
เจ้าพระยาเข้าสู่ช่วง “น้ำหลายก้อนซ้อนกัน” จับตาเขื่อนเจ้าพระยา–ป่าสักถึงอยุธยา
เจ้าพระยาส่อเข้าสู่ช่วงตึงตัว เมื่อน้ำเหนือเพิ่ม ขณะที่ป่าสักเตรียมเร่งระบาย 30 ก.ย.–2 ต.ค. กรมชลประทานต้องจัดจังหวะน้ำหลายก้อน ตั้งแต่ C.2 ถึงอยุธยาและบางบาล เพื่อไม่ให้พื้นที่ท้ายน้ำรับแรงกระแทกซ้ำ
KEY
POINTS
- ลุ่มน้ำเจ้าพระยากำลังเผชิญสถานการณ์ "น้ำหลายก้อนซ้อนกัน" จากมวลน้ำตอนบนที่ไหลสู่เขื่อนเจ้าพระยา และมวลน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่เตรียมเพิ่มการระบายน้ำ
- การบริหารจัดการน้ำมีความซับซ้อน โดยต้องควบคุมจังหวะการระบายน้ำจากทั้งเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักฯ เพื่อไม่ให้มวลน้ำส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำพร้อมกัน
- พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจุดเฝ้าระวังสำคัญ เนื่องจากเป็นบริเวณที่น้ำจากแม่น้ำป่าสักจะไหลมาบรรจบกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงปลายเดือนกันยายนกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หลังกรมชลประทานออกข้อมูลหลายชุดที่สะท้อนว่า มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนกำลังเพิ่มขึ้น
ขณะที่พื้นที่ตอนล่างยังมีน้ำท่วมขังและชุมชนริมตลิ่งบางแห่งได้รับผลกระทบอยู่แล้ว ทำให้การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของน้ำหลายส่วนพร้อมกัน ไม่ใช่เฉพาะการระบายน้ำจากเขื่อนใดเขื่อนหนึ่ง
ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น. ระบุว่า สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
และกรมชลประทานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,000–2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับน้ำจากลำน้ำสาขาหรือ Side Flow แล้ว คาดว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่านบริเวณเขื่อนเจ้าพระยาอาจอยู่ที่ประมาณ 2,200–2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ข้อมูลดังกล่าวทำให้กรมชลประทานต้องบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างระมัดระวัง โดยมีการหน่วงน้ำไว้ในพื้นที่ตอนบนและรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกตามศักยภาพ
เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านแม่น้ำสายหลักลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีการแจ้งเตือนพื้นที่นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท ให้เตรียมรับมือ
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการระบายของเขื่อนเจ้าพระยาเพียงอย่างเดียว แต่คือ “จังหวะ” ของน้ำทั้งระบบ เพราะในขณะที่น้ำเหนือกำลังเพิ่มขึ้น
พื้นที่ตอนล่างของเจ้าพระยายังมีน้ำท่วมขังอยู่แล้ว กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องชะลอน้ำบางส่วนไว้เหนือเขื่อนเป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้มวลน้ำที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างมากขึ้น
ป่าสักอีกหนึ่งก้อนน้ำที่กำลังเข้าสู่ระบบ
อีกปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันคือสถานการณ์ของ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่ง ณ วันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. มีน้ำกักเก็บ 840.94 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96.49% ของความจุอ่าง
ขณะที่มีน้ำไหลเข้าอ่างถึง 737.78 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 63.74 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ระบายออกเพียง 25.07 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จากการคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วัน กรมชลประทานประเมินว่าจะยังมีน้ำไหลเข้าอ่างป่าสักเพิ่มเติมประมาณ 373.22 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทำให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ประกาศเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได เพื่อควบคุมระดับน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
