
Tomorrow.io งบ 500 ล้านบาท ยกระดับพยากรณ์อากาศได้หรือไม่
“ไชยชนก” ฟุ้ง Tomorrow.io ดาวเทียมเทคโนโลยีสหรัฐแม่นยำ และ เรียลไทม์ แต่ทำไมงบประมาณปี 70 กรมอุตุฯยังพุ่งสูงถึง 3.9 พันล้านบาท
ภายใต้งบประมาณปี 2570 ของกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นเงินทั้งสิ้น 3,902.74 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้รับจัดสรรจำนวน 2,692.75ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,209.99 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 44.94%
ในจำนวนนี้มีงบประมาณ 497 ล้านบาท ที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เคยนำร่องใช้งานก่อนอนุมัติให้กรมอุตุฯใช้งาน นั่นคือ การยกระดับระบบเตือนภัยพิบัติด้วยดาวเทียม Tomorrow.io ซึ่งคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้ กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมมือกับบริษัท Tomorrow.io (TMR) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการพยากรณ์อากาศและการจัดการภัยพิบัติของประเทศ ภายใต้รูปแบบโครงการนำร่อง (Proof of Concept – POC) เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนายไชยชนกระบุว่า ได้ทดสอบนำร่องในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่เกิดภัยพิบัติจากช่วงที่ผ่านมา และพบว่ามีระดับประสิทธิภาพการพยากรณ์อากาศที่เพิ่มสูงขึ้น และแม่นยำมากขึ้น
เป็นเหตุให้ต่อมากรมอุตุฯจึงได้จัดซื้อจัดจ้าง Tomorrow.io โดยผู้ชนะในการนำเข้ามาในประเทศไทยคือ บริษัท บีพีแอลซี จำกัด (BPLC) เป็นผู้ชนะโครงการ และทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายโซลูชันพยากรณ์อากาศของ Tomorrow.io ในประเทศไทย ซึ่งตอนแรกจดทะเบียนเป็น บริษัทขายสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง และเปลี่ยนมาทำเทคโนโลยีอวกาศ
ทำไมต้อง Tomorrow.io
คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของประชาชนคือ ทำไมต้อง Tomorrow.io ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพ จากสหรัฐอเมริกา ที่นายไชยชนก ระบุว่า มีการพยากรณ์อากาศแม่นยำระดับระบุซอยได้ ว่าฝนจะตกภายในกี่นาที แล้วที่ผ่านมางบประมาณของกรมอุตุฯหลายพันล้าน ทำไมยังไม่ตอบโจทย์
แม้ว่า กรมอุตุจะใช้ระบบการคำนวณเพื่อพยากรณ์อากาศหลายเครื่องมือ ทั้ง สถานีตรวจวัดอากาศซึ่ง มีทั้งสถานีหลัก (127 สถานี) และสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ (AWS - Automated Weather Station) กว่า 188 สถานีทั่วประเทศ เพื่อเก็บข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้น และความกดอากาศ ที่ส่วนใหญ่ใช้มือคนไปจด
เรดาร์ตรวจอากาศ (Doppler Weather Radar) เพื่อใช้ตรวจจับกลุ่มฝน ทิศทาง ความเร็ว และตำแหน่งศูนย์กลางของพายุหมุนในรัศมีใกล้ ข้อมูลดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา (ซึ่งเป็นดาวเทียมวงโคจรประจำที่ หรือ GEO) เพื่อใช้ติดตามการก่อตัวของเมฆ หย่อมความกดอากาศต่ำ และพายุขนาดใหญ่จากมุมสูง และ บอลลูนตรวจอากาศ (Radiosondes): ปล่อยขึ้นไปวัดค่าความกดอากาศ อุณหภูมิ และความชื้นในชั้นบรรยากาศระดับบน
แต่ Tomorrow.io มีการใช้งานดาวเทียมทั้งหมด 13 ดวง เป็นดาาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ใช้เวลาในการประมวลผลน้อยกว่า 1 ชั่วโมง ช่วยให้มีข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งความแม่นยำของการพยากรณ์ที่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ในระดับตำบล
การเดินหน้า Tomorrow.io เกิดขึ้นท่ามกลางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยาของไทยที่มีอยู่แล้วในระดับสูง เพราะข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างปีงบประมาณ 2569 พบว่า กรมอุตุนิยมวิทยามีโครงการ 278 โครงการ วงเงินรวม 4,691.77 ล้านบาท โดยโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรดาร์ การตรวจวัด การพยากรณ์ และการเตือนภัย มี 68 โครงการ วงเงินรวม 4,541.94 ล้านบาท หรือ 96.81%
ในจำนวนนี้เป็นโครงการระบบเรดาร์ตรวจอากาศ 15 โครงการ วงเงิน 1,847.58 ล้านบาท ระบบสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ AWS/AWOS/LIDAR 35 โครงการ วงเงิน 2,099.52 ล้านบาท ระบบสารสนเทศและแบบจำลองพยากรณ์ 12 โครงการ วงเงิน 507.90 ล้านบาท และระบบเตือนภัยเฉพาะทาง 6 โครงการ วงเงิน 86.93 ล้านบาท
แม้ว่าในปีงบประมาณ 2570 กรมอุตุฯได้อนุมัติงบใช้ Tomorrow.io ด้วยงบประมาณเกือบ 500 ล้านบาท ที่ รมว.ดีอี ไชยชนก การันตีว่า แม่นยำ และ เรียลไทม์กว่า แต่ทำไมในงบประมาณปี 2570 กรมอุตุฯยังได้งบประมาณสูงกว่าปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 1.2 พันล้านบาท อยู่ที่ 3,902.74 ล้านบาท
จึงอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า มีดีลลับ หรือไม่ เพราะแทนที่ได้เทคโนโลยีใหม่ที่เคลมว่าดีกว่าแล้ว แต่ทำไมงบประมาณกลับไม่ลดลง แถมความแม่นยำที่ผ่านมายังมีสังคมตั้งคำถามถึงความแม่นยำ และการพยากรณ์แบบเรียลไทม์อีกด้วย ตรงนี้กรมอุตุฯ หรือ เจ้ากระทรวงอย่างไชยชนก ต้องตอบคำถามให้ชัด







