posttoday
น้ำ 700 แต่คลองจุ 441! เปิดโจทย์ใหญ่ อ่านแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งระบบ

น้ำ 700 แต่คลองจุ 441! เปิดโจทย์ใหญ่ อ่านแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งระบบ

28 กันยายน 2569

ตัวเลขน้ำที่ C.36 สูงกว่าความจุอ้างอิง ไม่ได้แปลว่าข้อมูลผิด แต่สะท้อนว่าการอ่านน้ำต้องมองทั้งคลอง อาคาร พื้นที่ลุ่มต่ำ และท้ายน้ำเป็นระบบเดียวกัน

KEY

POINTS

  • ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านคลอง (700 ลบ.ม./วินาที) สามารถสูงกว่า "ความจุอ้างอิง" ของลำน้ำ (441 ลบ.ม./วินาที) ได้จริง เนื่องจากเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น พื้นที่หน้าตัดการไหลจะเพิ่มขึ้นและอาจขยายไปยังพื้นที่ริมตลิ่ง ไม่ใช่ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน
  • การทำความเข้าใจสถานการณ์น้ำต้องมองภาพรวมทั้ง "ระบบ" ที่เชื่อมโยงกัน ไม่สามารถตีความจากข้อมูลเพียงจุดเดียวได้ เพราะระหว่างทางมีการแบ่งน้ำเข้าคลองสาขา การรับน้ำของพื้นที่ลุ่มต่ำ และการควบคุมผ่านประตูระบายน้ำ
  • โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากการถามแค่ "น้ำสูงเท่าไร" ไปสู่การทำความเข้าใจ "กระบวนการของน้ำ" ทั้งระบบ (Whole System) ว่าน้ำมาจากไหน ไหลผ่านอะไร และจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ อย่างไรและเมื่อใด

“น้ำ 700 แต่คลองจุ 441” ไม่ได้แปลว่าตัวเลขผิด แต่อาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังอ่านระบบแม่น้ำจากตัวเลขเพียงจุดเดียว

 

เช้าวันที่ 28 กันยายน 2569 ข้อมูลสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยากำลังชวนให้ตั้งคำถามสำคัญ เมื่อแผนผังการบริหารจัดการน้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน แสดงปริมาณน้ำที่สถานี C.36 คลองโผงเผง อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ราว 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

 

ขณะที่ความจุอ้างอิงของลำน้ำอยู่ที่ประมาณ 441 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คิดเป็นราว 159% ของความจุอ้างอิง!

 

ตัวเลขดังกล่าวถูกหยิบมาอธิบายโดยเพจ “ดุลยชล (Dulyachon)” ซึ่งชวนมองระบบเจ้าพระยาในฐานะเครือข่ายของแม่น้ำ คลอง อาคารควบคุมน้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ และชุมชนที่เชื่อมโยงกัน มากกว่าการมองแม่น้ำเป็นเพียงเส้นทางน้ำจากต้นน้ำไปปลายน้ำ

 

ภาพจากเพจตุลยชล

 

ความจุ 441 แต่ทำไมมีน้ำ 700 ได้?

ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือคำว่า “ความจุลำน้ำ” หรือ Channel Capacity ไม่ได้หมายความว่า เมื่อน้ำไหลถึงตัวเลขดังกล่าวแล้ว น้ำจะไม่สามารถไหลผ่านคลองได้อีก

 

ในทางชลศาสตร์ ความสามารถในการลำเลียงน้ำของลำน้ำสัมพันธ์กับพื้นที่หน้าตัด ความลึก ความลาดชัน ความขรุขระของท้องน้ำ และเงื่อนไขด้านท้ายน้ำ เมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้น พื้นที่หน้าตัดที่น้ำครอบครองก็เพิ่มขึ้นตาม และหากน้ำสูงเกินตลิ่ง การไหลอาจขยายออกไปยังพื้นที่ริมน้ำหรือพื้นที่น้ำหลาก (floodplain)

 

