่อยน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์เพื่อช่วยพื้นที่ตอนใน (รังสิต-หนองจอก) และระบายน้ำส่วนใหญ่ผ่านท้ายเขื่อนลงสู่แม่น้ำป่าสัก ซึ่งจะไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา
  • กลยุทธ์นี้คือการบริหารความเสี่ยงแบบ “ซื้อเวลา” และ “แลกพื้นที่” โดยลดภาระพื้นที่หนึ่ง แต่เพิ่มปริมาณน้ำในอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งต้องพิจารณาสถานการณ์ของระบบแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งระบบประกอบกัน

“จัดจราจรน้ำ” พระราม 6 ลดรับน้ำคลองระพีพัฒน์ ช่วยพื้นที่ตอนใน

 

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำป่าสักกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อ “เขื่อนพระราม 6” กลายเป็นจุดจัดจราจรน้ำที่ต้องบริหารทั้งปริมาณน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และน้ำจากระบบคลองโดยรอบ เพื่อไม่ให้มวลน้ำที่เพิ่มขึ้นถูกส่งไปกองอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป

 

ข้อมูลล่าสุดจากกรมชลประทานสะท้อนว่า ปริมาณน้ำในระบบยังอยู่ในระดับที่ต้องบริหารอย่างใกล้ชิด ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำเก็บกักสูงและเตรียมเพิ่มการระบาย

 

โดยแผนการระบุว่าจะทยอยเพิ่มการระบายจาก 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 115, 230 และ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 30 กันยายน–2 ตุลาคม ตามลำดับ

 

ภาพจากเพจ นายอนุสรณ์ ตันติวุฒิ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำ สำนักงานชลประทานที่10 กรมชลประทาน

 

แต่โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ “ป่าสักปล่อยเท่าไร” เพียงอย่างเดียว

เพราะเมื่อน้ำเดินทางลงมา จะมาบรรจบกับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักและน้ำที่ไหลลงระหว่างทาง ก่อนเข้าสู่บริเวณเขื่อนพระราม 6 ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการกำหนดทิศทางน้ำต่อไป

 

นายอนุสรณ์ ตันติวุฒิ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำ สำนักงานชลประทานที่10 กรมชลประทาน (ดูแลพื้นที่เขื่อนป่าสักและเขื่อนพระราม 6 จังหวัดลพบุรี/สระบุรี) อธิบายภาพดังกล่าวว่า

 

ตั้งแต่ช่วงวันที่ 29 กันยายนเป็นต้นไป เขื่อนพระราม 6 จะมีบทบาทสำคัญในการ “จัดจราจรทางน้ำ” เนื่องจากน้ำสามารถถูกบริหารออกได้ 2 แนวทางหลัก คือ ส่งเข้าสู่คลองระพีพัฒน์ หรือระบายผ่านท้ายเขื่อนลงแม่น้ำป่าสัก

 

ล่าสุด สำนักงานชลประทานที่ 10 ใช้จังหวะที่ฝนบริเวณเหนือเขื่อนลดลงบริหารน้ำด้วยการ “หน่วงน้ำ” ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

 

และลดการรับน้ำเข้าสู่คลองระพีพัฒน์จากเดิมประมาณ 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ระบบคลองด้านตะวันออก

 

ขณะเดียวกัน มีการระบายผ่านเขื่อนพระราม 6 ในอัตราประมาณ 647 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนน้อยที่สุด

 

นี่คือภาพของการ “จัดจราจรน้ำ” ที่ไม่ได้หมายถึงการหยุดน้ำ แต่เป็นการเลือกว่าจะให้น้ำเดินทางไปทางใด ในปริมาณเท่าใด และช่วงเวลาไหนจึงจะสร้างผลกระทบน้อยที่สุด

 

ภาพจากเพจนายอนุสรณ์ ตันติวุฒิ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำ สำนักงานชลประทานที่10 กรมชลประทาน

 

ลดน้ำเข้าระบบระพีพัฒน์ เพื่อผ่อนแรงพื้นที่ตอนใน

การลดน้ำเข้าสู่คลองระพีพัฒน์จาก 70 เหลือ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีความหมายต่อพื้นที่ตอนล่างอย่างมาก