แผนการระบายกำหนดให้เพิ่มจากเดิม 25.07 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 115 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 30 กันยายน, 230 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 1 ตุลาคม และ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 2 ตุลาคม 2569
หน่วยงานในพื้นที่ระบุว่า การเพิ่มการระบายดังกล่าวอาจทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 3.50–4.00 เมตร แต่ประเมินว่าน้ำยังอยู่ในลำน้ำป่าสักและไม่ล้นตลิ่ง พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนและริมแม่น้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
จุดที่ต้องอ่านให้ขาด ไม่ใช่แค่ “ป่าสัก” หรือ “เจ้าพระยา”
เมื่อมองข้อมูลทั้งสองด้านพร้อมกัน ภาพที่ปรากฏจึงเป็นระบบน้ำที่มีมวลน้ำจากหลายทิศทางเข้ามาเกี่ยวข้องในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่กำลังเพิ่มขึ้น น้ำจากลำน้ำสาขา น้ำที่ผ่านเขื่อนเจ้าพระยา และน้ำจากลุ่มน้ำป่าสักที่เตรียมเพิ่มการระบาย
ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของเพจ “ตุลยชล” ที่เสนอให้มองสถานการณ์ในลักษณะ “อ่านระบบเจ้าพระยา” มากกว่าการพิจารณาตัวเลขของเขื่อนใดเขื่อนหนึ่ง โดยชี้ให้ติดตามความสัมพันธ์ตั้งแต่สถานี C.2 นครสวรรค์ เขื่อนเจ้าพระยา พื้นที่เหนือเขื่อน พระราม 6 อยุธยา บางบาล ไปจนถึงบางไทร
ในมุมนี้ พระราม 6 และพื้นที่อยุธยา จึงเป็นพื้นที่ที่ควรติดตาม เพราะเป็นบริเวณที่น้ำจากระบบป่าสักและน้ำในแกนหลักเจ้าพระยามีโอกาสต้องบริหารร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม การระบุผลกระทบในแต่ละพื้นที่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลระดับน้ำและอัตราการไหล ณ เวลาจริง ไม่ควรสรุปจากอัตราการระบายของเขื่อนเพียงตัวเลขเดียว
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสถานการณ์วันที่ 28 กันยายนระบุว่า เขื่อนเจ้าพระยามีการระบายน้ำประมาณ 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +17.41 เมตร รทก. สะท้อนว่าการบริหารน้ำในช่วงนี้ต้องคำนึงถึงทั้งน้ำเหนือเขื่อนและพื้นที่ปลายน้ำที่มีน้ำค้างอยู่แล้ว
จาก “ตัวเลขเขื่อน” สู่การอ่านทั้งลุ่มน้ำ
ข้อสังเกตสำคัญจากสถานการณ์ครั้งนี้คือ การดูตัวเลขเพียงจุดเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าพื้นที่ปลายน้ำจะได้รับผลกระทบอย่างไร
เพราะน้ำที่ไหลผ่านระบบไม่ได้มาจากแหล่งเดียว และระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับน้ำจากสาขา ฝนในพื้นที่ การระบายน้ำ และสภาพพื้นที่รับน้ำในช่วงเวลาเดียวกัน
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน–2 ตุลาคม 2569 คือการเปลี่ยนแปลงของน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา การเพิ่มการระบายจากป่าสัก รวมถึงระดับน้ำในพื้นที่อยุธยาและชุมชนริมแม่น้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ
ภาพรวมจึงอาจอธิบายได้ว่า เจ้าพระยากำลังเผชิญกับโจทย์ “น้ำหลายก้อนในระบบเดียวกัน” การบริหารจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าเขื่อนใดจะปล่อยน้ำเท่าไร แต่คือการจัดจังหวะของน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อควบคุมไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้าง
แหล่งข้อมูลหลัก: กรมชลประทานและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ โดยใช้ข้อสังเกตเชิงระบบจากเพจ “ตุลยชล” เป็นกรอบในการเรียบเรียงและอธิบายสถานการณ์
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ออกประกาศเตือน ฉบับที่ 1 เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำ ตั้งแต่ 30 ก.ย. นี้