ดังนั้น ปริมาณน้ำที่วัดได้จึงสามารถสูงกว่าค่าความจุอ้างอิงของลำน้ำได้ โดยไม่ได้หมายความว่าข้อมูลสองตัวเลขขัดแย้งกัน

 

ข้อมูลแผนผังสถานการณ์น้ำของกรมชลประทานในอดีตก็แสดงให้เห็นกรณีที่ C.36 มีปริมาณน้ำสูงกว่าความจุอ้างอิง เช่น แผนผังวันที่ 25 กันยายน 2568 ระบุ C.36 ที่ 804 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เทียบกับความจุ 436 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 184% ของค่าความจุอ้างอิง

 

จุดสำคัญจึงไม่ใช่การถามว่า “เกินความจุแล้วน้ำไปอยู่ที่ไหน” แต่ต้องถามต่อว่า น้ำกำลังใช้พื้นที่ส่วนใดของระบบ และระดับน้ำตอบสนองอย่างไร

 

เจ้าพระยาไม่ได้มีแค่ “น้ำจากเขื่อน”

อีกตัวเลขที่ต้องอ่านควบคู่กันคือสถานการณ์บริเวณต้นทางของระบบ

ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569 ระบุว่า สถานี C.2 นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่านประมาณ 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายประมาณ 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีน้ำถูกแบ่งเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกด้วย

 

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับภาพรวมการบริหารน้ำของกรมชลประทานในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งระบุว่า การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะปรับตามปริมาณน้ำเหนือเขื่อน น้ำจากลำน้ำสาขา ฝน และสถานการณ์พื้นที่ตอนล่าง ไม่ได้กำหนดจากตัวเลขเพียงจุดเดียว

 

กรมชลประทานยังเคยระบุชัดว่า การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอาจส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึง เสนา ผักไห่ บางบาล และพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ

 

เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตีความแบบเส้นตรงว่า

เขื่อนปล่อย 1,950 ลบ.ม./วินาที → C.36 ได้รับน้ำ 700 ลบ.ม./วินาที

 

เนื่องจากระหว่างสองจุดยังมีการ แบ่งน้ำ รับน้ำ ควบคุมผ่านประตูระบายน้ำ การไหลในคลองสาขา และการแลกเปลี่ยนน้ำกับพื้นที่ลุ่มต่ำ อีกหลายขั้นตอน

 

C.36 ต้องอ่านคู่กับ C.37 และแม่น้ำน้อย

นี่คือหัวใจของแนวคิด CPY Whole System ที่เพจดุลยชลพยายามชวนให้สังคมเปลี่ยนวิธีอ่านสถานการณ์น้ำ

 

แทนที่จะดูว่าแต่ละสถานีมีน้ำเท่าไรเพียงอย่างเดียว ต้องนำข้อมูลของสถานีที่เชื่อมโยงกันมาอ่านพร้อมกัน

 

จาก C.36 คลองโผงเผง จึงต้องมองต่อไปยัง C.37 คลองบางบาล และระบบ ผักไห่–แม่น้ำน้อย–วัดชีโพน–วัดตึก–วัดบ้านอ้อ–หัวเวียง–เสนา

 

แผนผังสถานการณ์น้ำของกรมชลประทานเองก็จัดพื้นที่คลองโผงเผง คลองบางบาล และชุมชนริมแม่น้ำน้อยในอยุธยาไว้ในภาพรวมของระบบบริหารจัดการน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

 

นั่นหมายความว่า น้ำที่เพิ่มขึ้นในจุดหนึ่งอาจไม่ได้สะท้อนผลกระทบที่บ้านเรือนในอีกจุดหนึ่งทันที เพราะยังมีเวลาเดินทางของน้ำ ระดับน้ำท้ายน้ำ การเปิด-ปิดอาคาร และการรับน้ำของพื้นที่ลุ่มต่ำเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ภาพจากเพจตุลยชล

 

อย่าสลับ N.67 กับ C.67

อีกจุดที่ “ดุลยชล” ชวนระวังคือรหัสสถานีวัดน้ำ

N.67 และ C.67 ไม่ใช่สถานีเดียวกัน!