 

เพราะคลองระพีพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งของระบบคลองฝั่งตะวันออกที่เชื่อมโยงกับพื้นที่รังสิต หนองเสือ ธัญบุรี คลอง 13 และต่อเนื่องไปยังหนองจอก

 

พื้นที่เหล่านี้มีระบบคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำที่ทำหน้าที่บริหารระดับน้ำและระบายออกจากพื้นที่ หากเติมน้ำเข้าสู่ระบบมากเกินขีดความสามารถในช่วงที่ฝนตกและคลองปลายทางยังมีระดับน้ำสูง ก็ย่อมเพิ่มภาระต่อการระบายน้ำของพื้นที่

 

ดังนั้น การลดน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จึงเป็นการ “ซื้อเวลา” ให้ระบบคลองด้านตะวันออกและพื้นที่ชั้นในสามารถระบายน้ำที่มีอยู่เดิมออกไปได้มากขึ้น ก่อนรับน้ำก้อนใหม่เข้ามา

 

กล่าวอีกอย่างคือ น้ำที่ไม่ส่งเข้าคลองระพีพัฒน์ในเวลานี้ ไม่ได้หายไป แต่ถูกหน่วงและบริหารไปยังอีกเส้นทางหนึ่ง

 

อีกทางคือแม่น้ำป่าสัก สู่จุดบรรจบเจ้าพระยา

เมื่อไม่ส่งน้ำทั้งหมดเข้าสู่คลองระพีพัฒน์ อีกทางหนึ่งคือระบายผ่านท้ายเขื่อนพระราม 6 ลงสู่แม่น้ำป่าสัก โดยเส้นทางน้ำจะผ่านพื้นที่ท่าเรือและนครหลวง ก่อนเข้าสู่พระนครศรีอยุธยา และไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา

 

นี่คือเหตุผลที่การบริหารน้ำที่พระราม 6 ต้องมองไกลกว่าพื้นที่หน้าเขื่อน เพราะน้ำที่ระบายออกทางแม่น้ำป่าสักจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในที่สุด

 

กรมชลประทานรายงานเมื่อวันที่ 28 กันยายนว่า การระบายน้ำบริเวณเขื่อนพระราม 6 อยู่ที่ประมาณ 617 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่สถานี C.29 อ.สามโคก จ.พระนครศรีอยุธยา มีน้ำไหลผ่าน 1,736 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สะท้อนว่าระบบเจ้าพระยาตอนล่างเองก็ต้องติดตามสถานการณ์ควบคู่กัน

 

ดังนั้น การเพิ่มหรือลดน้ำผ่านพระราม 6 จึงต้องดูทั้งระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก ระดับน้ำเจ้าพระยา ความสามารถในการรับน้ำของคลอง และสถานการณ์ฝนในพื้นที่ปลายทาง ไม่สามารถพิจารณาจากเขื่อนใดเขื่อนหนึ่งเพียงอย่างเดียว

 

เพจของเจ้าหน้าที่กรมชลประทานเขต 10 ท่านนี้ตั้งคำถามได้น่าสนใจว่า

 

"ถ้าคุณเป็นผู้ตัดสินใจ คุณจะให้น้ำไปทางไหนครับ

ตั้งแต่พรุ่งนี้ เขื่อนพระราม6 จะเป็นเครื่องมือสำคัญ

ในการ“จัดจราจร”ทางน้ำ

 

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำเต็ม จะเพิ่มการระบาย

น้ำจะไหลมาสมทบที่ เขื่อนพระราม6 อีกสายคือ

น้ำมาจากคลองชัยนาท-ป่าสัก ทางซ้ายมือ มารวม

กันที่จุดนัดพบ

 

มี2ทางที่ จะให้น้ำไหลไป

1 ไปทางคลองระพีพัฒน์ ขวามือ น้ำจะไหลไป อ.หนองแค อ.หนองเสือ อ.ธัญญบุรี และลงคลอง

รังสิตบางส่วน บางส่วนไปทางคลอง13 ต่อไปถึง

เขตหนองจอก เข้า กทม.ชั้นใน

 

2 ไปทางท้ายเขื่อนพระราม6 ผ่าน อ.ท่าเรือ

อ.นครหลวง บรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ป้อมเพชร

ตรงข้ามวัดพนัญเชิง

จะไป(1)เท่าไร ไป(2)เท่าไร น่าติดตาม

 

จับตา "พระราม 6” จุดเปลี่ยนเกม “จัดจราจรน้ำ” ป่าสักเร่งระบาย น้ำก้อนใหญ่ไปไหน?

