
บาร์โค้ดผ่านมติศาล กกต.รับโจทย์ปรับบัตร วัสถามปมสืบถึงผู้ใช้สิทธิ
วัส ติงสมิตร ชี้ศาลให้บาร์โค้ดบัตรบัญชีรายชื่อผ่านมติ 8 ต่อ 1 แม้สืบย้อนถึงผู้ลงคะแนนได้ พร้อมถาม กกต. จะปรับแบบบัตรอย่างไร
KEY
POINTS
- ศาลวินิจฉัยว่าคิวอาร์โค้ดบนบัตรแบ่งเขตและบาร์โค้ดบนบัตรบัญชีรายชื่อไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ลงมติด้วยเหตุผลต่างกัน
- วัสชี้ว่าบาร์โค้ดบนบัตรบัญชีรายชื่อสืบย้อนถึงผู้ลงคะแนนได้ในทางเทคนิค แม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีใครใช้ข้อมูลดังกล่าวจริง
- ศาลแนะ กกต. เลี่ยงสัญลักษณ์ที่เชื่อมตัวตนกับผลลงคะแนนได้ในอนาคต จึงเหลือคำถามว่า กกต. จะออกแบบบัตรครั้งต่อไปอย่างไร
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาและนักวิชาการอิสระ โพสต์วิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หลังศาลชี้ว่าคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เขาเห็นว่าผลคดีทำให้ผลเลือกตั้งยังคงอยู่ แต่เหตุผลของศาลเปิดคำถามว่า รัฐต้องปกป้องความลับของผู้ลงคะแนนถึงขั้นใด
คดีนี้แยกบัตรสองประเภท ศาลลงมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่าคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หรือบัตรสีเขียว ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะข้อมูลจากการไต่สวนระบุว่าไม่สามารถใช้รหัสนั้นสืบถึงตัวผู้ลงคะแนนได้
ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ หรือบัตรสีชมพู ศาลลงมติ 8 ต่อ 1 ว่าบาร์โค้ดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนตามที่วัสยกมาระบุว่า ในทางเทคนิคสามารถใช้ข้อมูลสืบย้อนหลังจากหมายเลขบัตรไปถึงลำดับบัญชีผู้มีสิทธิและพรรคที่เลือกได้
เสียงข้างมากให้เหตุผลว่า กกต. ใช้บาร์โค้ดเพื่อระบุชุดบัตร ป้องกันบัตรข้ามเขตและป้องกันทุจริต อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าบุคคลหรือหน่วยงานใดนำข้อมูลไปจับคู่เพื่อระบุตัวผู้ลงคะแนนจริง ศาลยังพิจารณามาตรการเก็บรักษาบัตรหลังเลือกตั้งประกอบด้วย
นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการเสียงข้างน้อย เห็นต่างตามข้อความที่วัสนำเสนอ เขามองว่าเพียงระบบเปิดทางให้สืบถึงตัวบุคคลได้ ก็เพียงพอให้เกิดปัญหาต่อหลักลงคะแนนโดยลับ ประชาชนไม่ควรต้องรับความเสี่ยงว่ารัฐจะตรวจสอบคะแนนของตนได้
จุดที่วัสตั้งคำถามคือ คำแนะนำของศาลต่อ กกต. ศาลเสนอให้ปรับรูปแบบบัตรในอนาคต โดยเลี่ยงสัญลักษณ์ที่เชื่อมตัวผู้ใช้สิทธิกับผลลงคะแนน และให้เก็บบัตรที่เป็นข้อพิพาทด้วยมาตรการเข้มงวดเป็นพิเศษ วัสเห็นว่าคำแนะนำนี้สะท้อนความเสี่ยงของระบบ แม้ศาลวินิจฉัยว่าบาร์โค้ดที่ใช้ไปแล้วไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ข้อสงสัยอีกเรื่อง อยู่ที่การเลือกรหัสต่างชนิดกัน วัสถามว่า หากคิวอาร์โค้ดบนบัตรแบ่งเขตช่วยตรวจสอบบัตรได้โดยไม่สืบถึงผู้ลงคะแนน เหตุใด กกต. จึงใช้บาร์โค้ดที่มีรหัสเฉพาะบนบัตรบัญชีรายชื่อ กกต. ชี้แจงตามโพสต์ว่าใช้รหัสดังกล่าวตรวจสอบล็อตพิมพ์และหน่วยที่รับบัตร แต่วัสถามต่อว่า ภารกิจนี้จำเป็นต้องให้บัตรทุกใบมีรหัสไม่ซ้ำกันหรือไม่
ข้อถกเถียงจึงอยู่ที่เกณฑ์วัดคำว่า “ลับ” ฝ่ายเสียงข้างมากพิจารณาว่ามีใครใช้ข้อมูลระบุตัวผู้ลงคะแนนจริงหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายเสียงข้างน้อยให้น้ำหนักกับความสามารถของระบบที่จะสืบถึงตัวบุคคล วัสเห็นว่าความต่างนี้กระทบต่อความไว้วางใจของประชาชน แม้ผลคดีจะยุติข้อพิพาทเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบัตรครั้งนี้
สิ่งที่ต้องติดตามจากประเด็นในโพสต์คือ กกต. จะปรับรูปแบบบัตรตามคำแนะนำของศาลอย่างไร และจะตอบข้อสงสัยเรื่องความจำเป็นของรหัสเฉพาะบนบัตรบัญชีรายชื่อได้หรือไม่
ที่มา : วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง (คลิก)