 

ตัวอักษรด้านหน้ามีความหมายต่อการอ่านระบบ เพราะ N ใช้กับสถานีในระบบแม่น้ำน่าน ขณะที่ C ใช้กับระบบเจ้าพระยา ดังนั้นการเห็นตัวเลข 67 เหมือนกันไม่ได้หมายความว่าสถานีเหล่านั้นอยู่บนแม่น้ำสายเดียวกัน

 

นี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของปัญหาใหญ่ในการสื่อสารข้อมูลน้ำ เพราะหากนำตัวเลขจากคนละสถานีมาเปรียบเทียบโดยไม่ตรวจสอบตำแหน่งและลำน้ำที่สถานีนั้นอยู่ ก็อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่คลาดเคลื่อนได้

 

จาก “น้ำสูงเท่าไร” สู่ “น้ำกำลังทำอะไร”

แนวคิดที่น่าสนใจของตุลยชลจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การรายงานระดับน้ำ แต่พยายามเปลี่ยนคำถามของการติดตามน้ำ

จากเดิมที่ถามว่า

“วันนี้น้ำสูงเท่าไร?”

ไปสู่การถามว่า

 

น้ำมาจากไหน → ผ่านอาคารใด → มีอัตราการไหลเท่าไร → ระดับน้ำเท่าไร → สูงกว่าตลิ่งหรือไม่ → ท้ายน้ำหนุนหรือไม่ → น้ำไหลเข้าทุ่งหรือออกจากทุ่ง → และระดับน้ำที่บ้านประชาชนจะตอบสนองช้ากว่าสถานีต้นน้ำกี่ชั่วโมง

 

คำถามชุดนี้สะท้อนวิธีคิดแบบ Whole System ซึ่งมองลุ่มน้ำเป็นเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ไม่ใช่ชุดของจุดวัดน้ำที่แยกขาดจากกัน

 

สำหรับเมืองและชุมชนริมแม่น้ำ วิธีคิดเช่นนี้มีความสำคัญมาก เพราะตัวเลขที่ปรากฏบนแผนที่ไม่ได้จบลงที่สถานีวัดน้ำ แต่สุดท้ายจะสะท้อนออกมาเป็น ระดับน้ำหน้าบ้าน ถนนที่เริ่มท่วม พื้นที่เกษตรที่รับน้ำ หรือชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ

 

ดังนั้นคำว่า “ความจุ 441 แต่น้ำไหล 700” จึงอาจไม่ได้เป็นคำถามว่าตัวเลขไหนผิด แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่า คือ เรากำลังใช้วิธีอ่านระบบน้ำแบบไหน

 

และนี่คือโจทย์ของการอ่าน เจ้าพระยาทั้งระบบ ตั้งแต่ C.2 นครสวรรค์ เขื่อนเจ้าพระยา ระบบคลองและประตูระบายน้ำ ลงมาถึง C.36–C.37 แม่น้ำน้อย พื้นที่ลุ่มต่ำ และท้ายที่สุดคือระดับน้ำที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริง

 

เพราะในระบบน้ำ ตัวเลขหนึ่งตัวไม่เคยเล่าเรื่องทั้งหมด

 

 

ที่มา:

เพจ ดุลยชล (Dulyachon) ซึ่งนำเสนอพื้นที่สนทนาเชิงวิชาการเกี่ยวกับระบบลุ่มน้ำไทยและแนวคิดการอ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาแบบ CPY Whole System

กรมชลประทาน – ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC): ข้อมูลสถานการณ์และแผนผังการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา

กรมประชาสัมพันธ์: ข้อมูลการบริหารการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาและผลกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำช่วง 26–27 ก.ย. 2569

 

ข่าวล่าสุด

น้ำ 700 แต่คลองจุ 441! เปิดโจทย์ใหญ่ อ่านแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งระบบ

น้ำ 700 แต่คลองจุ 441! เปิดโจทย์ใหญ่ อ่านแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งระบบ