 

แล้ว กทม. จะได้รับผลกระทบอย่างไร?

จุดเชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ อยู่ที่ “ระบบคลองฝั่งตะวันออก” มากกว่าการมองว่าน้ำจากพระราม 6 จะไหลเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยตรง

 

คลองระพีพัฒน์และคลองที่เชื่อมต่อกันทางฝั่งรังสิต–คลอง 13–หนองจอก เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายที่กรุงเทพมหานครและกรมชลประทานต้องบริหารร่วมกัน

 

การลดน้ำที่จะเข้าสู่ระบบนี้จาก 70 เหลือ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงช่วยลดภาระที่อาจตกกับพื้นที่ปลายทางในช่วงเวลาที่ต้องเร่งระบายน้ำเดิมออกจากคลอง

 

ขณะที่น้ำที่ถูกระบายผ่านท้ายพระราม 6 จะไปเพิ่มในระบบแม่น้ำป่าสักและท้ายที่สุดบรรจบกับเจ้าพระยา ทำให้พื้นที่อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ ต้องติดตามระดับน้ำในระบบเจ้าพระยาต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าปริมาณน้ำที่ระบายผ่านพระราม 6 ทั้งหมดจะเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ในปริมาณเท่ากัน

 

เพราะระหว่างทางมีการรับน้ำ ผันน้ำ และระบายออกจากระบบ อีกทั้งระดับน้ำเจ้าพระยาตอนล่างยังขึ้นกับปัจจัยอื่น ทั้งน้ำเหนือ ฝนในพื้นที่ และอิทธิพลน้ำทะเลหนุน

 

“จัดจราจรน้ำ” คือการบริหารผลกระทบทั้งระบบ

สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณพระราม 6 จึงสะท้อนหลักคิดสำคัญของการบริหารน้ำในช่วงวิกฤตว่า ไม่ใช่การหาจุดใดจุดหนึ่งเพื่อ “ปล่อยน้ำทิ้ง” แต่ต้องเลือกเส้นทางที่ระบบยังสามารถรองรับได้ และพยายามกระจายภาระไม่ให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งรับน้ำมากเกินไป

 

การลดน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จาก 70 เหลือ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมระบายผ่านพระราม 6 ที่ 647 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงเป็นภาพที่ชัดเจนของการบริหารแบบ “แลกพื้นที่” และ “ซื้อเวลา” เพื่อบรรเทาภาระพื้นที่ตอนใน ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน

 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะระบายน้ำเพิ่มขึ้นเท่าไร

 

แต่คือ เมื่อมวลน้ำเดินทางมาถึงพระราม 6 แล้ว น้ำจะถูกจัดไปทางไหน และพื้นที่ปลายทางแต่ละแห่งยังมีพื้นที่รับน้ำเหลืออยู่เท่าไร

 

นี่คือเหตุผลที่เขื่อนพระราม 6 กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการอ่าน “ระบบเจ้าพระยา” ทั้งระบบ ตั้งแต่ป่าสัก คลองระพีพัฒน์ อยุธยา ไปจนถึงพื้นที่ตอนล่างและกรุงเทพมหานคร

ข่าวล่าสุด

จับตา "พระราม 6” จุดเปลี่ยนเกม “จัดจราจรน้ำ” ป่าสักเร่งระบาย น้ำก้อนใหญ่ไปไหน?

จับตา "พระราม 6” จุดเปลี่ยนเกม “จัดจราจรน้ำ” ป่าสักเร่งระบาย น้ำก้อนใหญ่ไปไหน?